อภิศักดิ์ สนจด

The Art of Art Management ผู้อำนวยการหอศิลป์ตาดู

นอกจากผู้สร้างและผู้เสพความงามของงานศิลป์แล้ว กลจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะให้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงก็คือ “ผู้บริหารจัดการศิลปะ” ซึ่งต้องผสานศิลป์ให้เข้ากันพอดีกับศาสตร์การบริหารจัดการ ดังที่คุณจะสามารถสัมผัสได้จากตัวตนของอภิศักดิ์ สนจด ผู้อำนวยการหอศิลป์ตาดู นักบริหารจัดการผู้มีละอองศิลป์รื่นรินอยู่ในลมหายใจ

“ หอศิลป์ตาดู ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยคุณวิทิต ลีนุตพงษ์ กรรมการบริหารยนตรกิจ กรุ๊ป เป็นผู้ก่อตั้งร่วมกับคุณคุณวนิช เมฆธนสาร เดิมอยู่ที่อาคารพาวิลเลียน วาย ย่าน R.C.A. ซึ่งเป็นทั้ง โชว์รูมรถ ร้านอาหาร แล้วก็ทำชั้นสองเป็นหอศิลป์ด้วย

ผมเรียนจบการบริหารวัฒนธรรม มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระหว่างนั้นผมก็ช่วยงานที่ตาดูบ้าง พอจบมาปี 2546 คุณลักขณา คุณาวิชยานนท์ ซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ของผม และเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ตาดูในเวลานั้น ก็บอกว่า อย่าเพิ่งไปทำอย่างอื่นเลย มาทำที่นี่ก่อน

พอดีในปี 2546 ทางยนตรกิจเปลี่ยนสัญญาเช่าตึกพาวิลเลียน วาย เราก็มองหาตึกใหม่ ซึ่งทำเลของอาคารบาเซโลนาร์ มอเตอร์ ถนนเทียมร่วมมิตร คือที่ที่เราเห็นว่าเหมาะสม พื้นที่สวยและกว้างพอเหมาะ ก็ปรับปรุงให้เป็นหอศิลป์ ผมก็เริ่มดูแลตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

ผมคิดว่าถ้าหอศิลป์วางนิทรรศการไว้ครั้งละสองเดือน ก็จะจัดงานได้ประมาณ 5-6 ครั้ง สนับสนุนศิลปินเดี่ยวได้แค่ 6 คนเท่านั้น ผมก็ยึดหลักว่า จะพยายามนำงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาบ้าง สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่บ้าง ส่วนครั้งหรือสองครั้งที่เหลือก็รับจากผลงานที่ศิลปินเสนอมา เราสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยทุกแขนง เมื่อครั้งออกแบบห้องจัดแสดงของตาดู เราก็มองว่ามันน่าจะมีพื้นที่ที่จะสามารถจัดกิจกรรมอื่นๆได้ด้วย เช่น เวิร์คชอป ฉายหนัง คอนเสิร์ต ละคร เป็นต้น “

ไม่เพียงในแวดวงทัศนศิลป์เท่านั้น แม้ในวงการศิลปะการแสดงเอง อภิศักดิ์ ก็คือดาวที่น่าสนใจดวงหนึ่งของทุกเวที

“ผมเคยเป็นทีมงานละครเวทีมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ ประมาณปี 2539 ตอนนั้นอาจารย์รัศมี เผ่าเหลืองทอง ทำคณะละครสองแปดอยู่ ผมก็ไปเป็นทีมงาน ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ ฝึกฝนทุกอย่างเกี่ยวกับการละคร คิดว่ามันน่าสนใจดี วิธีการทางด้านละครมันเกี่ยวข้องกับองค์รวมในด้านการทำงานศิลปะได้ดี

จนกระทั่งปี 2539 – 2540 พระจันทร์เสี้ยวการละครจัดทีมเพิ่มขึ้นมา ผมก็เข้าไปร่วมด้วย ทำหน้าที่ Producer และทำประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่ม ต้องทำทุกอย่าง เนื่องจากดำรงตนเป็นกลุ่มละครเล็กๆ (หัวเราะ) ก็ต้องเป็นนักแสดงร่วมไปกับการจัดการด้วย

คนอยากทำละคร เพราะเขาสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปได้ วันนี้เป็น Stage Team วันหน้าเขาก็อาจจะกลายเป็น Stage Manager ได้ เพราะรู้ว่า…มันจะเข้ายังไง มันจะออกยังไง ส่วนนิทรรศการนั้น เราก็มองว่ามันน่าสนใจมากที่จะเอาวิธีการ วิธีคิดเหล่านี้มาใช้เพื่อผลักดันหรือพัฒนาอาสาสมัคร เพื่อเป็นเวทีเพื่อให้เขาฝึกฝีมือในแบบของการจัดนิทรรศการ เช่นการเป็นภัณฑารักษ์ หรือ Exhibition desige หรือ Project Manager ของงานนิทรรศการ, งานศิลปะ, งานเทศกาล เป็นต้น

เสน่ห์ของละครคือเมื่อมีการแสดงเกิดขึ้น มีผู้ชม ก็เกิดการรับส่งสารกัน ซึ่งมันเป็นสิ่งใหม่ แต่เสน่ห์ของงานนิทรรศการมันจะนิ่งกว่านั้น จะเงียบกว่านั้น เพราะงานนิทรรศการมันเป็นการสื่อสารทางเดียว คือเรียกร้องการเดินเข้าไปชม แล้วก็ตีความผ่านสัญลักษณ์ที่ศิลปินแสดงออกมา ความลึกซึ้งหรือความประทับใจมันจะมีความต่างกัน มากน้อยตามแต่ผลงาน

ที่ผ่านมาเราขาดคนที่จะมาทำงานจัดการศิลปะแบบจริงๆจังๆ แต่พอมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุน มันทำให้คนทำงานมั่นใจขึ้น มีแนวโน้มที่จะหาสปอนเซอร์ได้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยอาจจะให้สปอนเซอร์เป็นทุนพื้นฐานในการดำเนินการขั้นต้น อีกก้อนหนึ่งไปหาจากที่อื่นมาปะอีกนิดหน่อย ที่เหลือขายบัตร เพราะฉะนั้นศิลปินก็จะพอมีชีวิตอยู่ได้บ้าง ศิลปะก็จะค่อยๆก้าวหน้าไป

ผมมองว่าผู้บริหารจัดการวัฒนธรรมในแง่ของการทำงานนิทรรศการมี 2 คน คือ Curator กับ Director หัวใจของมันคือการอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปินกับสิ่งที่ศิลปินอยากได้ คือเป็นตัวเชื่อมนั่นเอง ผมถือว่า Curator เป็นศิลปินคนหนึ่ง ถ้าเขาไม่คิด Concept ไม่สร้างสรรค์มาก่อน ศิลปินคือผู้ประกอบเรื่อง ให้ตรงตาม Concept

แต่ในส่วนของผู้อำนวยการนั้น ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ทำสิ่งที่คิดไว้ให้เป็นจริง ต้องมีศิลปะในการบริหารจัดการ ให้ได้สิ่งที่ศิลปินต้องการ บนพื้นฐานของความเป็นไปได้

คิดว่าศิลปินทุกคนควรมีระบบการบริหารจัดการอยู่ในตัวเองบ้าง เมื่อถึงเวลาจะได้สามารถจัดการในแบบที่ตัวเองอยากทำได้ ต้องรู้จักการทำงานร่วมกับ Director หรือ Curator บอกได้ว่าคุณมีความคิดอะไร เราก็จะบอกว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้ไหม อย่างนั้นไหม คุยกันจนจบแล้วเราต่างคนก็ต่างทำหน้าที่แยกกัน คุณก็ทำงานของคุณไป เราก็ไปทำงานในส่วนของเรา

มองภาพร่วมของวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องทำให้มันเคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง แล้วก็ไปพร้อมกันทั้งระบบ การบริหารจัดการวัฒนธรรมในบ้านเรามันยากตรงที่เมื่อคิดออกมาแล้วจะทำให้มันเป็นจริงได้ค่อนข้างยาก การขับเคลื่อนมันค่อนข้างยาก เพราะว่าตัวงานด้านวัฒนธรรมมันไม่ได้ตอบโจทย์ของภาพรวมด้านธุรกิจของสังคม เมื่อไปเจอกับใครมันก็ต้องอธิบายเยอะ

แล้วชีวิตของคนไทยกับวัฒนธรรมมันถูกเบียดบังด้วยกิจกรรมอย่างอื่นหมด อิทธิพลของโฆษณามีผลอย่างมาก เสาร์-อาทิตย์นี้มีเอ็กซ์โปที่นั่นที่นี่ มีลดราคาที่ห้างนั้นห้างนี้ คนก็แห่กันไป มันทำให้ลืมงานในส่วนของศิลปวัฒนธรรม คือคนมันถูกแย่งไปทางอื่นกันเสียหมด

ผมก็เคยคิดกันเล่นๆว่าถ้าเรายกงานนิทรรศการเข้าไปอยู่ในที่เหล่านี้ เช่นเอางานนิทรรศการไปตั้งไว้ที่ Home Pro มันจะเป็นอย่างไร ผมว่ามันก็อาจจะออกมาสนุกดีนะ” อภิศักดิ์ ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ

Related contents:

You may also like...