ร.ศ.ดร.สุกรี เจริญสุข

“ ดนตรี คือโฉมหน้าใหม่ของเมืองไทย ”

เมื่อสภามหาวิทยาลัยมหิดล มีมติอนุมัติให้จัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ขึ้นในปี พ . ศ . 2537 ถือเป็นการเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การเรียนการสอนดนตรีในประเทศไทย แต่สิ่งที่ตามมาคือคำถามคาใจใครต่อใครว่า เหตุใด “ มหาวิทยาลัยหมอ ” จึงคิดเปิด “ โรงเรียนดนตรี ”

เวลากว่าทศวรรษผ่านพ้นไป พร้อมกับการเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และมีประสิทธิภาพของวิทยาลัยดนตรีแห่งแรกของเมืองไทยแห่งนี้ ศ . ดร . สุกรี เจริญสุข นักดนตรีมากฝีมือ ผู้รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือผู้ไขข้อข้องใจเหล่านั้นได้ดีที่สุด

“ วิทยาลัยดนตรีที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2537 จากนั้นถึงวันนี้มันก็ 12 ปีแล้ว ถามว่ายากไหม ต้องตอบว่ายากมาก เพราะคนถามกันมากว่า ทำไมมหาวิทยาลัยมหิดลเปิดสอนดนตรี ผมก็คิดว่าส่วนนี้ใครได้ยินก็เกิดเข็มขัดสั้นทันที ( คาดไม่ถึง … ผู้สัมภาษณ์ ) ใช่ .. คาดไม่ถึง ( หัวเราะ ) แม้แต่คนในมหิดลก็รู้สึกว่า มันเกิดอะไรขึ้นมหิดลจึงเปิดสอนดนตรี

แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่ามหาวิทยาลัยก็คือแหล่งรวมของความหลากหลายและความกว้างขวางในด้านวิชาความรู้ ไม่มีที่ไหนเปิดสอนดนตรีได้ดีเท่ากับมหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องจากที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแพทย์

ขึ้นชื่อว่าแพทย์ต้องมีการตัดสินใจที่ชัดเจน เพียงให้แพทย์เข้าใจว่าทำไมต้องเปิดโรงเรียนดนตรีเท่านั้น ถ้าแพทย์ตกลง ผมก็ว่าได้แล้ว เพราะการตัดสินใจของแพทย์ช้าไม่ได้ แพทย์ทำผิดพลาดไม่ได้ เพราะถ้าผิดพลาดก็คือการสูญเสียชีวิต

แต่เดิมผมรับปากกับ ศ . นพ . ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีสมัยนั้น ซึ่งท่านรับโอนผมมา ว่าผมจะมาทำ Music Therapy ด้วย แต่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ผมยังไม่ได้ทำเลย ( หัวเราะ ) เพราะว่าสิ่งที่ผมทำได้ดีก่อนก็คือผมทำดนตรีที่เป็นดนตรีเพื่อศิลปะ ซึ่งผมมีความรู้อยู่ คือ Music Therapy ผมไม่ค่อยรู้ ก็ต้องใช้เวลานานหน่อย

พันธกิจสำคัญมากๆก็คือ จัดการเรียนการสอนดนตรี การเรียนในด้านอื่นคือการค้นคว้าหาความจริงแต่ดนตรีเป็นการศึกษาหาความงาม ความไพเราะ สมมุติว่าเราสร้างศิลปินขึ้นมา แล้วเขาสามารถแสดงบนเวทีได้งดงาม แล้วคนปรบมือ เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นการค้นคว้าหาความจริงของ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ก็คือ การสร้างคนให้ประสบความสำเร็จด้วยการแสดง

คนที่มาเรียนที่นี่ต้องรักดนตรี ที่สำคัญคือต้องมีทักษะ ความรู้ ความสามารถ มีศรัทธาในอาชีพ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แล้วก็ตรงเวลา ที่นี่ไม่แบ่งดนตรีไทย ดนตรีสากล ทุกอย่างคือดนตรีเหมือนกันหมด เราสอนตั้งแต่หมอลำ ยันคลาสสิค เรามองว่าดนตรีคือดนตรี คืองานศิลปะ

มหาวิทยาลัยโดยทั่วไปมักอยากให้เด็กจบออกไปหางาน แต่ที่นี่เราประกาศศักดาเลยว่า เราสร้างคนให้ออกไปสร้างงาน เราสร้างให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ คือให้เขาพบตัวเขาเอง พบตัวเขาอย่างที่เขาเป็น แล้วเขาก็จะไม่ตกงาน เพราะตัวเขาเป็นของเขา

ผมคิดว่าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มี Hard ware คือ อาคารสถานที่ มี Soft Ware คือ อุปกรณ์การเรียนการสอนเครื่องไม้เครื่องมือ มี People Ware ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครูบาอาจารย์ คนทำงานล้วนมีศักยภาพสูง มี Money Ware คือ มีเงินที่จะใช้จ่าย แล้วผมก็เชื่อว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มี Quality Ware คือมีคุณภาพที่เป็นมืออาชีพ

มืออาชีพบ้านเรามีความหมายต่างกัน เช่น นักดนตรีมืออาชีพที่นราธิวาสขึ้นมากรุงเทพฯ ก็ตกงาน มืออาชีพที่เชียงใหม่มาถึงกรุงเทพฯ ก็ตกงาน แสดงว่า คำว่ามืออาชีพในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ผมก็คิดว่า ทำอย่างไรวิทยาลัยดุริยางคศิลป์จะสร้างมืออาชีพที่มีค่าเท่ากับ Professional ซึ่งมีค่าเท่ากับ National และ International หมายความว่ามืออาชีพของเราไปนิวยอร์คก็มีงานทำ ไปเบอร์ลินก็มีงานทำ ไปโตเกียวก็มีงานทำ

ถึงเวลาที่คนไทย จะต้องแสดงศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ให้ประจักษ์ในระดับนานาชาติ มีคนไทยนั่งอยู่ที่ New York Philharmonic มีคนไทยนั่งอยู่ใน Berlin Symphony มีคนไทยเด่นแบบวาเนสซ่า เมย์ แล้วไม่ใช่แค่ Import ความสำเร็จอย่างเดียว เราจ่ายเงินให้นักแสดงต่างชาติมาเมืองไทย ทำไมประเทศเขาไม่ซื้อศิลปินเราไปเล่นบ้านเขาบ้าง ซึ่งตอนนี้เราเริ่มต้นแล้ว แต่ยังมีหนทางอีกยาวไกล ไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ต้องสานต่อ ทุกคนต้องทำ คนไทยทั้งประเทศต้องทำ ผมคิดว่าดนตรีคือ โฉมหน้าใหม่ของไทย ”

Related contents:

You may also like...