ประทีป ตั้งมติธรรม

รางวัลชีวิต… สถาปนิกนักพัฒนาบนเส้นทางแห่งวิสัยทัศน์ ‘ สุขนิยม ‘ สู่ความสำเร็จอย่างสมภาคภูมิของอาณาจักรศุภาลัย

ท่ามกลางสังคมเมืองที่ความสับสนวุ่นวายทวีความหนักหน่วงเป็นนิจ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่พร้อมใจกันเข้ามารุมเร้า การเดินทางในชีวิตที่ต้องเร่งรีบบนความติดขัด เมื่อความเครียดอัดอั้นไร้ทางระบายออก “ บ้าน ” คือสถานที่แห่งแรกและอาจเป็นแห่งเดียวของหลายคน ที่สามารถปลดปล่อยความเครียด พร้อมรับความสงบสุขในแบบที่ตนปรารถนาได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

บ้านจึงเป็นสถานที่สำคัญ เหมือนโอเอซิสทางกาย และในความเป็นหน่วยย่อยทางสังคมที่เล็กที่สุดในฐานะสิ่งกำกับอารมณ์ความรู้สึก บ้านที่ดีย่อมนำมาซึ่งความสุขทางใจแก่ผู้อยู่อาศัยอย่างไม่อาจปฏิเสธ

การออกแบบหรือสร้างบ้านสักหลังจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผู้ที่กุมความรับผิดชอบในจุดนี้ก็หาใช่ใครอื่น หากคือสถาปนิกและนักพัฒนา แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่า ส่วนใหญ่ทั้งสองฝ่ายมักมองคนละมุม จนนำมาซึ่งความไม่ลงตัวของผลผลิต และคนที่เดือดร้อนคือผู้บริโภค

แต่สำหรับนักพัฒนาอย่าง ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด ( มหาชน ) ผู้กุมบังเหียนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ อาจเป็นหนึ่งในนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่เหนือเงื่อนไขดังกล่าว เพราะการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความเป็นศิลปิน สถาปนิกและนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในคนเดียว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น้อยคนนักจะมี และปรัชญาความคิดในแบบสุขนิยม หรือ Hedonism อันนำมาซึ่งรอยยิ้มแจ่มใสจากหัวใจ ที่อุปสรรคขวากหนามตลอดเส้นทางแห่งชีวิตและธุรกิจไม่อาจเกี่ยวกระชากพรากไปจากเขาได้ และด้วยปรัชญาเดียวกันนี้เอง ที่เป็นบ่อเกิดของรอยยิ้มแห่งความสุขให้แก่ผู้บริโภค ผู้ร่วมงาน และผู้ร่วมธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แบรนด์คุณภาพ ‘ ศุภาลัย ‘ ซึ่งสร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์แห่งความสุขของนักธุรกิจระดับพันล้านคนนี้

ไฮคลาส : จากก้าวแรกก่อนจะมาเป็นประทีป ตั้งมติธรรม
ครอบครัวของผม คุณพ่อทำธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างจำพวกไม้แปรรูป ชีวิตวัยเด็กช่วงหนึ่งต้องประสบปัญหา เพราะว่าในการขายวัสดุก่อสร้างของคุณพ่อ มีการปล่อยขายเงินเชื่อด้วย ซึ่งมีผู้รับเหมาหนีไม่จ่ายเงิน ต่อมาคุณพ่อก็ประสบอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิตอีก ช่วงนั้นลำบากมาก ขนาดที่ว่าไม่มีเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน จนครูไม่ให้เข้าห้องสอบ จากเคยเรียนโรงเรียนเอกชนก็เลยต้องเปลี่ยนมาเรียนโรงเรียนรัฐบาล คือเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ เพราะโรงเรียนรัฐบาลมันถูกกว่า ทั้งปีก็ 160 บาทเอง มันถูก ( หัวเราะ ) แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ เมื่อคุณพ่อเสียชีวิต คนที่ทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัวก็หายไป ภาระทางบ้านก็จะตกหนักไปที่พี่ชายคนโต ซึ่งต้องเข้ามาทำงานเป็นเรี่ยวแรงหลักของครอบครัว ส่วนผมยังเรียนหนังสืออยู่ ผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับศิลปะวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ขณะเดียวกันก็สนใจพวกคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ด้วย เมื่อพบว่าตัวเองชอบทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ก็เลยเลือกเรียนทางสถาปัตย์ เพราะว่ามันเป็นวิชาที่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์บวกกับศิลปะประยุกต์ ประกอบกับได้มีโอกาสเข้าห้องสมุด อย่าง British Council ที่อยู่ตรงสะพานพุทธ เดินข้ามโรงเรียนไปก็ถึง ที่นั่นจะมีหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเยอะ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็คือพี่ชายคนโต เขาเอ็นท์ติดสถาปัตย์ จุฬาฯ แต่เรียนได้ปีเดียวก็ต้องออกมาช่วยงานที่บ้าน พร้อมกับเปลี่ยนมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งสมัยนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เขาก็เสียดาย ช่วงนั้นเองที่พี่ชายออกจากจุฬาฯ แล้วต้องไปทำงานรับเหมาก่อสร้าง ผมก็ได้เห็นแบบพิมพ์เขียวอะไรเยอะแยะ จนไม่รู้สึกว่าเป็นของแปลก และก็ได้มีโอกาสเห็นหนังสือว่าตอนเขาเรียนเป็นยังไง มีตั้งแต่พวกอียิปต์ ปีระมิด มันมีอะไรต่างๆ น่าสนใจ ก็ชอบทางนี้ เลยเรียนทางนี้ ตอนผมเรียนต้องช่วยทำงานด้วย แต่จะสนใจวิชาการมากกว่าอย่างอื่น เพราะว่าช่วงนั้นคุณแม่ไม่ค่อยส่งเสริมให้เล่นกีฬาเลย เพราะว่าเห็นตัวอย่างแถวๆ บ้านมีคนไปเล่นฟุตบอลแล้วเสียชีวิต เขาก็บอก โอ … อันตราย ไม่ได้ ก็เลยไม่ให้เล่นกีฬา คือครอบครัวพ่อแม่ไม่เน้นกีฬา เขาเน้นให้ใช้สมอง คิดเลขโน่นนี่ ชอบให้มาช่วยค้าขาย

ไฮคลาส : เป็นคนหัวดี ตอนจบสถาปัตย์ จุฬาฯ ทราบมาว่าได้เกียรตินิยม
ก็เรียกว่าเรียนพอใช้ได้ครับ แต่ตอนที่เข้าสองปีแรกคะแนนดีไซน์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนั้นถึงกับคิดว่า เอ … ที่เราเรียนนี่มันเลือกถูกทางรึเปล่า พอปี 3 ก็เลยเปลี่ยนวิธี แทนที่คิดเยอะแล้วทำงานช้า มัน Present Idea ไม่ออก ก็หันมาทำงานให้เร็วขึ้น งานหลายชิ้นนี่ส่งคนแรกเลยนะ จากนั้นก็เริ่มได้เกรด A แล้วก็ได้ A มาเรื่อยๆ นานๆ ก็จะมี B+ สักที (หัวเราะ) แต่ส่วนใหญ่ได้ A พอขึ้นปี 3 ปุ๊บ A เยอะเลย ชักจับถูกแนว แล้วก็ฝึกมือไปทาง Present มากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น

ไฮคลาส : จุดเปลี่ยนผันจากบัณฑิตสถาปัตย์เกียรตินิยม มาสู่บทบาทนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
จบจากจุฬาฯ ผมก็ทำงานออกแบบอยู่ระยะหนึ่ง ตอนนั้นได้เงินเดือน 2,200 ถ้าทำงานแบงค์เขาให้ 1,500 ( หัวเราะ ) ได้ 2,200 นี่ถือว่าเยอะแล้ว เคยไปสมัครการเคหะฯ ที่นั่นเขาก็รับเงินเดือนกันราวๆ พันกว่าบาท ช่วงที่ผมทำงานกับบริษัทอีอีซีซึ่งเป็นบริษัทคนไทยรุ่นพี่ที่ทำออกแบบ สมัยนั้นเสนานิเวศน์เพิ่งเริ่ม ก็จะมีการส่งแบบประกวดบ้านจัดสรร ผมก็เป็นคนหลักที่ทำออกแบบบ้านไปประมาณ 5 แบบส่งประกวด ชนะมา 2 แบบ นั่นก็เป็นจุดเริ่มที่ผมทำเกี่ยวกับบ้านจัดสรรนะ ก็เริ่มสนใจ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยังคิดว่าจะมุ่งไปในทางออกแบบอยู่ พอได้โอกาสไปเรียนต่อเมืองนอกถึงได้เลือกไปเรียน Housing แล้วก็ทำงานกับบริษัทฝรั่งอเมริกันพักหนึ่ง ตอนนั้นก็คิดว่าจะเป็นสถาปนิกอย่างเดียว ไม่ได้คิดว่าจะมาทำงานพัฒนาที่ดิน สมัยนั้นพัฒนาที่ดินก็ยังไม่รุ่ง ตอนจบจากอเมริกา ทีแรกผมก็ว่าจะทำงานที่โน่น แต่ดูแล้วที่เมืองไทยโอกาสเยอะกว่า เพราะว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา น่าจะมีอะไรให้พัฒนาเยอะ ตอนกลับมาผมตั้งใจที่จะเป็นสถาปนิกอย่างเดียว เลยเปิดบริษัทออกแบบ ซึ่งคิดไว้ว่าถ้าตั้งบริษัทแล้วไม่รุ่ง ก็จะไปทำงานที่สิงคโปร์ แต่พอดีว่ามันทำแล้วก็พอไปได้ ประจวบกับที่พี่ชายผมเขาไปซื้อที่ทางเอาไว้ ก็เลยชวนให้ผมมาช่วยดูเรื่องการทำบ้านจัดสรรด้วยกันหน่อย ผมจึงตัดสินใจยุบบริษัทออกแบบแล้วก็มาหุ้นกับพี่ชายเพื่อเริ่มทำธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งพี่ชายผมก็มีพื้นฐานในการทำรับเหมาก่อสร้าง ร้านค้าวัสดุก่อสร้างก็ยังอยู่ เราก็ทำทั้งรับเหมาด้วย ขายของด้วย สำหรับเงินทุนก้อนแรกที่มาร่วมหุ้น ก่อนไปอเมริกาผมเก็บเงินได้สี่หมื่นกว่า แม่ให้อีกหนึ่งหมื่น พี่ชายซื้อตั๋วเครื่องบินให้หนึ่งใบ ตอนเรียนผมได้ทุน ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แล้วระหว่างเรียนก็ทำงานด้วยบ้าง ก็เลยมีเงินเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง เรียนจบทำงานอีกหนึ่งปี ตอนทำงานที่อเมริกาผมเก็บเงินกลับมาได้หนึ่งแสน

ไฮคลาส : ฟังดูเหมือนชีวิตเริ่มไปได้สวย ก้าวไปแต่ละขั้นได้ดี คงเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูง
ก็ไม่สูงมาก แต่ก็มั่นใจตัวเองในระดับหนึ่ง เทียบกับรุ่นเดียวกัน เทียบกับคนอื่น เขาทำได้ เราก็ทำได้ เรามีความตั้งใจ เราก็ทำงานให้เขาได้

ไฮคลาส : ณ เวลานั้นมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนหรือยัง
มีครับ ตอนกลับมาก็คิดว่าจะเป็นสถาปนิก และก็มีการวางแผนว่าถ้ามันไม่ผ่านจะต้องทำยังไงต่อไป ช่วงนั้นเมืองไทยตึกสูงไม่ค่อยมี คนเริ่มหันมาทำบ้านจัดสรรกัน ผมก็ร่วมกับพี่ชายทำบ้านจัดสรร เริ่มจากหุ้นหนึ่งแสน พี่ชายผมเขาตีเงินลงทุนทั้งหมดสองล้าน ผมลงหนึ่งแสนได้หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ ก็ OK เท่าไหร่เท่านั้น จากนั้นก็มีการขยายงาน พอขายได้ เราก็ซื้อที่เพิ่ม ซื้อที่เพิ่มปุ๊บก็ต้องเพิ่มทุน แล้วจะทำยังไง ก็ต้องไปขึ้นแชร์ ขึ้นแชร์มาลง ก็พอมีเครดิต มีคนมาเชื่อเรา แล้วก็มาลงทุนต่อ

ไฮคลาส : สมัยก่อนเขาไม่ได้สนใจการเป็นมหาชน แล้วในวันนั้นตั้งความหวังเอาไว้หรือไม่ว่าจะก้าวมาเป็นผู้นำเหมือนอย่างทุกวันนี้
ตอนนั้นคนเขาทำบ้านจัดสรรกันน้อยครับ … สมัยนั้นมันบ้านจัดสรรใหญ่ๆ ก็มี เสนานิเวศน์ เมืองทอง ผาสุข อย่างนี้ เป็นโครงการใหญ่ๆ ขนาดหลายร้อยไร่ เป็นพัน Unit ก็มี แต่จำนวนคนทำยังไม่ได้ทำเยอะมาก ผมก็ทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้หวังอะไรมาก เริ่มต้นก็แค่ทำให้มันรอดก่อน ( หัวเราะ ) ให้มันอยู่ได้ก่อน ทำแล้วก็ขยายมาเรื่อยๆ

ไฮคลาส : ปัญหาที่เกิดซ้ำซากในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คืออะไร
มันก็สารพัดอย่าง แต่ละช่วงก็จะมีเศรษฐกิจขึ้นลง ทำๆ อยู่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งน้ำมันพุ่งพรวด ตอนนั้นน้ำมันลิตรละแปดบาทขึ้นไปสิบสองบาท โอ้โฮ ตอนนั้นเขาบอกแพง แพงมากเลย ( เน้นเสียง ) ลิตรหนึ่ง เกินสิบบาทแล้ว ช่วงนั้นของขึ้นราคาเยอะ ในขณะเดียวกันคนก็มาแย่งกันซื้อ เพราะกลัวราคามันขึ้น ก็ผ่านเหตุการณ์ขึ้นๆ ลงๆ มา 5-6 รอบในชีวิตนี้ บางช่วงก็แรงงานขาดแคลน บางช่วงดอกเบี้ยสูง ก็จะขายยากหน่อย

ไฮคลาส : เคยเจอปัญหาหนักจนถึงขั้นขยาดอยากจะเลิกทำบ้างไหม
ก็ไม่เชิง เพราะช่วงแรกๆ ผมจะลงค่อนข้างลึก เริ่มใหม่ๆ ผมทำงานเองทุกอย่าง ผมจะนอนอยู่ที่ Site ในสำนักงานขาย ตอนนั้นก็เป็นผู้รับเหมาเองด้วย ตั้งแต่ซื้อหินซื้อทรายเอง ซื้อปูนเอง กลางคืนห้าทุ่มเที่ยงคืนจะมีรถหินรถทรายมาส่ง เขาก็จะมากดออด เคาะประตูบ้าน เราก็ต้องไปวัดหินวัดทราย มันสูงกี่เมตรมันได้กี่คิวอะไรแบบนี้ ( หัวเราะ ) แล้วก็คุมงานด้วย เป็นคนรับวัสดุ เป็นคนคุมงานก่อสร้าง ลุยมากเลย มีหลังคาก็ปีนหลังคาด้วยตัวเองเหมือนคนเดินละครสัตว์เลยนะ เดินไต่ราวไป ( หัวเราะ ) ไม่กลัวหรอกตกลงมาขาหัก แต่พอมาคิดตอนนี้ เดี๋ยวนี้คงทำไม่ได้ แล้วตอนนั้นก็เป็นผู้จัดการขายด้วยคนเดียวทำได้หมดทุกอย่าง

ไฮคลาส : มีวิธีการขายอย่างไร เพราะเป็นสถาปนิกอาจจะไม่ถนัดทางนี้
ก็ใช้ Commonsense ไม่มีอะไรมาก ก็บอกไปว่าทำเลเราดียังไง บ้านเราดียังไง แบบเราดียังไง ช่วงใหม่ๆ เนื่องจากโครงการมันเล็ก ก็เริ่มจากการไปติดป้ายหน้าปากซอย มีใบปลิว แจกโบรชัวร์ สำนักงานก็มีติดธงทิว สมัยนั้นยังไม่มีใครติดธงกันซักเท่าไหร่ ผมเป็นรายแรกๆ ที่ติดธง เพราะชอบธง อย่างหน้าตึกสำนักงานใหม่ผมก็ติดธง (ยิ้ม)

ไฮคลาส : ด้าน Marketing มีเคล็ดลับอย่างไรจึงแจ้งเกิดได้
แน่นอน…ถ้าขายไม่ได้มันก็ไม่มีรายรับ มีแต่รายจ่าย ก็ต้องเลือกทำเลดี ขายของที่ดีกว่า ในราคาที่ถูกกว่า ก็ง่ายๆ แค่นี้เอง แล้วก็ต้องทำให้คนรู้จักคือการโฆษณา แค่นี้มันก็ขายได้

ไฮคลาส : ฟังดูง่ายไปหมดเลย
( หัวเราะ ) ก็เป็นอย่างนี้จริงๆ

ไฮคลาส : อยากทราบถึงปรัชญาการทำงานในช่วงบุกเบิก
ช่วงเริ่มทำงานนี่คือทุ่มสุดตัวเลย มีเวลา มีอะไร มีแรงเท่าไหร่ลงหมด

ไฮคลาส : ทุ่มได้สุดตัวเพราะช่วงนั้นคงยังเป็นโสด
ช่วงที่ทำงานก็ยังไม่ได้แต่งงาน ช่วงที่กลับมาจากอเมริกาก็สองปี แต่งงานแล้วก็อยู่ที่ Site เหมือนเดิม ( หัวเราะ )

ไฮคลาส : ความจำเป็นของการมี Connection ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
Connection มีความจำเป็นมากในกรณีถ้าขายของพวก Lot ใหญ่ๆ เช่นขายส่ง ขายงานราชการ ขายอะไรที่มันเป็นแบบผูกขาดกึ่งผูกขาด แต่การขายบ้านมันเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เขาเรียก Consumer Product การขายส่งขายเยอะมันเป็น Industrial Product ทีนี้การขายปลีกนี่คนกระจายทั่วไปหมด Connection จึงมีความสำคัญน้อยลง แต่มันจะต้องมี Connection ที่ดีในแง่ที่เราจะไปซื้อของกับหาผู้รับเหมามากกว่า Connection ในอีกด้านหนึ่งคือการมีเครดิต ไม่อย่างนั้นตอนเพิ่มทุนผมคงเพิ่มไม่ได้ คือต้องทำตัวเองให้น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เขาบอกไม่เอาๆ เราไม่ใช่คนเกเร ขึ้นแชร์ได้ ต้องไว้ใจได้ พูดถึงคนที่จะเริ่มงาน ก็ต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองนี่ก็ด้านหนึ่ง อีกด้านก็คือการพัฒนาความน่าเชื่อถือ ผมตอนสมัยเรียนคนเขาก็ให้เป็นหัวหน้าชั้น ให้เป็นประธานชมรมฯ ให้เป็นนักเรียนดีเด่น หรือตอนทำงานแล้วก็ให้เป็นนักบริหารดีเด่น เป็นนายกสมาคมฯ เป็นเหรัญญิก คือถ้าคนเชื่อถือ ก็จะได้เป็นอย่างนี้ บางคนมีความสามารถ…ทุกอย่างเก่งหมด แต่คนเขาไม่เชื่อถือ นี่แสดงว่าไว้ใจไม่ได้ นัดแล้วมาตามนัดหรือเปล่า ยืมเงินแล้วคืนไหม บางคนขอสินเชื่อธนาคาร ธนาคารไม่ให้กู้ นี่เครดิตไม่ดี นอกจากนี้ก็เรื่องคุณภาพชีวิต ต้อง Balance กัน ต้องหลีกเลี่ยงอบายมุขต่างๆ แต่ก็ต้องมีกิจกรรมสำหรับการผ่อนคลายหรืองานอดิเรกบ้าง

ไฮคลาส : อะไรเป็นปัจจัยที่จะทำให้คนสักคนคิดอ่านได้ครบถ้วนอย่างนี้
อ่านจากหนังสือบ้าง หนังสือพวกพัฒนาคน หนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ กำลังใจ กำลังความคิด การพัฒนาตัวเองทำอย่างไร หลวงวิจิตรวาทการนี่เริ่มตั้งแต่เป็นเสมียนระดับล่างของกระทรวงต่างประเทศเลยนะ จนกระทั่งได้เป็นรัฐมนตรี เขียนเพลง แต่งหนังสือ หรือดูอย่างนักประดิษฐ์ ผมสนใจทั้งพวกนักวิทยาศาสตร์ Thomas Alva Edison ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า หรืออย่างพวกนักการเมือง Gandhi หรือ Abraham Lincoln พวกนี้ Lincoln นี่พูดไม่เป็นเลยนะ เป็นช่างผ่าฟืนนะ จากพูดไม่เป็นกลายเป็นนักพูดได้ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้

ไฮคลาส : คุณเชื่อในเรื่องของทำดีได้ดี การสั่งสม การไต่เต้าสู่ความสำเร็จ
เชื่อเลย คือถ้าเราตรงต่อเวลาเขาก็จะเชื่อเรา พูดจาโม้เกินจริงคูณสาม คนฟังปุ๊บเขาก็ต้องหารสามกลับ บางคนพ่อแม่ยังไม่เชื่อเลย ลูกพูดพ่อแม่ยังไม่เชื่อ แล้วจะไปพูดให้ใครเชื่อได้

ไฮคลาส : ทัศนะของคุณอาจตรงข้ามกับคนสมัยนี้ที่ชอบความรวดเร็ว เขาอาจจะไม่เชื่อเรื่องทำดีแล้วต้องมาทนรอนานๆ เพื่อให้ได้ดี
ผมว่าเรื่องนี้เป็นอมตะเลยนะ ทำดีได้ดี ของทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ทำอะไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าคุณต้องไปโกหก ไปหลอกคน ก็หลอกได้ชั่วคราว คนรู้ ผลมันก็จะกลับมาในทางลบมากกว่า หลอกคนบางคนได้บางเวลา แต่หลอกทุกคนในทุกเวลา มันทำไม่ได้

ไฮคลาส : ในแง่มุมของคู่ชีวิต
คุณอัจฉรา ตั้งมติธรรม ภรรยาผม เรารู้จักกันที่เมืองไทย เขาอยู่ธรรมศาสตร์ ผมเรียนอยู่จุฬาฯ พอดีจะหาครูสอนพิเศษหลานที่บ้าน เขาก็มาสอน ก็ได้รู้จักกัน แล้วพอเรียนจบต่างคนต่างก็ทำงาน ผมอยากจะไปเมืองนอก แต่เขาไม่มีความคิดจะไปเมืองนอกเลย ผมอยากไปเพราะสถาปัตยกรรมช่วงนั้นมันเจริญ ตึกสูงที่สุดในโลก สถาปัตยกรรมเด่นๆ มันอยู่อเมริกาเยอะ ผมก็เชียร์ให้เขาไปด้วย ในที่สุดเขาก็ได้ทุนของแบงค์ ไปฝึกงานที่อเมริกาและเรียนต่อหลังจากนั้น

ไฮคลาส : คู่ชีวิตมีส่วนในความสำเร็จของชีวิตมากน้อยแค่ไหน
มีส่วนครับ ก็ไม่เคยขัดแย้งกันในเรื่องใหญ่ๆ นะ มีแต่ส่งเสริมกัน

ไฮคลาส : เจอปุ๊บก็เป็นคู่แท้เลย อยู่กันมายาวนาน คงมีหลายอย่างที่คลิกเข้ากันได้ตั้งแต่ตอนนั้น
( หัวเราะ ) ก็มีหลายส่วนที่ประสบการณ์ชีวิตใกล้เคียงกัน อายุก็ใกล้เคียงกัน มีส่วน ช่วงแรกนี่ต่างคนต่างทำงาน เขาไปทำงานอยู่บริษัทไอบีเอ็ม 12 ปี ก่อนจะมาเริ่มตั้งศุภาลัย ช่วงนั้นผมทำงานมาได้ 12 ปี เริ่มสองจิตสองใจอยากเปลี่ยนวิถี อยากไปสอนหนังสือ ทำงาน Part-Time บ้าง แต่คุณอัจฉราเขาบอก เดี๋ยวจะว่างไปนะ จะอยู่ได้เหรอ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ถ้าว่ากันตามสูตร สามีภรรยาห้ามทำงานด้วยกัน กลับบ้านแล้วห้ามเอาเรื่องงานมาคุยกัน
ก็ทำงานคนละอย่าง เถียงอะไรกันก็มีบ้าง อย่างช่วงวิกฤตเขานอนไม่หลับ แต่ผมหลับสบายดี ( หัวเราะ )

ไฮคลาส : เหตุที่ตัดสินใจจับมือกันมาเปิดศุภาลัย
ผมเริ่มทำธุรกิจตอนอายุประมาณ 28… มาถึงอายุประมาณ 40 ทำธุรกิจร่วมกับพี่ชายมาถึงตอนนั้นผมมีเงินพอใช้ทั้งชีวิตแล้ว ทำงานแบบไม่สนใจเงินก็ได้ แต่อย่างที่บอก ภรรยาเขาบอกเดี๋ยวเวลาว่างเยอะไป ( หัวเราะ ) ตอนที่ทำงานร่วมกับพี่ชายก็ทำงานมาด้วยกันตลอด เพียงแต่ว่าความเห็นบางอย่างมันไม่ตรงกัน พี่ชายค่อนข้างจะเป็นคน Conservative จะขึ้นโครงการใหม่ ทำอะไรใหม่เขาก็ไม่อยากเสี่ยง จะทำคอนโดฯ ตึกสูง เกินไป เขาก็ไม่อยากจะทำ เดี๋ยวขายไม่ออก จะทำ 20 ชั้น ก็ตัดลงเหลือ 17 ชั้นก็พอ เขาไม่อยากทำเยอะ จนถึงที่สุดพี่ชายเขาบอกว่า … ให้ผมไปตั้งบริษัทใหม่สิ จะได้เอาความคิดตัวเองเป็นหลัก เขาก็จะมาถือหุ้นบางส่วนเป็นส่วนน้อย แล้วผมก็ถือหุ้นในบริษัทพี่เป็นส่วนน้อย ตอนนั้นก็เลยได้เริ่มคิดว่าจะเลิกดี หรือจะไปตั้งบริษัทดี จะไปสอนหนังสือ ทำงาน Part-Time ดูโครงการอะไรแบบนั้น คุณอัจฉราเขาบอกให้ตั้งบริษัท ผมก็บอกถ้ายุให้ตั้งบริษัทก็ต้องลาออกจากไอบีเอ็ม เอาไหมล่ะ นี่คือที่มาของศุภาลัย

ไฮคลาส : สิ่งที่ยากที่สุดในตอนเริ่มต้น กับตอนนี้อะไรยากกว่ากัน
ยากคนละแบบ อย่างจบปุ๊บจะทำอะไรมันก็เห็นแสงนิดหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าปลายอุโมงค์ออกไปแล้วมันเป็นอย่างไร เรียนจบสถาปัตย์ มาก็ต้องเป็นสถาปนิก จะเป็นอย่างไรไม่รู้ มันอาจจะเป็นอีกอย่างจากที่คิดไว้ ตอนเริ่มทำงานสักพักก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ทำไปสัก 12 ปี จึงจะรู้เหตุผลที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร

ไฮคลาส : ณ วันนี้คุณอยู่ข้างบนเห็นทุกอย่าง ภาพจากมุมมองของคนที่เห็นทุกอย่างคืออะไร
หลักใหญ่ก็ยังไม่ได้เปลี่ยน ผมเป็นทั้งผู้บริหารที่ทำงานด้วยตัวเองด้วย ขณะเดียวกันก็มีเงินที่มาลงเป็นหุ้นของตัวเองด้วย หลักตรงนี้มันไม่เปลี่ยน เพียงแต่สเกลใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง แทนที่จะเป็นบริษัทเล็กๆ ก็เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แทนที่จะทำโครงการเดียวจากเริ่มต้นก็มาเป็นบริษัทมหาชนทำ 20 โครงการ

ไฮคลาส : ศิลปินทำงานคนเดียว ก็ได้ผลงานออกมาตามใจตามความสามารถตัวเอง แต่สำหรับงานของคุณ กว่าจะสำเร็จเสร็จเป็นตึกหลังหนึ่งต้องผ่านมือคนอื่นนับไม่ถ้วน มีวิธีบริหารความเป็นไปได้อย่างไร
เราต้องทำงานเป็นทีม ที่จริงสถาปนิกก็ต้องคล้ายๆ กับเป็น Coordinator สถาปนิกออกแบบ เมื่อรับงานมาเป็นเจ้าของงานจะต้องประสานกับทีมงานทั้งวิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรสุขาภิบาลหรือสิ่งแวดล้อม ตกแต่งภายใน มัณฑนากร ภูมิสถาปนิก และผู้รับเหมา ฯลฯ เป็นเหมือนกับ Team Leader อยู่แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกัน เพียงแต่พัฒนาที่ดินมัน complicate ขึ้น มีเรื่องของการตลาด การขาย เรื่องของการก่อสร้าง เรื่องของการเงิน มันก็ยุ่งขึ้นเยอะ แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็มีโอกาสทำตามสิ่งที่เราต้องการอยากจะทำมากขึ้น

ไฮคลาส : บ่อยครั้งคนที่รับผิดชอบก็ทำได้ไม่ตรงใจ
มันจะไม่ตรงใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เป็นไปไม่ได้ ต้องเข้าใจตรงนี้ แต่หลักการพัฒนาที่ดินเอาใครเป็นหลัก จริงๆ คือต้องเอาผู้บริโภคเป็นหลัก เรามีทีมทีมสถาปนิกผู้ออกแบบ ทีมวิศวกรออกแบบ มีการตลาด เขาก็จะบอกว่าอย่างนี้ขายได้ อย่างนั้นขายไม่ได้ แล้วเราจะตัดสินด้วยอะไร ก็เช่นเรามีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่จะมา Test ชอบแบบนี้ไหม อย่างไหนดีกว่า ถ้าเรายังไม่เคยทำเลยเราก็จะหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาถามดู อย่างไหนดีกว่า รวมทั้งเอาพนักงานในกลุ่มที่ใกล้เคียงกันมาช่วยด้วย อย่างเราจะขายคนกลุ่มอายุสามสิบเราก็เอาคนอายุสามสิบมา หรือว่าอายุสี่สิบก็เอาคนอายุสี่สิบมา และเหตุผลเพราะอะไร ต้องมีเหตุผลสนับสนุนด้วย ยิ่งทำเยอะเราก็ยิ่งมีสถิติเยอะ ก็จะยิ่งรู้เยอะ เราทำมาตั้ง 30 ปี มีสถิติว่าอย่างนี้ขายได้ อย่างนี้มันขายไม่ได้ เพราะอะไร ตรงนี้มันจะลดเวลาทำวิจัยลงเพราะว่ามันเป็นการวิจัยพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ประหยัดเวลาในการคิดโครงการใหม่ๆ ได้

ไฮคลาส : หลักการบริหารคน
ผมเน้นเรื่องการพัฒนาคน อยากให้แต่ละคนมีความเจริญก้าวหน้า เก่งเร็ว เรามีระบบของการให้คุณให้โทษ ก็คือประเมินผลต่างๆ กัน การให้ผลตอบแทนก็จะแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของโบนัส การขึ้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง คือบางคนเขาก็ไม่อยากจะไปเร็วมาก บางคนไปเรื่อยๆ ก็ OK มันแล้วแต่คนไง แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากจะส่งเสริมให้ทุกคนก้าวหน้าไปเร็ว นอกจากนี้เราจะมีทุนการศึกษา แต่ใครไม่อยากเรียนก็ไม่ว่าอะไร แล้วก็มีห้องสมุด ให้คนยืมหนังสืออ่าน มีการฝึกอบรมระยะสั้น ใครจะไปเรียนต่อในสถาบันการศึกษาอะไรก็ได้ ก็หลายหลาก

ไฮคลาส : การสื่อสารกับทีมงาน
ก็พยายามคุยเท่าที่มีโอกาส คนยิ่งเยอะมันก็มีโอกาสคุยน้อยลง คนที่ได้คุยงานบ่อยๆ ก็คือคนที่ขึ้นตรงกับสายของผม คนใกล้ชิด ถ้าอยู่ห่างออกไปอย่างมีหัวหน้างานหลายชั้นโอกาสคุยก็จะน้อยลง แต่ก็จะคุยเท่าที่มีโอกาส ไฮคลาส : แนวทางการคิดค้น ปรับแผน กำหนดทิศทางการทำงานในอนาคต เรามีแผนระยะยาว Long term plan คล้ายๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 1, 2, 3, 4 ไปทุกๆ 5 ปี และเราก็จะมีแผนทุกปี แผนทุกปีก็จะแบ่งเป็นครึ่งปี ครึ่งปีทีเราก็จะมาดูว่าครึ่งปีผ่านมาเราทำได้แค่ไหน เราควรจะไปต่ออย่างไร และเราก็จะดูทุกๆ เดือนด้วย ตั้งยอดขายทั้งปี 8,000 ล้าน เดือนนี้ขายได้เท่าไหร่ เป็นไปตามเป้าไหม เพราะอะไร เราจะต้องดูตลอด

ไฮคลาส : ณ เวลานี้ทฤษฎีมูลค่าความสุขของประเทศ หรือ GNH (Gross National Happiness) กำลังเป็นที่กล่าวขาน นอกจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ต้องปรับตลอดเวลา ทราบว่าศุภาลัยมีทฤษฎีความสุข GSH (Gross Supalai Happiness) ที่ยึดมั่นเป็นหลักการของตัวเองมานานแล้ว
แนวความคิดปรัชญาในการทำธุรกิจของศุภาลัย เราตั้งปรัชญาการทำธุรกิจตั้งแต่ตั้งชื่อบริษัท ชื่อ ‘ ศุภาลัย ‘ หมายถึงบ้านที่ดี คำว่า ดี ก็คือ ตรงตามความต้องการของลูกค้า เมื่ออยู่แล้วก็พอใจและมีความสุข วิธีที่เราจะทำให้ลูกค้าพอใจก็คือทำสินค้าให้หลายหลากมากที่สุด เพราะว่าแต่ละคนก็นานาจิตตัง ชอบไม่เหมือนกัน ปรัชญาของศุภาลัยเราย่ออยู่ในตัวย่อภาษาอังกฤษ 3 ตัวคือ SPL S Superiority หมายถึงคุณภาพของสินค้า บริการ และการจัดการ P Profitability หมายถึงกำไรสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ผู้รับเหมา supplier สังคม ทุกคนต้องได้ประโยชน์หมด ผู้ถือหุ้นด้วย เราบอกว่าลูกค้าได้ประโยชน์อย่างไร ? ลูกค้าต้องอยู่แล้วมีความสุข นั่นคือประโยชน์จากการซื้อบ้านศุภาลัย ลูกค้าอยู่แล้วมูลค่าของบ้านและที่ดินมันแพงขึ้น นั่นคือเขาได้ appreciation จากมูลค่าที่ดิน ได้กำไรจากราคาที่มันเพิ่มขึ้น นั่นคือกำไรสำหรับลูกค้า L Longevity หมายถึงความยั่นยืนถาวรของบริษัท บริษัทตั้งอยู่บนความยั่งยืนถาวร ไม่ใช่ทำปุบปับแล้วก็ปิดบริษัทหายไป ลูกค้าทุกคนมีอะไรก็กลับมาหาศุภาลัยได้เสมอ เราเป็นหลักอยู่ตรงนี้ไม่ได้หายไปไหนทั้งกับลูกค้าและพนักงาน

ไฮคลาส : การที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขเป็นงานที่ยาก และแน่นอนว่าจะต้องแบกรับความเครียดไม่น้อย ทุกคืนคุณนอนหลับดีไหม
ส่วนใหญ่นอนหลับดี โดยเฉพาะช่วงวิกฤต บริษัทขาดทุน อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ดอกเบี้ยแพง ผมก็นอนหลับดีทุกคืน

ไฮคลาส : ใครๆ ก็รู้ว่าทำงานใหญ่จะมีปัญหารอบด้าน เวลาเจอปัญหาคุณทำอย่างไร
ก็ทำใจครับ (ยิ้ม) อันดับแรกที่ต้องทำคือต้องทำใจ ปัญหามีสำหรับทุกคนไม่เฉพาะนักธุรกิจ เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนายกฯ ( หัวเราะ ) หรือเป็นอะไรก็ตาม ต้องมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อมีปัญหาอะไรก็ตาม อันดับแรกที่ต้องทำคือต้องทำใจ แล้วเราค่อยมาคิดวิเคราะห์ ปัญหามันอยู่ตรงไหน แล้วเรามีทางเลือกอะไรบ้าง วิธีที่หนึ่ง วิธีที่สอง วิธีที่สาม แล้วเลือกว่าวิธีไหนดีกว่า

ไฮคลาส : การขยายตลาดของศุภาลัย
ศุภาลัยเราทำเกือบทุก Segment โดยเริ่มตั้งแต่ผู้บริโภคระดับรายได้ตั้งแต่ปานกลางถึงสูง จับกลุ่มค่อนข้างกว้าง ทำบ้านทุกแบบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ คอนโด และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า นอกจากนี้เราก็มีทั้งโครงการแนวราบ ทั้งอาคารสูง มีทั้งโครงการในใจกลางเมือง ชานเมือง ปริมณฑล ต่างจังหวัดก็มี อาทิ ขอนแก่น สระบุรี หาดใหญ่ ภูเก็ต สงขลา มีทั้งบ้านจัดสรร คอนโดฯ บ้านพักตากอากาศ ทั้งโรงแรม เหตุผลที่เราทำบ้านหลากแบบ หลาย location ก็เพื่อให้คนได้เลือกอย่างเต็มที่ เพราะเราเคารพในความเป็นปัจเจกชน เป็นธรรมชาติของบริษัทที่เติบโตใหญ่ขึ้นมันก็ต้องทำอย่างนี้ทั้งนั้น ถ้าบริษัทเล็กๆ มันก็ต้องเลือกทำสักอย่างหนึ่ง

ไฮคลาส : คิดอย่างไรกับอสังหาริมทรัพย์ระดับที่แพงมากๆ ซึ่งกำลังออกสู่ตลาดอยู่หลายโครงการในช่วงนี้ เป็นราคาที่คนไทยอาจไม่มีกำลังซื้อ มันบอกกระแสอะไรของโลก
มุมมองสำหรับคนที่ทำโครงการก็คือขึ้นอยู่กับความถนัด บางคนเขาถนัดแบบนั้น ก็ไปทำตรงนั้น

ไฮคลาส : จะเป็นสัญญาณบอกอะไรได้บ้าง หรือจะสื่อว่าต่างชาติจะเข้ามาอยู่เมืองไทยเยอะขึ้น
ใช่ มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว จริงๆ คนรวยจะค่อยๆ มากขึ้น แต่อย่างพวกประเภทบ้านหลังละ 60 ล้าน มันไม่เยอะหรอก น้อย น้อยมาก

ไฮคลาส : ศุภาลัยมีแผนการตลาดสำหรับส่วนนี้อย่างไร
เราก็ทำเหมือนกัน ( หัวเราะ ) แต่ไม่ถึงขนาด 60 ล้าน เช่น ที่คอนโดฯริมแม่น้ำขาย 29 ล้านบาท และที่ภูเก็ต เรามี Pool Villa ขายในราคา 20 กว่าล้านบาท

ไฮคลาส : มองในเชิงสังคม การที่ต่างชาติจะเข้ามาอาศัยในเมืองไทยมากขึ้น จะส่งผลให้คนไทยจะกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 หรือเปล่า
ไม่หรอก เมืองไทยยังไงคนไทยก็ต้องเป็นหลักอยู่แล้ว อันนี้เราไปดูตัวอย่างที่อื่นก็ได้ ที่อื่นมันมีตั้งเยอะ ที่ภูเก็ต ฮาวายก็มีญี่ปุ่นไปซื้อ อเมริกา หรืออย่างที่สิงคโปร์ ฮ่องกง คนต่างชาติก็ไปซื้อคอนโดฯ อะไรตั้งเยอะ สิงคโปร์นี่คนต่างชาติมากกว่าในกรุงเทพฯ เยอะ เท่าที่เห็นมันก็ไม่เป็นไร การเปิดคอนโดฯ ให้ต่างชาติเข้ามาซื้อ ก็คล้ายๆ จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้คนต่างชาติเข้ามาเมืองไทยมากขึ้น เราเองก็จะเห็นคนหน้าตาแปลกๆ มากขึ้น เริ่มมีภาษาต่างด้าวติดตามร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า มีภาษาญี่ปุ่น ภาษารัสเซีย สเปน ฝรั่งเศส ถ้านักท่องเที่ยวเฉยๆ มันไม่มีอะไรหรอก อย่าให้มันมีอาชญากรเข้ามาแล้วกัน ถ้าคนดีเข้ามาไม่มีปัญหา คนมาซื้อกับมาเช่าอยู่ … แล้วมันจะต่างกันยังไง ก็คือเขาเอาเงินเข้ามาลงทุนในเมืองไทย แล้วเขาจะผูกพัน ต้องมาทุกปี เพราะเขาซื้อไว้แล้ว ประเภทที่เช่าโรงแรม เกิดปีนี้ยุ่งๆ เขาอาจจะไม่มาก็ได้

ไฮคลาส : มองในมุมของสถาปนิก สำหรับการเปิดเสรีให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาออกแบบ
อีกด้านหนึ่ง ถ้าคนต่างชาติจะมาออกแบบ ตึกหลังหนึ่งอยู่เป็น 10 ปี บางทีก็เป็น 100 ปี ด้วยความคิด ด้วยอะไรต่างๆ ของคนต่างชาติ คิดว่าน่าจะส่งผลมากกว่า ถ้าคนไทยออกแบบแล้วคนต่างชาติมาซื้อ ผมว่ากลับไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ทุกอย่างมันอยู่ในเมืองไทย แต่ถ้าต่างชาติมาออกแบบ มันน่าจะมีอิทธิพลต่อความคิดคนไทยในระยะยาวด้วย

ไฮคลาส : นอกจากมองต่างชาติเป็นผู้บริโภค แล้วในส่วนของธุรกิจ การเข้ามาถือหุ้นหรือทำธุรกิจในเมืองไทย
ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ถ้าต่างชาติมาถือหุ้นในบริษัทมหาชนจดทะเบียน โดยไม่มีส่วนในการบริหาร แต่ส่วนที่ต่างชาติเข้ามาบริหารก็มีนะ ซึ่งเขาก็อาจจะมีวัฒนธรรมการปกครอง การบริหารงานอีกแบบหนึ่ง ต่างกันไป สมมติคนอเมริกันมา ความผูกพันระหว่างผู้บริหารกับพนักงานก็อาจจะน้อยกว่า มีปัญหาปุ๊บก็ให้ออก สไตล์อเมริกันเป็นอย่างนั้น ขณะที่สไตล์ญี่ปุ่นก็จะเลี้ยงดู สไตล์ตะวันออกจะเลี้ยงดูนานหน่อย สไตล์ตะวันตก เศรษฐกิจไม่ดีปุ๊บให้ออก สไตล์อเมริกันเงินเดือนสูง แต่โบนัสไม่เยอะ เดือนสองเดือน

ไฮคลาส : ไม่กังวลว่าใครจะเข้ามา
เราก็สู้เขาได้ ( หัวเราะ )

ไฮคลาส : มองว่าเมืองไทยพร้อมหรือยังสำหรับการเปิดรับกระแสโลก
เปิดกว้างทั่วโลกอยู่แล้ว พวกวัสดุก่อสร้าง วิธีการก่อสร้างใหม่ๆ ของโลก เราก็รับอยู่แล้ว

ไฮคลาส : สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีผลต่อธุรกิจไหม
นิดหน่อย ก็ชะลอเล็กน้อย แต่ก็คิดว่าถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นแนวทางที่ดี มันก็เป็นจิตวิทยาความรู้สึกมวลชน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนกับเป็นการผ่าตัดนะ โรคมันจะได้หายเร็วหน่อย จากที่กินยาแล้วมันหายช้า ผ่าตัดปุ๊บจะได้หายเร็ว ถ้าคนคิดอย่างนี้ปุ๊บเดี๋ยวก็จบ ไม่มีปัญหา ประกอบกับช่วงนี้น้ำมันก็ลดราคาลง ดอกเบี้ยก็มีทีท่าว่าต้นปีหน้าจะลดลง

ไฮคลาส : น่าจะเป็นผลกระทบในเชิงบวก
ในระยะปานกลาง ช่วงสั้นๆ เฉพาะเดือนนี้

ไฮคลาส : ในมุมมองนักธุรกิจ ผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรมีลักษณะอย่างไร
เป็นคนที่คนไทยยอมรับ เหมือนอย่างที่ Pole ออกมา บอกว่าต้องการคนที่ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม เป็นกลาง มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นคนที่รู้เรื่องเศรษฐกิจดี รู้เรื่องกฎหมายดี ก็ว่ากันไป

ไฮคลาส : อยากให้ได้ครบในคนเดียวคงต้องตัดต่อพันธุกรรม
( หัวเราะ )

ไฮคลาส : ปัญหารอบด้านทั่วไปที่เป็นผลกระทบต่อบริษัทในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
คือมันเป็นแล้วแต่ช่วง ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของชาติปี 40 ตอนนั้นคือปัญหาการเงิน ลูกค้าขาดกำลังซื้อ ลูกค้าไปโอนบ้านไม่ได้ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง มันเป็นลูกโซ่ตามมา อย่างช่วงนี้ปัญหาการเงินมันไม่มี สภาพคล่องบริษัทดีมาก เราก็จ่ายเงินปันผลกลางปี จ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง ถ้าเป็นช่วง 2-3 เดือนที่แล้วก็มีปัญหาน้ำมันแพง ตอนนี้ก็ลดลงแล้ว ช่วงต้นปีกลางปีมีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน แต่กระทรวงแรงงานก็ผ่อนคลายให้คนต่างด้าวเข้ามา ก็ผ่อนคลายลงไป หรือช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเรื่องของวัสดุอุปกรณ์บางอย่างขึ้นราคาแพงมาก และปัญหาอีกอย่างก็คือเรื่องของกฎระเบียบทางราชการ ตรงนี้เป็นปัญหามาก คือจู่ๆ วันดีคืนดีก็มีเรื่องใหม่ออกมา แล้วไม่บอกก่อนด้วย ยกตัวอย่างเช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ออกมาปุบปับ ภาคธุรกิจอาจไม่มีเวลาเตรียมตัว ก็อาจรับมือไม่ทัน และบางอย่างก็ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ตรงนี้ทำให้เสียเวลามาก

ไฮคลาส : ทราบมาว่า ความภาคภูมิใจของศุภาลัยในขณะนี้ คืออาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานรูปวงรีที่มีนวัตกรรมการออกแบบก่อสร้างที่โดดเด่นมาก และเป็นผลงานออกแบบของคุณประทีปเองด้วย
อาคารนี้เป็นอาคารประหยัดพลังงานครับ จุดเด่นในด้านการออกแบบอาคารเป็นรูปวงรีทำให้ ช่วยประหยัดพลังงาน เพราะเส้นรอบรูปสั้นกว่าอาคารรูปทรงอื่น ลดพื้นที่ผิวอาคารที่รับความร้อนและแสงแดดจากภายนอก รูปทรงอาคารมีความเพรียวลมตามหลัก aero dynamic เนื่องจากวงรีหรือทรงกลมโค้งจะไม่ต้านลม โดยปกติอาคารที่ผอมบางมาก หรือสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก ในส่วนชั้นบนมันอาจจะไหว คนที่อยู่ภายในตึกอาจจะรู้สึกมึนงง แต่ถ้าเป็นอาคารวงรีจะไม่มีปัญหานี้ และข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องของ panoramic view ทัศนียภาพที่มองเห็นจะกว้างไกลกว่า กระจกที่ใช้เป็น non-reflective หากต้องทำงานกลางคืน สามารถมองออกไปเห็นวิวที่สวยงามภายนอกได้เพราะไม่มีการสะท้อน อาคารรูปวงรี มีความโปร่งโล่งเย็นสบาย มากกว่าเพราะไม่มีปัญหาเรื่องมุมอับ ที่ลมเย็นเป่าไปไม่ถึงจึงไม่มี heat trap อุณหภูมิจะสม่ำเสมอและลื่นไหลทั้งห้องได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับการใช้ Double glass แบบ non-reflective ตรงกลางจะเป็นก๊าซเฉื่อย อุณหภูมิภายในจะเย็นสบายต่างกับข้างนอกเยอะ ฉะนั้นหลายอย่างจึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เราทำได้ดีกว่าเดิม

ไฮคลาส : มีเรื่องฮวงจุ้ยเป็นส่วนประกอบหรือเปล่า
เราคิดจากวิทยาศาสตร์ ก็เอาฮวงจุ้ยมาเช็คบ้าง หลักฮวงจุ้ยจริงๆ ก็มาจากวิทยาศาสตร์ที่รวมทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ไฮคลาส : ดำเนินชีวิตด้วยหลักการและเหตุผลมาโดยตลอด มีที่พึ่งทางใจที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์บ้างไหม
เชื่อครับ อย่างเหลี่ยวฝาน นักปราชญ์จีนที่แต่งหนังสือไว้ เขาจะสอนว่าทำดีได้ดี ทุกอย่างเกิดจากการกระทำ เราทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น You are what you eat. เรากินอะไรก็จะได้อย่างนั้น เรากินแป้งก็ได้คาร์โบไฮเดรต กินน้ำตาลเราก็ได้น้ำตาล ( หัวเราะ ) กินเนื้อสัตว์ก็จะได้โปรตีน อะไรแบบนี้ เหลี่ยวฝานเขาจะสอนว่าทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง ( ยิ้ม ) ใช่ครับ…ผมก็เชื่อว่าทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง

ไฮคลาส : ความฝันสูงสุดในชีวิตคืออะไร เคยคิดอยากเป็นนายกฯ บ้างไหม
( หัวเราะ ) เป็นไปแล้ว แต่นายกสมาคมฯ นะ ( หัวเราะ )

ไฮคลาส : หรืออาจจะอยากไปบวชสัก 3 เดือน
ผมก็ไปบวชมาแล้ว … ก็มาตามทางนี้แหละ ทำในสิ่งที่ทำได้ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

ไฮคลาส : เส้นแบ่งระหว่างความหนุ่มกับแก่ มองว่าอายุเท่าไหร่ถึงจะเป็นคนแก่
ทางกายนี่ หมอบอกว่าคนเริ่มแก่เมื่ออายุ 25 เพราะเป็นวัยที่โตเต็มที่แล้ว จะเริ่มมีผมหงอก นั่นคือทางกาย คือความแก่ของคนเรามีทั้งทางกายและใจ ใจก็คือความคิด เมื่อก่อนเคยทำได้ เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ทีละเล็กทีละน้อย เคยเดินได้เร็ว เดี๋ยวนี้เดินช้าลง เดี๋ยวนี้มันปวดเอว เดี๋ยวนี้ก้มไม่ได้ นั่นคือความแก่ทางกาย สำหรับผม บางอย่างก็ยังทำได้อยู่ บางอย่างทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้อายุมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นนิ้วเคล็ดปุ๊บมันจะหายช้ากว่าแต่ก่อน (ยิ้ม) พูดถึงเรื่องแก่นี่บางคนแก่ใจ คืออายุ 20 กว่านี่ใจไม่สู้ แก่ใจนี่อยู่ที่ความคิด ใครใจไม่สู้ มันก็แก่แล้ว

ไฮคลาส : ไลฟ์สไตล์วันว่าง กิจกรรมผ่อนคลายที่ทำให้คุณกระฉับกระเฉง แก่ช้ากว่าคนอื่น
ถ้าเป็นเรื่องช้อปปิ้งไม่ค่อยเท่าไหร่ ผมจะเล่นกีฬามากกว่า ออกกำลังกายเกือบทุกวัน ถ้าไม่มีเวลาตอนเช้า ต้องไปทำงาน กลับดึกๆ ค่ำๆ ก็จะออกกำลังกายในห้องนอน เล่นโยคะในห้องนอนนี่สบายมาก สะดวกที่สุด โยคะจะเป็นท่านอนเสียส่วนใหญ่ ท่ายืนบ้าง ท่านั่งบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นท่านอน ก็จะเล่นบนเตียงได้ ดูทีวีไปก็เล่นโยคะได้ เช่น ท่ายืนด้วยไหล่ ท่าคันไถ ท่ายืนด้วยไหล่นี่คือเอาขาขึ้น เอาหัวลง ท่าคันไถก็ม้วนตัวกลับมา ท่างูก็คล้ายๆ เหมือนวิดพื้น แต่จะแอ่นตัวกลับด้าน แล้วก็ลุกขึ้นลุกนั่ง ไม่ก็สุริยะนมัสการ ท่าไหว้พระจันทร์ นอกจากเล่นโยคะ ก็เล่นชี่กง เล่นว่ายน้ำบ้าง เล่นกอล์ฟบ้าง เล่นแบดมินตันบ้าง แล้วก็ฟิตเนส เล่นหลายอย่าง หนังก็ดู ฟังเพลงก็เยอะ ผมชอบเพลงคลาสสิก หนังสือก็อ่าน แต่จะอ่านหนังสือวิชาการเยอะหน่อย ทีวีส่วนใหญ่ก็จะดูพวกข่าว ดูรายการพวกอภิปราย ละคร สารคดีก็ดู ท่องเที่ยวก็ชอบ ผมชอบเดินทางท่องเที่ยว พอเรียนมาเยอะมันก็ดูได้เยอะ เมืองต่างๆ ทั่วโลกมันก็จะมีทั้งตึก สถาปัตยกรรมแปลกๆ พิพิธภัณฑ์ก็มี เยอะแยะไปหมด เที่ยวธรรมชาติมันก็จะเพลิน อากาศบริสุทธิ์ บางทีก็ไปปีนเขาออกกำลังกายด้วย ก็ได้หลายอย่าง เรียนรู้ทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เรียนรู้หลายๆ อย่าง

ไฮคลาส : รางวัลชีวิตที่ปลื้มที่สุด
รางวัลชีวิต …( นิ่งคิด ) ก็มีหลายๆ อย่างครับ งานก็เป็นส่วนหนึ่ง เกียรติยศ ชื่อเสียงก็ได้มาแล้ว เป็นพ่อตัวอย่างก็เป็นแล้ว ( หัวเราะ ) ก็ได้เกือบทุกอย่าง ก็ OK ถ้าให้พูดถึงความสำเร็จในปัจจุบันว่ามากน้อยแค่ไหนนั้น ผมว่าคนอื่นต้องเป็นคนบอก เพราะตัวเราเองจะมาวัดตรงไหนว่าสำเร็จแล้ว ถ้าพูดถึงสำเร็จการศึกษา ก็คือได้รับปริญญาบัตร ความสำเร็จในเชิงธุรกิจจะวัดยังไง มองที่ขาดทุนกำไร หรือจะมองที่ความพึงพอใจของลูกค้า ? สำหรับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของศุภาลัย เราประกวดบ้านประหยัดพลังงานดีเด่น ได้รางวัลดีเด่น 2 รางวัลซ้อน ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจของบริษัท และดีใจว่าเราทำอะไรแล้วลูกค้าก็พอใจ หรือเขาอยู่แล้วมีความสุข เราก็ดีใจครับ ส่วนตัวผมก็โชคดีที่ไม่ได้เป็นคนพิการ ถ้าเป็นคนพิการ แขนขาขาดอะไรแบบนี้คงลำบาก พิการทางร่างกาย หรือพิการทางใจ นั่นคืออุปสรรคของชีวิตซึ่งโชคดีแล้วที่ไม่ได้เป็น

ไฮคลาส : ณ วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเข้ามา ก็ไม่กลัวแล้ว ตราบเท่าที่ร่างกายยังดีสมองยังเดิน
ก็ไม่ค่อยกลัวนะ อย่างมีระเบิดที่หาดใหญ่ ก็ไม่กลัวไปได้ คิดว่าคงไม่มีปัญหา ก็มันเพิ่งระเบิดไป มันคงไม่ระเบิดซ้ำอีก

ไฮคลาส : กิจกรรมที่ทำเพื่อสังคม
ผมเป็นคนที่ชอบเรื่องการศึกษา ตอนนี้ก็เปิดห้องสมุด มีพิพิธภัณฑ์ ให้ทุนการศึกษาพนักงาน พนักงานส่วนใหญ่จบปริญญาตรี เราก็ส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโท ส่วนตัวผู้บริหารระดับสูงเราก็มีการเจียดเงินของตัวเองมาให้ทุนการศึกษาแก่บุตรของพนักงาน ในด้านสังคม เราก็ทำทั้งศิลปวัฒนธรรม ครอบครัว ความสัมพันธ์ของครอบครัว เช่น เราจัดงานรวมพลคนรักแม่ เน้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก แล้วก็เรื่องของเจริญสติสมาธิ วิปัสสนา เป็นเรื่องของจิตใจที่ช่วยส่งเสริมให้คนมีความสุข

ไฮคลาส : ความฝันที่อยากจะทำให้เมืองไทย
ก็อยากจะทำให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยที่ดี อยู่แล้วมีความสุข แค่นี้เราก็มีความสุขด้วยครับ (ยิ้ม)

แม้ว่าแนวคิดด้านหนึ่งจะเชื่อว่า โลกขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยความทุกข์และความไม่พึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ เชื่อว่าความทุกข์เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ ความสุข ‘ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนโหยหาเพื่อเป็นของขวัญแห่งชีวิต และเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้สามารถต่อสู้ฟันฝ่าไปสู่สิ่งที่มุ่งหวัง จากความสำเร็จที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า ถึงโลกของคนอื่นจะขับเคลื่อนด้วยเรี่ยวแรงชนิดใดก็ตาม แต่โลกในมุมมองของประทีป ตั้งมติธรรมนั้น ขับเคลื่อนด้วยความสุข เพื่อพัฒนาไปสู่มาตรฐานความสุขที่มากกว่า ดีกว่า บนเส้นทางที่ไม่เคยเหนื่อยล้า

Related contents:

You may also like...