ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( TDRI )

เมื่อนักวิชาการซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ในการอำนวยการสอนแก่นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังปฏิบัติภารกิจสำหรับสังคมอันเป็นพันธกิจหนึ่งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ด้วยการเสนอทรรศนะจากความรู้ที่พวกเขาได้ร่ำเรียนมา สั่งสมประสบการณ์ ตกผลึก เสนอแนะแนวทางเพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนและประเทศชาติให้ได้มากที่สุด กลับถูกมองว่าเป็น นักวิจารณ์ มากกว่า นักวิจัย เมื่อนักวิจารณ์เป็นตอขนาดใหญ่ขวางเส้นทางความคิดทางเดียว การสวนทางของเหล่าตอไม้จึงไม่ใช่แค่เพียงลมปากไร้สาระดังถูกกล่าวหา

“ ผมทำวิจัยด้านนโยบาย และหลักข้อแรกๆ ของงานด้านนโยบายก็คือ นโยบายที่ออกมาแต่ละนโยบาย เกี่ยวข้องกับการเอาผลประโยชน์ของคนๆ หนึ่งไปให้ผลประโยชน์กับคนอีกคนหนึ่งทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นการขัดแย้งในเรื่องนโยบายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่มีทางไม่เกิดขึ้น อันนี้ยอมรับเป็นข้อเท็จจริงของชีวิต เป็น fact of life ไว้เลย

“ เพราะฉะนั้นผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่ต้องมีความขัดแย้ง วิธีการ หัวใจก็คือทำอย่างไรให้มีกระบวนการจัดการกับความขัดแย้งได้ซึ่งมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือการที่มีกระบวนการที่เอาคนที่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ซึ่งความขัดแย้งจริงๆ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องทางผลประโยชน์ แต่ว่าตัวหนึ่งที่จับต้องได้และก็เป็นสาเหตุของหลายๆ เรื่องที่เกิดความขัดแย้งกันก็คือความขัดแย้งของผลประโยชน์ ผลประโยชน์มันขัดกันทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่

“ โจทย์ก็คือทำอย่างไรที่จะให้เราเผชิญอยู่กับความขัดแย้งได้โดยที่ไม่มีความตึงเครียด ไม่มีการเผชิญหน้ากันมากเกินไป ”

“ นิยามหรือทฤษฎีความขัดแย้ง ผมก็มองที่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ผลประโยชน์ไม่ตรงกัน แล้วเป็นผลประโยชน์ที่คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย อย่างนี้ก็มีโอกาสเกิดความขัดแย้งได้ง่าย และจริงๆ มันเป็นความขัดแย้งที่เป็นรากฐานของความขัดแย้งอย่างอื่นด้วย ”

“ รากฐานที่สุดผมคิดว่ามากับเรื่องของปากท้อง และเรื่องของอำนาจ อำนาจก็จะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง แต่ถ้าไม่ใช่อำนาจจะเป็นเรื่องของปากท้อง เรื่องของผลประโยชน์ก็จะเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ”

“ ความขัดแย้งการเมืองปัจจุบัน มีผลมีไปถึงทุกหย่อมหญ้าเลยก็ว่าได้ เพราะว่ากลไกการเมืองมันไปเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของคนทุกระดับ วันนี้ผมคุยกับญาติที่อยู่ต่างจังหวัด ญาติเล่าให้ฟังว่าแม้แต่นักเรียนอนุบาลก็ถูกดึงเข้าไปในวังวนของความขัดแย้ง ประเด็นที่ว่านี่ก็คือครู คนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งในบางด้าน มีฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งเรียกได้ว่าพยายามให้ผลประโยชน์กับครูบางกลุ่ม แล้วใช้กลไกตรงนี้สร้างความเชื่อ หรือสร้างความนิยม หรือสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม สร้างความนิยมในฝ่ายตนเอง ครูคนนั้นสอนในโรงเรียนอนุบาลแล้วไปถามเด็กว่า ให้เด็กเลือกเอาระหว่างคุณจะเป็นพวกทักษิณ หรือจะเป็นพวกสนธิ (หัวเราะ) แล้วเด็กอนุบาลต้องตัดสินใจโดยครูให้ชูมือว่าคุณจะเป็นพวกใคร เพราะฉะนั้นแม้แต่ชีวิตที่ควรอยู่อย่างสงบสุขตามอัตภาพของเด็กอนุบาลก็ถูกบั่นทอนโดยความขัดแย้งทางการเมืองมันไปถึงทุกหย่อมหญ้า

“ ในวงการศาสนามันก็ไป ศาสนาไม่ได้เป็นเครื่องที่ประกันว่าคุณจะพ้นจากความขัดแย้งได้เลย คุณจะเห็น 3-4 สำนัก สำนักสันติอโศกมาอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง สำนักธรรมกายชุมนุมเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับอีกฝ่ายหนึ่ง สำนักหลวงตาฯ ก็ดูเหมือนว่าอยู่ฝ่ายหนึ่ง ศาสนาก็ไม่ได้เป็นเครื่องป้องกันความขัดแย้งได้สักเท่าไหร่ในกรณีถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย สถาบันระดับสูงก็ถูกลากเข้าไปพัวพัน ผู้มีบารมีคำเดียวนี่ก็ทำให้มีการตีความกันยุ่งไปหมด เพราะฉะนั้นไปถึงตั้งแต่สถาบันที่สูงมากๆ ไปจนถึงเด็กอนุบาล ถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งหมด เดือดร้อนกันไปทุกคน ”

“ ความขัดแย้งจะไม่มีจบ เพราะความขัดแย้งผลประโยชน์ มันเป็นรากลึกที่มีอยู่และไม่มีทางจัดสรรให้ทุกคนพอใจได้ แต่ว่าทำอย่างไรให้แต่ละคนมีสิทธิเสียงให้ข้อมูลให้ข้อเรียกร้องของตนเองได้ และมีกระบวนการในการจัดทำประสานผลประโยชน์เหล่านั้นในลักษณะที่ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าพอยอมรับได้ จะไม่มีใครพอใจถึงที่สุดเพราะอย่างที่บอกว่าผลประโยชน์มันขัดกัน มันก็ต้องมีกลไกนอกจากการรับฟังความเห็นแล้วก็คือกลไกทีเอาผลประโยชน์ที่ได้มาเกลี่ยให้กับคนที่เสียผลประโยชน์ถ้ามันมีลักษณะอย่างก็จะลดความขัดแย้งได้ระดับหนึ่ง ”

ก่อนจะถึงตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะเป็นหนังสงคราม หรือดาราม่าที่มีการะปะทะทางอารมณ์ก็เป็นได้ไม่มีใครทราบเพราะสังคมเป็นผู้กำกับการแสดง

“ มันเกิดขึ้นยังไงก็แล้วแต่ว่าสังคมไทยจะเลือกไปทางไหน จะเป็นหนังสงครามตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะมีการยั่วยุกันทุกวัน มีการท้าทายกันปะทะกันโดยที่ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดเลย ในเวลาเดียวกันผมอยากให้เป็นหนัง Court room drama ก็คือไปแก้ข้อพิพาทกันในศาล ใครคิดว่าใครผิดกฎหมายร้องเรียนไป แล้วกลไกทางระบบยุติธรรมก็ทำหน้าที่ตัวเอง กระบวนการแก้ไขปัญหามันก็ไปเกิดขึ้นที่จุดนั้น เช่นใครละเมิดรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญก็จัดการ ถ้าทำอย่างนี้ได้มันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ศิวิไลซ์ ต้นทุนต่ำ และมันอยู่ยั่งยืนเพราะมันเป็นสถาบัน ”

“ ระบบการแก้ปัญหาโดยการเอาคนมาเยอะๆ มาชุมนุมกัน หรือเอาคน ขนคน 2 ฝ่ายมาสู้กันไม่ใช่ระบบที่ดี และมันอยู่ได้ไม่นาน พันธมิตรฯ ถึงจะเก่งขนาดไหนคุณจะชุมนุมได้นานสักกี่วัน มันเป็นสถาบันขึ้นมาไหม? เป็นไปไม่ได้ ทุกคนก็ต้องทำมาหากิน มันเป็นหลักอยู่อย่างนั้นไม่ได้มันต้องทำให้กลไกที่เป็นสถาบันมันเวิร์คให้ได้ ”

“ กว่าจะถึงตอนจบของละครเรื่องนี้ผมไม่ทราบ คุณต้องถามหมอหยอง (หัวเราะ) หรือหมอดูคนไหนก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องที่สังคมอยากจะเลือกไปแบบไหน ถ้าสังคมใจร้อนเหมือนกับที่ CEO เคยใจร้อนอยากจะทำอะไรเสร็จเร็วๆ สังคมบอกว่าเบื่อแล้ว ทำอะไรก็ได้ รีบๆ จัดการสักที ก็อาจจะเป็นการให้ท้ายกับฝ่ายที่มีกำลัง เช่น ทหาร ลากรถถังมาปะทะกัน มันก็จะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าสังคมมีวุฒิภาวะ มีความใจเย็น อดทน และก็ต้องมีสติปัญญาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหามันก็จะศิวิไลซ์มากขึ้น ”

Related contents:

You may also like...