เตือนใจ ดีเทศน์

จากคนที่คลุกวงในกับคนชายขอบ กอรปกับบทบาทหน้าที่ในสภาสูงจากส่วนกลางของประเทศ เธอได้สะท้อนมุมมองของทั้ง 2 ส่วนซึ่งมีความแตกต่างห่างไกลกันอย่างมาก ในฐานะคนกลางเธอเปิดใจเล่าถึงวิถีเรียบง่ายท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนยอดดอย และปัญหาที่ส่วนกลางยัดเยียดให้ท้องถิ่นร่วมบาดเจ็บไปกับส่วนรวม

“ เวลาที่ผ่านไปถ้านับตั้งแต่ครั้งแรกคือ พ.ศ.2513 จนถึงวันนี้ 36 ปีก็เห็นว่ากลุ่มที่เขายังรักษาหัวใจของแนวทางวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนามากนั้น แต่กลุ่มที่ปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์และการพัฒนากระแสหลักชีวิตที่สงบสุขจะเริ่มหายไป ”

“ ตัวชี้วัดการพัฒนาของเราทำให้ชุมชนเขาต้องเปลี่ยนตัวเขาเองเพื่อที่จะได้อยู่ในความทันสมัย เช่น ตัวชี้วัด จปฐ. ความจำเป็นพื้นฐานบอกว่าต้องมีบ้านที่ทำด้วยวัสดุถาวร ไม้ก็เป็นไม้กระดาน หลังคาก็ต้องเป็นกระเบื้อง ซึ่งเราไปทำให้คนชนบทที่เขามีความร่ำรวยคือไม่ต้องมีสตางค์อยู่ไปหลายปีกลายเป็นคนที่ยากจน

“ คำจำกัดความของคำว่า ยากจน ในแนวของท่านพุทธทาสหรือแนวพุทธะบอกว่าคนที่ยากจนก็คือคนที่ขาดปัญญา ตนที่ขาดธรรมะที่จะนำพาชีวิตของตัวเองไม่ให้หลงติดกับกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม แต่ว่าพัฒนาจิตวิญญาณให้อยู่เหนือทุกข์ เหนือสุข เหนือรัก เหนือชัง เหนือดี เหนือชั่ว อันนี้คือสิ่งที่ชาวชนบทมี ”

“ การแยกเป็นภาคเหนือภาคใต้ เผ่าพันธุ์นู้นเผ่าพันธุ์นี้ ศาสนานั้นศาสนานี้ เป็นเพราะเราขาดธรรมะ ถ้าเรามีธรรมะทุกศาสนาจะสอนเหมือนกันว่า ขอให้สันติสุขและความเบิกบานจงมีแก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อันนี้คือหลักของศาสนาอิสลาม หลักของคริสต์ก็คือ ทุกคนเป็นลูกของพระผู้เป็นเจ้า ก็จะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างมีเมตตากรุณา และพระพุทธศาสนาก็เน้นว่า มนุษย์และสรรพสัตว์ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ไม่ใช่มีชนชั้นวรรณะ ไม่ได้แบ่งเชื้อชาติศาสนาเลย พระพุทธศาสนาเน้นว่าเราทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ที่จะต้องอยู่ในวัฏฏะสงสาร คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่หน้าที่ร่วมกันของเราก็คือยกระดับจิตใจของเราให้เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เราเข้าใจกฎแห่งธรรมชาติ และใช้ชีวิตด้วยความรู้หน้าที่ของกฎแห่งธรรมชาติ ”

“ เมื่อดิฉันทำงานในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาปัญหาความมั่นคงชายแดนภาคใต้ ท่านที่เรียกว่าประธานหรือกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ท่านบอกว่าถ้าชาวพุทธถือศีล 5 กันทุกคนความขัดแย้งจะไม่เกิด ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีศาลก็ได้ เพียงแต่ว่าศาสนิกของทุกศาสนาศึกษาให้เข้าใจแก่นธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ และศึกษาธรรมะของศาสนาที่มีอยู่ในสังคมและเรามาร่วมมือกันนำหลักธรรมของทุกศาสนาให้เป็นแนวทางดำรงชีวิตและการทำงานร่วมกันของสังคม ”

“ ถ้าเราทุกคนมีธรรมะอยู่ในใจจะไม่มีการแบ่งเป็นเขาเป็นเรา จะไม่มีการแบ่งเป็นเข้าเป็นเราภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง แต่จะมีการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เพื่อนร่วมสุข เมื่อมีทุกข์ก็ช่วยกันแก้ไขปัญหาความทุกข์ เมื่อมีสุขก็กระจายความสุขให้เป็นไปอย่างเสมอภาคและสมดุล ”

“ การยึดมั่นในตัวกูของกู ที่ท่านพุทธทาสพูดไว้ ท่านบอกว่าตัวกูของกูนี่แหละมันจะกัดชีวิตของเรา ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ และก็อยากได้ อยากมี อยากเป็นมากเกินไป ถ้าเราลดจากความเป็นตัวกูของกู พวกพ้องของกู เราก็จะมีแต่ความเป็นอิสระ และมีปัญญาและความเมตตากรุณาล้วนๆ ”

“ เราจะไม่ยึดติดว่าคนนี้เป็นใคร แต่จะดูว่าการกระทำของเขาเป็นการกระทำที่นำมาซึ่งประโยชน์สุขต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ได้แค่ไหน เราจะชื่นชมในความดีของบุคคล แต่เราจะไม่ชื่นชมความร่ำรวย โดยไม่รู่ว่าความร่ำรวยนั้นมีที่มาอย่างไร และการเลือกคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ การเลือกคนที่จะมาเป็นผู้แทนระดับท้องถิ่นระดับชาติ ก็จะต้องดูว่าเขามีศีลธรรมแค่ไหน ดังที่กลุ่มที่มุ่งปฏิรูปการเมืองบนฐานของคุณธรรมก็จะมีปรัชญา หรือสโลแกนว่า จริยธรรมนำการเมือง ”

“ ถ้าเรายังอยากเห็นการดำรงอยู่ของโลก เราจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดตามหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทุกศาสนาที่สอนว่ามนุษย์ต้องอยู่ด้วยกันด้วยความเมตตากรุณา เพื่อที่จะนำมาซึ่งสันติภาพของทั้งโลก ”

“ ปัญหาย่อมมีอยู่ พระพุทธองค์ตรัสว่า การใช้ปัญหาก็คือ เมื่อมีปัญหาใดๆ หรือความขัดแย้งใดๆ เราใช้ความเมตตาและปัญญาควบคู่กันในการแก้ไขปัญหา เพราฉะนั้นเรื่องความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องหวาดกลัว แต่ความขัดแย้งนั้นจะแก้ไขได้ด้วยความมีปัญญาและความมีเมตตากรุณาเป็นหลัก ถ้าเราทุกคนเริ่มต้นด้วยตัวเอง เพียงแค่ทำให้ทุกลมหายใจเขาออกของเราเป็นลมหายใจแห่งความเมตตากรุณา เป็นลมหายใจแห่งปัญญา

“ ถ้าเราคิดไปถึงที่สุดแล้วความเกลียดชังนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ใครเลย ความเกลียดชังนั้นเป็นเหมือนไฟที่เผาตัวเอง และเผาผู้ที่เราเกลียดชังด้วย ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ดิฉันจึงเห็นว่าธรรมะเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

“ ถ้าเรามองถึงแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษย์ทุกคนก็เป็นเพียงสิ่งที่สมมุติขึ้นมาในระยะหนึ่ง เป็นชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง แต่ทำอย่างไรจะให้ชีวิตที่เกิดมาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ คือ การยกระดับจากความเกลียดมาเป็นความเมตตา จากความโลภมาเป็นการให้ และจากความหลงความยึดติดในตัวตนมาเป็นการเข้าใจว่าทุกสิ่งนั้นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ”

“ ในปีนี้เป็นปีครบ 100 ปีชาตกาลของท่านพุทธทาส และ 60 ปีแห่งการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัว ทั้งท่านพุทธทาสเองซึ่งนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเผยแผ่อย่างเหมาะสมกับยุคสมัยท่านบอกว่าถ้าศีลธรรมไม่มา โลกาจะวินาศ เพราฉะนั้นศีลธรรมนี่แหละคือสิ่งที่ประเทศและโลกต้องการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านก็พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม … เพราฉะนั้นในปีนี้ซึ่งเป็นปีมหามงคลท่านพุทธทาสท่านซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณผู้นำทางศาสนาและพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและจิตใจท่านพูดในสิ่งเดียวกันว่าธรรมะและศีลธรรมคือสิ่งที่ประเทศชาติและโลกทั้งโลกต้องการ ”

Related contents:

You may also like...