มานิตย์ อัศวทรงศรี

ช่างซ่อมเพชรแห่งกาลเวลา

ไม่ว่าวันเวลาจะล่วงเลยมานานเท่าไหร่ สิ่งรอบข้างเปลี่ยนแปลงเพียงใดแต่คูหาตึก 6 ชั้นริมถนนเจริญกรุงยังคงสภาพและหน้าที่อย่างเหมือนเดิม ข้าพเจ้าแวะมาเยี่ยมคุณตาเจ้าของตึกที่ถูกขนาบข้างด้วยร้านเพชรราคาหลายล้าน ภายในบ้านของคุณตา มานิตย์ อัศวทรงศรี เต็มไปด้วยหนังสือเก่าหลายชั่วอายุคน ในขณะที่อายุของเจ้าของบ้านก็ย่างเข้า 80 แล้วแต่ยังคงแข็งแรง เหมือนร่างกายไม่ยอมถดถอยตามสังขารเลย คุณตาปล่อยประสบการณ์ออกมาเป็นถ้อยคำ เพื่อให้ข้าพเจ้าเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่าน เหมือนกับคุณตาที่ยังคงหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งหนังสือเก่าให้ลูกค้ากว่า 60 ปี

“ ผมทำอาชีพซ่อมและขายหนังสือเก่ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ ท่านเป็นคนสอนผมมาตลอด แต่ก่อนคุณพ่อของผมจะออกเดินซื้อของเก่าตามบ้าน ชนิดที่ว่าเดินไปเคาะประตู แล้วถามเขาว่ามีอะไรขายบ้างไหม ก็เหมือนกับพวกซาเล้งสมัยนี้แหล่ะ แล้วนำมาวางขายแบกะดิน แต่ทีนี่มีผู้ใหญ่เขามาส่งเสริม คุณพ่อก็เลยมาเช่าห้องที่นี่อยู่ ผมก็ต้องย้ายตามมาจนซื้อที่นี่ในที่สุด ตอนแรกเช่าเขาอยู่ สมัยนั้นเขาคิดค่าเช่าวันละบาท ถ้าให้คิดเป็นรายวัน 3 – 5 วันก็มาเก็บที ถ้าให้เก็บเป็นรายเดือนก็เดือนละ 25 บาท มันถูกลงมาหน่อย ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้ออกไปซื้อหนังสือข้างนอกแล้วเพราะมันไม่ค่อยมีอีกทั้งอายุมากด้วย ก็จะมีคนจีนพวกเจ๊กกะบ๊องนี่แหล่ะที่เอามาขาย เขาจะมีตะกร้ากับเข่งอย่างละ 2 อัน หาบไปซื้อหนังสือตามบ้าน พอซื้อได้เขาก็มาส่งเรา เมื่อก่อนหาได้ง่ายมีเงินสัก 40 บาทนี่เราสองคนพ่อลูกออกไปเดินซื้อของได้สบายแต่เดี๋ยวนี้อย่าหวัง

“ ทำอาชีพนี้มันสนุก เพราะเราได้อ่านไปด้วยซ่อมบำรุงไปด้วย อย่างแต่ก่อนพวกผู้ใหญ่บางคนเขาจะมาเจอกันที่ร้านของผม เวลาค้นหนังสือนี่นะ ต่างคนต่างเขียนเรื่องอะไรออกไปเขาจะไม่ยอมกัน เวลาเจอกันเขาซัดกันแหลกเลย ไม่ใช่ทะเลาะนะ คือเถียงกันเรื่องหลักฐานอย่าง เสถียรโกเสส สมัยแต่ก่อนเขาชื่อ นายย้ง กับ ขุนวิจิตรมาตรา คู่นี้นี่ โอโห ! ซัดกันแหลกเลย ก็ ขุนวิจิตรมาตรา เขียนเรื่องเมืองเหนือ เรื่องของชาติไทย นายย้ง ก็เขียนเหมือนกันแต่เขียนอีกเรื่องหนึ่งที่เมืองไทยตั้งเรียบร้อยแล้ว เจอกันมีอะไรตรงไหนติดขัดกัน เขาจะไม่ยอมกันเลยจะเถียงกัน แล้วเราก็ฟังได้ทั้งความรู้ ขายหนังสือมันดีไปอย่างหนึ่งคือเพลิดเพลินไปในตัว บางทีเจอหนังสือพวกนี้ เงินไม่มีความหมายเลยนะ เพราะว่าพวกนี้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เหมือนอย่างพวกนักเล่นเขาขาดซักเล่มบางทีขาดตั้ง 10 ปี เขายังหาไม่ได้ทีนี้พอเราหาให้เขาได้ เราก็มีความสุข ”

บทสนทนาออกรสชาติยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านนำหนังสือเก่าเก็บมาอวดโฉมความเก่าที่ทรงคุณค่าของมันซึ่งราคานั้นไม่ต่างอะไรกับเพชรร้านข้างๆ แต่คุณค่าทางจิตใจสำหรับคนรักหนังสือแล้ว หาค่าเปรียบไม่ได้เลย

“ ประชุมพงศาวดารผมมี เดี๋ยวนี้พิมพ์ถึง 84 เล่มขายกันถึงชุดละ 3 – 4 แสนบาท สมัยแต่ก่อนก็ขายเพียงหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ถ้าคิดขายหนังสือก็อย่าไปซีเรียส กับคำที่บอกว่าฉันจะต้องรวยเท่าคนนั้นคนนี้ เราเอาแค่บอกว่าหาหนังสือแล้วขายได้ก็มีความสุข มีผู้ใหญ่มาติดต่อกับเราเยอะแยะ สิ่งนี้มันไม่มีวันตายขายได้ทุกวัน บางทีเขาซื้อไปไม่รู้ว่ามันปะติดปะต่อกันอย่างไร เราก็ต้องอธิบายเชื่อมว่ามันมีเรื่องราวเป็นมาอย่างไรไอ้ที่รู้ก็เพราะผู้ใหญ่เขาสอน ผมก็จำไว้แต่ไม่ใช่เป็นคนเก่งหรอก

“ ตอนนี้ก็มีคนมาเรียนกับผมเยอะ แต่ก็อยู่ที่ว่าคุณสนใจจริงหรือเปล่า ถ้าสนใจจริงก็เอาไปทำเป็นอาชีพได้ ก็เหมือนอย่างฝรั่งจะมาจดสิทธิบัตร จะมาแย่งของเราไประหว่างนั้นมีผู้ใหญ่กำลังคัดค้านอยู่ก็เลยมาเชิญผมไปเป็นวิทยากรแสดง ทีนี้วิธีการเย็บหนังสือของเขานี่เห็นแล้วผมถึงว่าเขา คุณนี่ปัญญาอ่อนหรือเปล่าวะ หนังสืออย่างนี้จะมาจดสิทธิบัตรเมืองไทย เย็บเจาะรู ผมว่าแบบนี้เขาเอาไปทิ้งแล้ว นั่นมันสมัยเมื่อ 50 ปีก่อน แล้วตอนหลังศาลจึงได้ปรับเขา 5000 บาทมาให้ผมเป็นค่าเสียเวลามาอธิบายตั้งเกือบครึ่งวัน เขานึกว่าพวกเรานี่ยังไม่รู้เรื่อง ผมว่าของคุณนี่เอาไปทิ้งได้แล้วนะเขามาทำของชำร่วยเอาไว้ขายพวกเด็กๆ แล้วยังจะมาจดสิทธิบัตร ยังจะมาบอกว่าอย่ามาให้คนเย็บหนังสือเหมือนเขา ผมว่าอย่างนี้ใครจะไป ใครจะไปเย็บเหมือนคุณ

“ คนโบราณเขาไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากหนังสือนะผมบอกตรงๆ ไม่ใช่ว่าเล่มนี้พิมพ์มาเท่านี้แล้วหวังว่าจะได้ราคาเท่านี้ ไม่มี ! คือพิมพ์แล้วก็แล้วกันไปใครจะทำอะไรฉันไม่สน เดี๋ยวนี้หนังสือใหม่มันโปเก ลอกมาแล้ว บอกอันนี้ก็ของฉัน อันนี้ก็ของฉัน คนสมัยนี้ แหม ! เพราะฉะนั้นฝรั่งมันถึงไม่ไว้ใจ ”

คุณตาเล่าถึงความสุขที่ได้ทำอาชีพนี้พร้อมผสมเกร็ดความรู้ และเรื่องราวในอดีตอยู่เป็นระยะๆ จนอดไม่ได้ที่จะถามถึงวิธีการบำรุงรักษาหนังสือเก่าราคาแพงพวกนี้

“ สตรูตัวร้ายของหนังสือ คือตัวมอด แล้วก็ปลวก ปลวกมันจะกินหายไปเลยทั้งหมด เพื่อที่จะทำรัง แต่ถ้ามอดไม่ใช่ เคยเห็นหนังสือที่เป็นรูเล็กๆ ไหม แล้วก็มีผง พอเราเปิดหนังสือมันก็จะหล่นออกมา เวลามันจะไข่ตัวดักแด้ตัวมันจะเหมือนหนอนผีเสื้อแต่มันจะตัวเล็กๆ แล้วตามตัวมีขน ตอนหลังพอมันโตเต็มที่แล้ว มันก็จะเป็นแมลงปีกแข็ง แล้วบินออกตามรูไปไข่เล่มอื่นต่อ ตอนนั้นผมไปงานของเนติบัณฑิตสภา เพราะตอนนั้นเนติบัณฑิตเขาสร้างห้องสมุด แล้วก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาเชิญผมบอกว่า เฮ้ย ! ไปอธิบายหน่อยได้ไหม ผมก็บอกได้เลยไม่มีปัญหา พอดีในหลวงเสด็จผ่านแผงที่ผมอยู่ท่านก็เลยถามว่าอย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร ผมก็เลยบอกว่ามอด ไม่ใช่ปลวก ท่านก็เลยถามผมว่าแล้วจะรักษาอย่างไร ผมบอกว่าง่ายๆ เปิดปกออกมาเพราะมอดมันจะกินอยู่ตรงสันไม่ไปที่อื่น เนื่องจากมันจะมีกาว สมัยก่อนใช้กาวหนังวัว ที่เขาขายเป็นแผ่นๆ ใช้ทาติดติดรองเท้า เขาจะเอามาต้มกับน้ำ มันจะเหนียวๆ จากนั้นใช้แปลงจุ่มแล้วมาทาเฉยๆ ไอ้กาวหนังวัวนี่เมืองไทยเป็นเมืองชื้นพอเลยหน้าฝน เข้าหน้าร้อนหน้าหนาวสภาพกาวในนี้จะเปลี่ยนแปลงมันจะขึ้นเป็นตัวเชื้อรา แล้วก็กลายเป็นตัวมอดเพราะฉะนั้นเราจะปรับปรุง โดยเอาเตารีดมารีดซะ ให้ความร้อนเข้าไปพวกนี้ก็จะตายอยู่ในปกเลย แต่ถ้าคนที่เก็บหนังสือเยอะว่างๆ ก็มากางไว้กลางแดด มันก็ตายเหมือนกัน ”

ชายชราผู้คอยซ่อมบำรุงเพชรแห่งกาลเวลาผู้นี้ ดวงตายังคงเปล่งประกายความสุขกับการเป็นสื่อกลางให้ผู้ที่ลุ่มหลงในคุณค่าของหนังสือเก่าได้แวะเวียนมาเลือกเป็นเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ก่อนการสนทนาในบ่ายวันนี้จะจบลงด้วยการวันทาล่ำลาอย่างอ่อนน้อมของข้าพเจ้า คุณตายังคงทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“ ลูกค้าของผมเมื่อก่อนถ้าพูดจริงๆ มันก็เป็นคนไทยมากกว่า แต่ปัจจุบันมันต่างกันแล้ว เพราะว่าพวกนี้เขามา เขามีเวลาอยู่เมืองไทยไม่เกินเดือนถึงเดือนครึ่ง เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องเตรียมเงินเตรียมทองมาเยอะแยะ มาถึงชี้อันนั้นขายเท่าไหร่ เราบอกไม่ได้ถ้าจะเอาต้องเอาไปทั้งตู้ พวกนี้มันฉลาดนะถ้าให้มันเลือกมันก็เลือกเอาแต่หัวกระทิไปเราก็แย่นะสิ เราก็ต้องถัวเฉลี่ยบอกว่า ถ้าจะเอาต้องเอาแถวนี้ทั้งแถวไป ตอนนี้ผมมองว่าค่านิยมของคนไทยในการอ่านหนังสือ เรื่องเปลี่ยนไม่มี แต่จะมีเพิ่มขึ้นมากกว่า อันนี้เราพูดได้ แต่หนังสือเก่าหาไม่ได้แล้ว คนรุ่นใหม่อย่างนี้ ก็ต้องไปอ่านของใหม่เพราะมันถูกกว่า ถ้าจะมาอ่านหนังสือเก่าต้องมีทุนทรัพย์เยอะแยะมันก็ลำบากหน่อย

“ ตอนนี้เครื่องซ่อมหนังสือผมย้ายไปอยู่บางขุนเทียนแล้ว ไม่ได้เป็นโรงงานหรอกเป็นบ้านเล็กๆ แล้วเราก็เอาเครื่องเข้าไปตั้งเพราะหาคนงานง่าย แถวนั้นชาวบ้านเขาก็มาทำให้เรา มาตั้งในกรุงเทพฯ นี่หรือปวดหัวมากคนงานพวกนี้มีเงินสัก 2 – 3 พันไม่ได้ เป็นต้องลากลับบ้านหมด แล้วพอ 2 – 3 พันใช้หมดก็กลับมา ”

Related contents:

You may also like...