ยาเอล รูบินสไตน์

เอกอัครราชทูตอิสราเอล ดอกไม้เหล็กจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์

คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับการมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้แทนประเทศระดับเอกอัครราชทูต ผู้หญิงคือช้างเท้าหลัง ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลครอบครัว ฯลฯ ในขณะที่ค่านิยมเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องล้าสมัยในโลกยุคปัจจุบัน ดินแดนแถบตะวันออกกลางโดยบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงถูกปิดกั้นอย่างยิ่งยวดจากความเชื่อทางศาสนา และค่านิยมของสังคม ได้พยายามเปิดกว้างทางความคิดเช่นกัน

ยาเอล รูบินสไตน์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา หญิงแกร่งจากดินแดน คะนาอัน อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในสตรีเพศทีได้รับการยอมรับอย่างสูงจากคณะผู้บริหารของรัฐที่เป็นเพศชายของอิสราเอลเปิดให้เธอได้มีโอกาสแสดงผลงานที่ผู้หญิงทำได้ดีไม่แพ้ผู้ชาย

“ ในตะวันออกกลางบทบาทของผู้หญิงที่จะเข้ามาในอาชีพการงานด้านการเมืองหรือการทูตมันก็ยากอยู่แล้ว เพราะว่างานแบบนี้ถือว่าเป็นโลกของผู้ชาย และรู้สึกเสียดายที่จะต้องบอกว่า มีทูตที่เป็นหัวหน้าคณะทูตที่ไปประจำประเทศต่างๆ ประมาณ 110 คน มีผู้หญิงอยู่ 6 คนเท่านั้น ซึ่งทางสังคมก็มีข้ออ้างและเหตุผลมากมายที่จะมารองรับ

“ ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเลขในสัดส่วนที่น้อย แต่ส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนทำงานในหน้าที่ เลยแทบจะไม่ค่อยสังเกตกับประเด็นพวกนี้ และโดยส่วนตัวแล้วมันไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรกับตัวดิฉัน ซึ่งเชื่อว่าผู้หญิงเป็นคนที่มีเหตุผลมากกว่า แม้บางครั้งเราอาจจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็ปล่อยมันไป ดำเนินชีวิตของเราต่อไป เพราะชีวิตของเราสั้นนัก เราก็ใช้ชีวิตของเรา และก็โฟกัสกับหน้าที่ของตัวเอง ”

แต่บทบาทที่เธอได้รับมอบหมายไม่ใช่หน้าที่ธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ หากแต่เป็นผู้แทนซึ่งมีความหมายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ระหว่างรัฐ ความคิดและการแสดงออกจึงไม่ใช่เรื่องของเธอเพียงคนเดียวอีกต่อไป

“ เมื่อได้รับมอบหมายให้เป็นทูตแล้วจะต้องตระหนักว่าเราเป็นตัวแทนของประเทศ ความเป็นตัวของตัวเองอาจจะไม่เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งในอิสราเอลได้อยู่กับเพื่อนกับครอบครัว สามารถทำสิ่งที่ตนเองต้องการได้ และดิฉันก็มีกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบทำ พอตอนนี้มีหน้าที่ เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ความยืดหยุ่นมันลดน้อยลง แต่ก็คิดว่ามันเป็นภาระที่ต้องจ่ายกับงานตรงนี้ ”

ประสบการณ์ที่เธอได้รับจากการประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรป(เลขานุการโทและเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ในกรุงลอนดอน, เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสโลวาเกีย สโลเวเนีย และโครเอเชีย) และสหรัฐอเมริกา(ที่ปรึกษาทางการเมืองในคณะผู้แทนอิสราเอลประจำองค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก) ซึ่งมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีรุดหน้าอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อย้อนกลับมามองที่เมืองไทยซึ่งเธอมาอยู่ได้เพียงไม่ถึงขวบปี (มาประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2548) แต่กลับสร้างความประทับใจได้ไม่น้อยไปกว่าประเทศที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจะเป็นเพราะดินแดนแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์ของโลกตะวันออกในด้านความอ่อนโยนและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต

“ สิ่งที่รู้สึกกับการได้ใช้ชีวิตการเป็นทูต คือบรรยากาศของแต่ละที่ที่ไป ซึ่งจะมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน เช่น เข้าไปในบาร์ในกรุงเทพฯ ทำให้ไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน เพราะบรรยากาศในที่นั้นเหมือนกันคือบรรยากาศการใช้ชีวิต ในส่วนการใช้ชีวิตด้านรื่นรมย์จะมีบรรยากาศค่อนข้างเหมือนกัน ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจว่าเราอยู่ในลอนดอน แมนฮัตตัน หรือในกรุงเทพฯ เดินไปทางไหนก็มีแต่แมคโดนัลด์ มันเป็นวัฒนธรรมของคนทั่วโลก ที่มีลักษณะเดียวกันของการใช้เวลาว่าง

“ การได้มาประจำที่กรุงเทพฯ หากอยากไปดูอะไรที่เกี่ยวกับทางด้านศาสนาหรือด้านจิตใจ แม้เมืองไทยอาจไม่ค่อยแตกต่างกับที่อื่นๆ เด่นชัดสักเท่าใด(อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมเชื่อมโยงถึงกัน) ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละประเทศแตกต่างกันโดยพื้นฐานลึกๆ แต่การที่เราเห็นมันมีความค่อนข้างคล้ายกันอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสื่อถึงกันได้ และเข้าถึงกันได้มากขึ้น ”

“ ก่อนที่ดิฉันจะมาที่นี่ ดิฉันได้รับมอบหมายให้ไปประจำตามที่ต่างๆ ซึ่งผู้คนทางฝั่งตะวันตก จะสนใจกับประเด็นปัญหาในตะวันออกกลาง เรื่องใหญ่ต่างๆ เกี่ยวกับปาเลสไตน์ คนจะให้ความสนใจเหมือนกับเป็น center หนึ่ง แต่พอมาประจำในเอเชียมันเปลี่ยนด้าน คนที่นี่สนใจทางด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งมันเป็นโลกใหม่ให้กับดิฉัน คนที่นี่คุยกันทางด้านสถานการณ์ เศรษฐกิจ เรื่องต่างๆ เรื่องภูมิภาค ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ความสำคัญคือเป็นสิ่งที่ดิฉันได้มาเรียนรู้ใหม่ ก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยมีมุมมองทางด้านนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครมอง และมองว่าอะไรสำคัญกับภูมิภาคนั้น ถ้าหากถามคนอเมริกันก็ใช่เป็นประเทศมหาอำนาจประเทศเดียวตอนนี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าอเมริกาก็สนใจเอเชียด้วยเหมือนกัน มากกว่าการที่เขาสนใจยุโรปเสียอีก ”

รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้หญิงอิสราเอลที่สะท้อนออกมาเป็นเธอ ซึ่งผู้ที่ได้พบเจอสามารถรับรู้ได้เด่นชัดคือความแข็งแกร่งภายใต้ภาพของสตรีนุ่งกระโปรง เธอกล่าวถึงความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชายที่ทำให้เธอได้มายืน ณ จุดนี้ อันมีสาเหตุจากการเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ของรัฐเล็กๆ แห่งนี้ ที่ยังคมมีหมอกแห่งความขัดแย้งคุกรุ่นอยู่

“ ในฐานะที่เป็นผู้หญิง ค่อนข้างยากเหมือนกันในงานด้านนี้ รู้สึกว่าผู้หญิงจะเริ่มเข้ามาช้าๆ แต่ชัวร์เพศหญิงจะเข้ามาในงานนี้ได้มากขึ้น อย่างเช่นบทบาทของผู้หญิงในอิสราเอล ทั้งผู้หญิงผู้ชาย พออายุครบ 18 ก็ต้องไปเกณฑ์ทหาร ผู้หญิงจะต้องฝึก 2 ปี ส่วนผู้ชายต้องอยู่ในกองทัพ 3 ปี การทำอย่างนี้เป็นการฝึกให้มีความเท่าเทียมกัน เราฝึกเหมือนกัน รับใช้ชาติเหมือนกัน ความเท่าเทียมกันจึงเกิดขึ้นจากตรงนั้น ยกเว้นบางคนที่เคร่งครัดในศาสนาก็จะขอไม่เข้ากับกองทัพก็ได้

“ พอหลังจากเกณฑ์ทหารเสร็จก็ต้องหยุดไป เพราะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัย สำหรับผู้หญิงจากจุดนั้นก็เริ่มจะออกมาจากสถาบันที่เขาเคยเข้าไปอยู่ เวลาเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้หญิงบางคนก็อาจจะได้แต่งงาน มีครอบครัว เมื่อมีลูกก็ยากที่จะทิ้งไป ซึ่งอิสราเอลก็ยังมีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันอยู่ แต่ก็คิดว่ามันคงจะพัฒนาขึ้น

“ สถาบันที่เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงเข้าไปทำงานกันเยอะคือ กระบวนการยุติธรรม ศาลสูงต่างๆ หัวหน้าศาลฎีกา ผู้พิพากษา เป็นผู้หญิงเยอะ ซึ่งเป็นสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมความเท่าเทียมกัน ”

เมื่อเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถสูงเช่นนี้ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าการแต่งงานหรือครอบครัว จะเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเธอ

“ โดยส่วนตัวไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย ดิฉันรู้สึกว่าชีวิตคนเราต้องมีคู่ชีวิตที่เราแบ่งปันความสุข ความเศร้า ความกลัวได้ มีคนห่วงใย เหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักของชีวิต ยิ่งงานในสาขานี้ ที่เรียกร้องความเป็นตัวเรามากก็ยิ่งต้องการชีวิตทางด้านนี้ด้วย ”

เมื่อต้องสวมหมวกหลายใบในบทบาทการเป็นท่านทูต แม่ และภรรยา ภาพของหญิงแกร่งที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก หรือทำอะไรที่แม่บ้านทั่วไปต้องทำ รวมถึงทักษะการทูตที่ติดจากงานมาใช้กับครอบครัวคงบังเกิดหลายภาพซ้อนอยู่ในตัวเธอ

“ สมัยที่ยังไม่ได้เป็นทูต ตอนที่อยู่อิสราเอลนั้น ก็ทำอะไรแบบนั้นด้วย แต่อย่างเดียวที่จะไม่ทำเลยคือทำอาหาร ดิฉันจะชอบทานมากกว่าทำ แต่ดิฉันก็อยากเรียนทำอาหารไทยด้วย ด้านการนำทักษะการทูตมาใช้กับครอบครัวนั้นมีไม่มาก เพราะไม่ใช่บ้านที่มี diplomatic house มีเถียงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ผสมกันไป ”

และเมื่อเธอคือผู้แทนของประเทศเล็กๆ หากแต่มีบทบาทอย่างมากต่อเวทีการเมืองของโลก ความต้องการของโลกในปัจจุบันจากมุมมองของท่านทูตสตรีผู้นี้ จึงได้รับการสะท้อนออกมาอย่างเป็นกลาง

“ โลกต้องการความเป็นผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ในการแยกแยะว่าอะไรสำคัญ อะไรที่เป็นปัญหา อะไรที่ถูกละเลยไป และก็ดูว่าตัวเราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้โลกนี้ดีขึ้น อย่างเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวกับในระบบประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ ดิฉันเชื่อว่าการกระทำหนึ่งๆ ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ไหนย่อมส่งผลถึงสังคมโดยรวม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ”

เขี้ยวเล็บที่อิสราเอลมีอยู่นอกเหนือจากบทบาทในสังคมโลกแล้ว เทคโนโลยีที่สามารถพลิกผืนทะเลทรายให้กลายเป็นโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์คือผลงานน่าอัศจรรย์ของพลเมืองและรัฐบาลอิสราเอลซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ หากเพียงสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกระพี้แห่งความไม่มั่นคงของภูมิภาคและโลกทั้งใบ คือความขัดแย้งในด้านดินแดน ความเชื่อ และทรัพยากรของผืนดินอันแห้งแล้งแต่มีมูลค่ามหาศาล

“ ประชาชนจะต้องเป็นผู้สร้างอิทธิพลให้แก่ผู้นำ ทำให้เขารับรู้ว่าอะไรที่มันสำคัญกับเรามากกว่า เรื่องการถกเถียงหรือเรื่องการมีตัวตน จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ ต้องดูว่าอะไรที่มันเป็นภัยกับเรา และอะไรที่จะทำให้ชีวิตในอนาคตดีได้ เช่น ประเทศอิหร่าน อิหร่านไม่ได้เป็นภัยแต่กับอิสราเอล แต่เป็นภัยต่อทั่วทั้งโลกถ้าอิหร่านมีนิวเคลียร์จริง มันสามารถทำให้เกิดหายนะในวงกว้างได้ อันนี้แหละที่เป็นปัญหามากกว่า เราต้องร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กัน เพราะอะไรเกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็จะส่งผลต่อเป็นวงกว้าง อย่างเช่นเหตุการณ์สึนามิ มันเกิดขึ้นในเอเชีย แต่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะว่ามีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตที่นี่ แต่ทำให้เรารู้ว่าภัยสึนามิเป็นยังไง มีการเตรียมภัย ไม่สร้างความแตกต่างกันในทุกมุมโลก ”

และจากประเด็นข้างต้น ทำให้อิสราเอลพร้อมด้วย สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส กล่าวถึงอันตรายจากโครงการทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่านซึ่งอาจทำลายเสถียรภาพของรัฐอิสราเอล อันเป็นผลจากความขัดแย้งที่มีอยู่รอบด้าน มุมมองของท่านทูตต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เธอเสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งซึ่งเกือบจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่กลับต้องมีเหตุชะงักงันมาโดยตลอด ความขัดแย้งระหว่างรัฐก็เฉกเช่นชีวิตปกติของทุกคน

“ ภาพรวมของความขัดแย้งหรือประเด็นปัญหามันอยู่ในธรรมชาติของคนอยู่แล้ว อาจจะมีถกเถียงกับครอบครัว กับเพื่อน มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเรื่องที่เสียเวลา เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เป็นข้อขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความต้องการหนึ่งๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง ของประเทศชาติที่อยากจะมีอิทธิพลมากขึ้น อยากจะได้อะไรมากขึ้น

“ ซึ่งในชีวิตส่วนตัวก็มีเรื่องแบบนี้บ้าง มีความขัดแย้งบ้าง เพราะบางครั้งดิฉันก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง อยากที่จะทำในแบบของเรา ดิฉันก็อยากอยู่ในเกณฑ์ของทางตรงกันข้ามบ้างเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลา เราควรจะทบทวนและก้าวผ่านมันไปให้ได้ ในชีวิตก็มีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ นอกเหนือจากเรื่องพวกนี้ ”

“ พอมาถึงเรื่องการเมือง ถ้ามาคุยก่อนหน้านี้ (ก่อนที่เอเรียล ชารอน นายกรัฐมนตรีจะป่วย) จะบอกได้อย่างมีแนวทางชัดเจนในว่าเราจะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่ตอนนี้เริ่มลังเลแล้ว เพราะก่อนที่ชารอนจะป่วย เราเหลือนิดเดียวที่จะบรรลุสันติภาพตะวันออกกลาง คือมีการคุยมาก่อนแล้ว และชารอนออกมาตั้งพรรคฝ่ายกลางแล้ว ออกมาจากพวกขวาจัดพวกลิคุดออกมาตั้งพรรคสายกลาง ก็คิดว่ามันคือแผนที่จะทำให้หมดเรื่องนี้กันไป

“ เมื่อปาเลสไตน์มีการเลือกตั้งก็ได้(กลุ่ม)ฮามาส เขาเป็นพวกหัวรุนแรง ตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เพราะเขาปฏิเสธไม่ให้อิสราเอลมีสิทธิ์ที่จะดำรงความเป็นรัฐต่อ คือจะทำลายไม่ให้มีประเทศอิสราเอล ตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นว่าเราจะแบ่งรัฐยังไง แต่คุณปฏิเสธไม่ให้มีรัฐนี้อยู่ แค่จะคุยกันเรื่องดินแดนยังไม่ได้เลย เพราะเขามีความเชื่อแบบนี้มาก่อนแล้ว จึงคิดว่าเป็นเรื่องยาก ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะมันเป็นจุดยืนของอเมริกา ของยุโรป ของประเทศอื่นๆ ที่ต้องออกมาแสดงจุดยืนของเรื่องนี้ เว้นแต่ว่าขบวนการฮามาสจะทบทวนนโยบายของตนที่จะทำลายอิสราเอลใหม่ หันหน้ามาคุยกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก เพราะเขาไม่อยากให้มีอิสราเอลอยู่เลย คืออยากทำลายเรา

“ สาเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกฮามาส เพราะประชาชนผิดหวังกับการทำงานของพรรคก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีคอรัปชั่นเยอะ คนก็ผิดหวังกับการทำงานของรัฐบาล ผลออกมาเลยเป็นแบบนี้ สุดท้ายคนก็อาจจะเลือกโดยที่ยังไม่ได้ประเมินถึงผลที่จะตามมาว่าจะมีผลร้ายแรงขนาดไหน เหมือนตอนนี้เราต้องกลับไปสู่จุดเดิม คือกระบวนการของเขาที่ทำมาต้องกลับไปอยู่จุดเดิม เพราะทางฮามาสก็มีนโยบายที่ออกมาชัดเจนแบบนี้ ”

เมื่อสถานการณ์การเมืองของโลกร้อนระอุขึ้นมาอีกขณะ หน้าที่ของเธอในการสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาประเทศ พร้อมกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนชาวยิวในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความยากเป็นทวีคูณ และนี่คืออีกบทหนึ่งที่ท้าทายหญิงเหล็กจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่พระผู้เป็นเจ้าจะนำทางเธอไปสูงขั้นบันไดแห่งชีวิตในระดับสูงต่อไป

Related contents:

You may also like...