เอก รัตนเรือง

ก่อนหน้าที่ชื่อของ เป็นเอก รัตนเรือง จะกลายเป็นที่รู้จักหรือสนใจของคนทั่วไป ความสำคัญของผู้กำกับที่มีต่อหนังแทบไม่เป็นที่พูดถึงกันด้วยซ้ำในสังคมไทย หมายความว่า หนังคือ ‘ ชื่อดารา ‘ หรือหนังคือ ‘ หน้าหนังในโฆษณาตามโรง ‘ เป็นเพียงแค่นั้น กระทั่ง ฝัน บ้า คาราโอเกะ ผลงานชิ้นแรกของ เป็นเอก ได้กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่ช่วยพยุงให้ชื่อของผู้กำกับคนอื่นๆ ได้มาปรากฏควบคู่ไปกับชื่อหนังในฐานะของผู้สร้าง

เป็นเอก รัตนเรือง ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินรางวัลศิลปาธร ในสาขาภาพยนตร์ ประจำปี 2547 โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ปีเดียวกับที่ ชาติ กอบจิตติ ได้เข้ารับรางวัลนี้เช่นกันในสาขาวรรณกรรม รางวัลที่ได้รับนี้อาจจะเป็นหนึ่งในเกียรติยศที่สังคมมอบให้ แต่ชื่อเสียงของ เป็นเอก รัตนเรือง เป็นที่รู้จักมานานในแวดวงคนทำหนังและคนดูหนังเพราะผลงานหนังแนวอาร์ตๆของเขา หรือที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในนิตยสารบางฉบับเรียกว่าเป็น ‘ หนังกระแดะจะอาร์ต ‘

แน่นอน…หนังของ เป็นเอก รัตนเรือง ไม่ใช่หนังทำเงิน ซึ่งการไม่ทำเงิน แม้จะแปลว่าขาดทุน เป็นหนังที่ดูแล้วเข้าใจยาก แต่ก็อาจเป็นเหตุให้ใครหลายคนแอบภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกที่เมืองไทยมีคนทำหนังแนวนี้

เป็นเอก รัตนเรือง ออกตัวว่าเขาไม่ถนัดกับการถ่ายรูปและให้สัมภาษณ์ แต่การปรากฏตัวกับสื่อเพื่อโปรโมทหนังใหม่ตามกลไกของธุรกิจภาพยนตร์เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ หลังเสร็จสิ้นผลงานชิ้นที่ 5 THE INVISIBLE WAVE (คำพิพากษาของมหาสมุทร) เป็นเอก รัตนเรือง ภายใต้แว่นกรอบหนา ในอิริยาบถที่ผ่อนคลายบนเก้าอี้ยาวบุผ้าสีอ่อน พร้อมให้สัมภาษณ์ แม้ว่าการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนในกระบวนการโปรโมทหนัง จนน่ากลัวว่าเขาอาจจะหมดเรื่องคุย แต่หลังจากการสนทนากว่าชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วแทบไม่รู้สึกตัว เราก็พบว่า เป็นเอก ยังมีอะไรดีๆที่น่าคุยด้วยอีกมากมาย ไม่ว่าคุณจะชอบหรือเกลียดหนังที่เขากำกับก็ตาม !

Hi-class : ยังจำได้ไหมว่าคุณเริ่มสนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่

นานมาก เป็นความสนใจที่ไม่ได้แปลว่าอยากทำ ตอนเด็กๆผมชอบเตะบอล อยากเป็นนักบอล แต่พอได้ไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่มหัศจรรย์มาก นิวยอร์กในยุคที่ผมไปมันเป็นนิวยอร์กจริงๆ มีความเป็นโบฮีเมียนหน่อยๆ ยุคนั้นจะมีศิลปิน แอนดี้ วอร์ฮอล ซึ่งดังมาก เป็นยุคที่วงดนตรี ทอล์คกิ้งเฮด เพิ่งจะเริ่ม ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนในชีวิต เป็นเมืองที่เราอยากดูหนังเมื่อไหร่ก็มีให้ดู และมีโรงหนังเล็กๆที่ฉายหนัง art แต่เราไม่รู้จักหนัง art เราก็ดูหนังปกติ เพื่อนชวนไปดูก็ไป ออกเดทกับผู้หญิงก็ไปดูหนัง

แต่ว่าวันหนึ่งเดินผ่านโรงหนัง เห็นโปสเตอร์หนังขาวดำ ผมรู้สึกว่ามันสวยมาก มันชื่อเรื่อง 8? ของ เฟเดอริโก เฟลลินี่ ก็เลยเข้าไปดู แล้วก็ทึ่ง…ช็อคไปเลย ดูไม่รู้เรื่องนะฮะ แต่รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์อย่างรุนแรงมาก เซ็กซี่มาก ทั้งคอสตูม ทั้งพระเอกนางเอกมันก็เท่ห์ หนังเซอร์แดกจนเราไม่รู้เรื่อง แต่ว่าการถ่ายมันดึงดูดมากเรากลับไปดูอีก ก็ยังคงไม่รู้เรื่องแต่ก็เหมือนจะยิ่งโดนดูด

จากนั้นก็เริ่มสนใจหนังประเภทนี้ แล้วความสนใจจากเรื่องหนึ่งมันก็พาไปสู่หนังอีกเรื่องหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ

Hi-class: งานผู้กำกับเป็นทั้งงานศิลปะและงานบริหารควบคู่กัน มีความขัดแย้งกันบ้างไหม

ผมค้นพบว่าการทำงานแบบนี้มันเป็นธรรมชาติของผม ซึ่งผู้กำกับแต่ละคนก็จะมีวีธีบริหารกองถ่ายกองทัพคนละแบบ สังเกตได้จากสไตล์ของหนัง

ผู้กำกับบางคนบริหารกองทัพได้โดยที่ทำให้ทุกคนกลัวเขา รับคำสั่งเขาอย่างเดียว และหนังของเขาก็จะออกมาเป็นหนังประเภทหนึ่ง ส่วนหนังของผม กองทัพกองถ่ายของผม ผู้ที่เป็นคีย์ส่วนมากอายุเท่าๆกัน ผมสั่งใครไม่ได้ ผมไม่ค่อยใช้วิธีสั่ง เพราะพวกนี้เขาเป็นเหมือนแฟมิลี่กัน ทุกคนมีศรัทธาในกันและกัน ทุกคนก็ภูมิใจในสิ่งที่ทำ คนในกองของเราทุกคนจะมีบุคลิกคล้ายๆกัน คือทำงานกันเงียบๆ ผมเองก็ไม่ค่อยยุ่งใคร ใครอยากทำอะไรก็เชิญ เพราะที่สุดแล้วผมก็เป็นคนเลือกอยู่ดี อะไรไม่เข้าท่าผมก็ไม่เอา

เวลาผมทำหนัง ผมไม่ได้เริ่มจากการเขียนสคริปท์ออกมา โดยมีภาพในหัวอยู่แล้วออกไปสร้างภาพเหล่านี้ให้เหมือนในหัวเราเพื่อจะเอามาตัดต่อ สคริปท์อาจจะเขียนอย่างหนึ่งพอเวลาไปทำก็ไหลไปเรื่อย

ผู้กำกับที่ดีจะต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือไม่ต้องการอะไร หนังประเภทที่ตัวละครจะมาพูดกันเสียงดังๆ มาร้องห่มร้องไห้ผมไม่เอา มันไม่ใช่บุคลิกหนังของผม สีแปร๋นๆ แรงๆ ในหนังผมไม่ชอบ แต่ถ้าถามว่าจะเอาอะไร…ผมไม่รู้ ทุกคนในทีมงานจะรู้กัน พอถึงเวลาก็เหมือนกับการจับมือกันเดินไปในถ้ำมืด มีผมเป็นคนนำทาง โดยทุกคนหวังว่าในที่สุดผมจะพาเขาไปเจอแสงสว่าง แล้วที่ผ่านมามันก็เจอทุกที ผมไม่เคยพาใครไปตายถึงแม้ระหว่างทางมันจะน่ากลัว ลุ้นขี้แตก ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย แต่ตอนจบก็ยังไม่เคยเกิดผลลัพธ์ที่น่าอาย

ทีมงานของเราอยู่กันมานานเป็น 10 ปี เวลาไม่ทำหนังด้วยกันก็ทำโฆษณาด้วยกัน สิ่งที่ดีคือเราไม่ค่อยสุงสิงกัน เราไม่ได้กินเหล้ากันทุกวัน เพราะการมีระยะห่างทำให้เกิดความเกรงใจ ถ้าจะทะเลาะกันฉิบหายก็ทะเลาะกันเรื่องงาน ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องว่า…ไอ้ห่ากูทำไอ้นี่มาเสนอมัน แล้วแม่งไม่เอา กูเสียฟอร์ม มันไม่ค่อยมีพวกนี้ ทีมงานเราแก่ๆ กันหมดแล้ว

หนังของผมมันง่ายในเชิงการผลิต ไม่มีสเปเชียลเอฟเฟ็คท์ ฉากยิงกันต่อยกันก็เกิดนอกกล้องไม่เคยอยู่หน้ากล้อง ไม่ต้องมีเอฟเฟ็คท์เลือด ปักขาถ่ายแล้วก็คัทชน ตัดชน เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เรื่องก็เกิดขึ้นอยู่ใน 2–3 โลเคชั่น มีแค่ตัวละคร 2-3 ตัวพูดกัน

Hi-class: การเลือกคนมาร่วมงาน ดูอย่างไรว่าใคร “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เคยดูผิดบ้างไหม

ใช่ แต่บางทีก็ผิด แต่เวลาผิดเราก็ต้องต่อเวลาให้กับทางเลือกที่เราเลือก คือที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยผิดถึงขั้นฉิบหาย ไม่อย่างนั้นคงต้องเปลี่ยนคน หยุดถ่าย การเลือกคนก็ใช้วิธีนั่งคุยกัน ขอให้ถูกชะตากันไว้ก่อน เพราะหนังเราไม่ค่อยมีการแสดงเท่าไหร่ เราก็มักจะเอาคนที่ใช่อยู่แล้ว หรือถ้าเกิดว่าไม่ใช่ แต่เราชอบเขาจริงๆ คุยกันสนุกแล้วเขามีไหวพริบจริงๆ เราก็เอานะ แล้วเราก็ไปเปลี่ยนบทให้เข้ากับเขา เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ต้องเกิดการแสดงมาก

เวลาสร้างหนังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเยอะมาก แต่ทีนี้คุณต้องเปิดใจด้วยนะเวลาคุณทำงานศิลปะ มันจะมีอะไรอีกเยอะที่เราไม่ต้องไปใช้กฎเกณฑ์ เพราะเราไม่ได้เรียนหนังสือมา เราไม่ได้เรียนภาพยนตร์เราไม่ได้มีเทคนิคเป็นอาวุธ เรามีเพียงความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเองว่าอยากทำเรื่องนี้ อยากลองทำงานกับคนนี้

Hi-class: สรุปว่าคนที่จะมาทำงานร่วมกันมาเพราะโชคชะตา

คล้ายๆ เป็นโชคชะตาเลยที่ตัวเองต้องลอยมาเจอกัน คืออย่างกองถ่ายผม ถ้าคนไหนไม่เข้าพวกมันจะเด่น มันจะแหลมมากเลย แล้วสักพักก็จะอยู่ไม่ได้โดยที่ไม่มีใครไปทำอะไรนะ

Hi-class: คุณอาจมีลักษณะเป็นฝรั่งมากกว่าไทย

ผมไม่ฝรั่งเลย แต่ผมไม่ไทย ไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย เราไม่ทะเลาะกัน ฝรั่งมันชอบถกเถียง ผมไม่เอา กองถ่ายของผมค่อนข้างสมถะ ผมไม่ถ่ายเยอะ เราถ่ายเอาที่ใช่แล้วพอ

Hi-class: การทำงานผู้กำกับ คุณคงต้องมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับอารมณ์ของคน หรือภาพการแสดงออกของคนอยู่ในสมองมากมาย การที่คุณรู้จักกับกลวิธีในความเป็นคนแบบต่างๆมากขึ้น ส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวของคุณมากน้อยแค่ไหน

ก็เป็นคนเรื่องมากขึ้น ใช้ชีวิตยากขึ้น แต่ว่าทำไงได้มันเป็นอย่างนี้ แค่คนบอกว่าผมเป็นคนปากหมา ผมก็ไม่รู้จะทำไง ผมไม่ได้ปากหมาแต่พูดไม่เพราะ การพูดไม่เพราะ มันแปลว่าผมให้ความสนิท

Hi-class: บุคลิกของผู้กำกับหลุดหลงเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคุณบ้างไหม ?

ก็คงต้องมีบ้าง แต่ผมไม่รู้ตัว อาชีพการเป็นผู้กำกับหนังจะทำให้คุณเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก คุณต้องเอาทุกอย่างตามที่คุณอยากจะเอา ใครจะตายก็ช่าง แต่คุณต้องได้ช็อตนี้ก่อน คือใครจะเครียดใครจะร้องไห้สักกี่คนคุณต้องเอาให้ได้ มันทำให้คุณเป็นคนเห็นแก่ตัว ให้ทุกคนต้องมารองรับตรงนี้

นิสัยนี้บางทีอาจจะเป็นมาก่อนก็ได้ ถึงมีบุคลิกที่จะมาเป็นผู้กำกับได้ แต่ผมเพิ่งมาตระหนักได้ในรอบ 2–3 ปีหลังทำหนังมาจำนวนหนึ่ง รู้สึกผิดมากเลย แล้วมันก็ลุกลามเข้ามาในชีวิตประจำวัน แต่การที่ตระหนักได้ถึงสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ช่วยให้เป็นคนดีขึ้น คุณก็แค่รู้ว่าคุณเป็นคนเหี้ยคนหนึ่งเท่านั้นแหละ การที่คุณรู้ว่าคุณมีตัวเหี้ยจำนวนหนึ่งอยู่ในตัวไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรกับมันได้ เพราะบางอย่างเราไม่มีความสามารถที่ไปแก้ไขมัน แต่ถ้าเรายอมรับมันซะแต่ต้นว่ามนุษย์เรามันไม่สมบูรณ์ มันก็พออยู่กับความบกพร่องเหล่านี้ได้นะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนดีนักหรอก

Hi-class: คำว่า ‘ คนดี ‘ ของคุณแปลว่าอะไร

ไม่รู้เหมือนกันไม่มีหรอกมั้ง (หัวเราะ)

Hi-class: สมมติให้ตัวละครในหนังตัวนี้เป็นตัวดี คุณคิดว่าคาแร็คเตอร์มันน่าจะเป็นแบบไหน

ไม่มี ตัวละครผมไม่มีตัวดี มนุษย์เราก็ทำทุกอย่างตามที่สถานการณ์เรียกร้องให้ทำ ไอ้การที่แอ็คชั่นหนึ่ง ถูกเรียกว่าเป็นความไม่ดีเนี่ย มันเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง คือผมคิดว่าการที่โจรมันมาปีนบ้านแล้วไปขโมยทีวีออกจากบ้านเขาเนี่ย เราเชื่อว่ามันไม่ทำหรอกถ้าให้มันเลือกได้ เพราะการปีนบ้านคนมันก็น่ากลัวเหมือนกันนะ ในบ้านมันก็อาจจะมีผู้ชายมีปืนอยู่นะ ทีนี้ถ้าหมอนี่มันไม่มีทางเลือก เมียตกงาน ตัวมันก็ตกงาน แล้วมันก็ไม่มีความรู้ ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ลูกก็ต้องการค่าเทอมแล้ว กูไม่มีทางออกแล้ว แต่กูจำได้ว่าบ้านที่กูเคยเป็นยามเฝ้าเมื่อก่อน มันมีทีวีตรงนี้ กูเอาได้ง่ายๆ กูไม่มีทางอื่น ยืมเงินใครก็ไม่ได้ การตัดสินใจปีนเข้าไปนี่ มันเป็นความดี หรือความเลว มันรักลูก อยากให้ลูกเรียนหนังสือ ตรงนี้มันจำกัดความไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เคยเชื่อเรื่องของความดีความเลว

ในชีวิตมนุษย์ผมไม่เชื่อเลยนะว่าคนเราจะถูกตัดสินกันที่ว่าทำความดี 70% ในชีวิต ความเลวแค่ 30 มึงเลยเป็นคนดี

Hi-class: มุมมองความตายหรือฉากฆาตกรรมในหนังของคุณ

ในหนังของผมถึงแม้ว่าจะมีฆาตกรรม – ความตาย อะไรเกิดขึ้นเกือบทุกเรื่องเลย แต่ว่าประเด็นไม่ได้อยู่ตรงการฆาตกรรม ส่วนมากในหนังผม สิ่งที่สนใจอยู่ที่ตอนที่เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้นแล้ว และที่เหลือมันอยู่กันยังไงจะจัดการกับผลที่เกิดขึ้นอย่างไรมากกว่า อย่างเป็น หมิว ลลิตา ใน ตลก 69 หรือจะเป็นไอ้แผนใน มนต์รักทรานซิสเตอร์ ที่มันไปฆ่าผู้จัดการวงตาย คือประเด็นมันอยู่ในการดำเนินชีวิตมากกว่า การตายมันไม่เคยถูกเน้นในหนังของผมเพราะว่าผมไม่มีความสามารถในการถ่ายช็อตเหล่านั้นได้ คือการจะฆ่ายังไงนั้นมันจะเกิดนอกกล้องด้วยซ้ำ

แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเห็นหรอกนะฮะ ผมทำทุกอย่างตามความรู้สึกของสคริปท์ หรือของเรื่อง คือถ้ามันมีเรื่องฆาตกรรมเกิดขึ้นในสคริปท์ที่เราต้องไปถ่าย แต่ว่าถ้าผมถามตัวเองว่าประเด็นมันอยู่ตรงนั้นรึเปล่า คือประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ทำมันง่ายๆถ้า ประเด็นมันอยู่ตรงความทุกข์ ความทรมานของการโดนเสียบโดนยิงเราก็ต้องทำ

นอกจากนี้มันก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องของชั้นเชิงของภาพยนตร์ คือว่าในเมื่อทุกเรื่องมันทำกันแบบนั้น เราก็เลยไม่คิดจะทำ เราอยากจะรู้ว่า เราทำยังไงให้มันเหนือชั้นกว่านั้นหน่อย อย่างในหนังเรื่อง รักน้อยนิดมหาศาล ตอน พลอย เฌอมาลย์ ถูกรถชนบนสะพาน ผมถ่ายไม่รู้กี่มุม แล้วมีตัวสแตนอินโดนชนด้วยนะ มีทั้งหุ่นมีทั้งตัวสแตนอิน ในที่สุดผมก็ไม่ใช้…ทิ้งเลย แต่ผลที่ได้มันกลับรุนแรงกว่า ผมจำได้เลยว่าตอนดูช็อตนั้น คนทั้งโรงแม่งบอก เฮ้อ .. อ ผมได้ยินเสียงนี้ทั้งโรงทุกรอบที่ดูเลย เพราะมันน่าตกใจมากๆ เหมือนกล้องยังไม่คิดจะจับภาพนี้เลย แล้วทุกรอบของการฉายเราได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกครั้ง

Hi-class: งานของคุณมักมีการร่วมงานกับนักแสดงและตากล้องจากต่างประเทศ

มันดูเหมือนยุ่งยากสำหรับคนทั่วไป แต่ว่าผมไม่ต้องติดต่อสื่อสารโดยตรง คือมีคนประสานงานหลักๆ 5 คนเหมือนกันกับทุกเรื่อง พอสเกลหนังมันใหญ่ขึ้น ไอ้แต่ละคนใน 5 คนเอาผู้ช่วยมาเยอะขึ้น นั่นมันไม่เกี่ยวกับผมเขาก็ทำงานร่วมกันกับโปรดิวเซอร์ไป เขามีเงินแค่ไหนที่จะจ้างคน แค่ไหนที่เขาต้องการ

เมื่อความวุ่นวายเกิดขึ้น ผมก็จะไปนั่งดูดบุหรี่ที่อื่น เพราะว่าปล่อยให้ตัวเราเข้าไปในนั้นไม่ได้ คือผมก็ต้องรักษาความรู้สึกของหนังในหัวเอาไว้ หน้าตาหนังมันเป็นยังไง ถ้าผมไปตักข้าวด้วยไปวุ่นวายเรื่องว่า แม่งกับข้าวไม่เห็นอร่อยเลย อาซาโน ก็กินไม่ได้อะไรเงี้ย หนังมันก็จะหลุดไปทีละนิด ไม่ใช่ว่านักแสดงมันกินอาหารไทยไม่ได้ใช่ไหม ไปซื้ออาหารญี่ปุ่นมาให้เขาดีมั้ย มันไม่ใช่เรื่องของผม แดกไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้ คนอื่นไปจัดการไป (หัวเราะ)

Hi-class: ผลงานภาพยนตร์ของคุณ ส่วนหนึ่งก็มีการดัดแปลงจากหนังสือด้วย

หนังเรื่อง มนต์รักฯ ผมอยากทดลองทำหนังเกี่ยวกับเรื่องที่เราไม่ค่อยมีความรู้มาก เช่นเรื่องชีวิตต่างจังหวัด วิธีที่ดีที่สุดคือผมจะดัดแปลงจากหนังสือ อย่างของ วัฒน์ วัลยางกูร แฟนผมเขาอ่านแล้วเขาส่งกลับมาบอกว่า ลองอ่าน มนต์รักทรานซิสเตอร์ ดูซิ พออ่านแล้วก็จำมันมาหลายปีเหมือนกัน จนพี่อ้อมมาบอกให้ว่าจะโปรดิวซ์หนังให้ ผมก็เลยทำ มนต์รัก ฯ แล้วกัน ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ แต่ถ้าอย่างกรณีของ คุ่น ( ปราบดา หยุ่น ) ผมชวนให้เขาลองมาเขียนบท

วันหนึ่งโปรดิวเซอร์ของผมถามว่าอยากทำงานกับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ มั้ย ผมก็บอกว่าอยาก เค้าไปถามคริสว่าอยากทำงานกับผมกับอาซาโนมั้ย คริสก็บอกว่า เอาดิ ไปถามอาซาโนว่าอยากทำงานกับคริสกับเรามั้ยเค้าบอกว่า เอาดิ พอทุกคนเอาหมดปั๊บ แพคเกจนี้มันก็หาเงินได้ในแง่ธุรกิจนะ แพคเกจนี้มันก็ขายได้แล้ว โปรดิวเซอร์เขาบอกว่างั้นก็เขียนสคริปท์ซิ ผมก็เลยบอกคุ่นว่าลองเขียนมั้ย คุ่นเขาสนใจ ทีนี้คุ่นเขาเขียนสคริปท์ได้ดีกว่าเราเยอะนะ เขาก็เขียนให้ผม แล้วคุ่นเขาก็สนุกขึ้นด้วย พอมาถึงเรื่องล่าสุด อินวิซิเบิลเวฟ คุ่นถึงขั้นบอกเลยว่าพี่ไม่ต้องยุ่งเลยนะ พี่คอมเมนต์อย่างเดียว แล้วผมแก้ให้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน

Hi-class: งานโฆษณาที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเรายังทำโฆษณาอยู่ มีผู้กำกับหลายคนเลยที่มาจากโฆษณา พอไปทำหนังใหญ่แล้วเค้าบอกไม่ทำโฆษณาอีกแล้ว ทั้ง จิระ มะลิกุล หรือ นนทรี นิมิบุตร แต่ผมชอบทำโฆษณา ขอแค่อย่าทำเยอะ และขอให้เราทำกับคนที่เรารู้จักชอบๆ ถ้าเป็นครีเอทีฟรุ่นใหม่ๆ เด็กๆ เรากำกับเขาไม่ได้ เพราะความคิดเขากับเรา มันไม่เหมือนกัน และเดี๋ยวนี้เขาชอบทำหนังตลกกัน แต่ผมทำไม่เป็น คือหนังเราจะซีเรียส หรือไม่ก็ต้องตอบโจทย์ชัดๆ

Hi-class: งานโฆษณาก็เหมือนกับเหนื่อยครั้งเดียวแต่หนังยาว 3 เดือน

บางครั้งกว่าจะเสร็จก็ปีหนึ่งนะ ตั้งแต่บทไปจนถึงมิกซ์เสียงเสร็จ ถ้ารวมโปรโมทด้วยก็ 2 ปี เพราะหนังของผมมันเข้าฉายทั่วโลก แต่ละประเทศมันไม่ได้เข้าพร้อมกัน เวลาหนังเข้า เราก็ต้องไปพบปะกับสื่อมวลชนเพื่อโปรโมทหนังให้เขาด้วย

Hi-class: คุณคิดว่าศิลปะมีการแบ่งแยกชนชั้นในตัวมันเองหรือไม่

ไม่มี คืออย่าว่าแต่งานศิลปะเลย ชนชั้นหรือชนชาติในมนุษย์มันก็ไม่มี ไอ้ที่มีกันอยู่ทุกวันนี้ มนุษย์คิดกันเอาเอง ถือพาสปอร์ตต่างๆ กันพูดภาษาต่างๆ กัน คือที่ยืนยันเพราะผมมีเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนในประเทศไทยแล้วก็พูดไทยด้วยนะ พวกเพื่อนๆ ป๊อดน่ะ พวกโมเดิร์นด๊อก แล้วพวกนี้เป็นเพื่อนกันหมดฮะ ซึ่งคนพวกนี้เป็นเผ่าเดียวกันนะ คือมนุษย์ตอนนี้มันถูกแบ่งโดยรสนิยมมากกว่าที่จะถูกแบ่งโดยภาษาพูดหรือพาสปอร์ต ผมก็มีเพื่อนศรีลังกา มีเพื่อนสนิทเป็นคนอินเดียเป็นคนขับสามล้อเลยนะ ผมไปเจอเขาตอนไปอินเดีย แล้วก็สนิทชอบพอกัน ภาษาอังกฤษมันก็กะท่อนกระแท่นกันทั้งคู่พูดกันงูๆ ปลาๆ แต่ว่าภาษามันเป็นแค่อุปกรณ์ที่จะใช้ทำงาน ที่จะสื่อให้ได้รู้เรื่องแค่นั้นเอง

Hi-class: ในโลกปัจจุบันที่ทุกสิ่งดูเหมือนจะเกี่ยวโยงกันไปหมด คุณคิดว่าการเปิด FTA ของไทย จะมีผลกระทบกับการทำหนังของคุณไหม ?

ไม่หรอกฮะ ผมมองว่าการมาทำ FTA นี่ไม่ต่างจากการที่ผู้กำกับหรือนักร้องคนหนึ่งไปทำสัญญากับค่ายเพลง คือคุณดึงสัญญามาให้ผมเซ็น ผมก็ให้ทนายผมอ่านสัญญา แบบนี้…แม่ง กูขาดทุน ทนายผมแก้สัญญาแล้วเขาก็ส่งกลับไป ทนายทางโน้นเขาอ่านแล้วบอก โห … ไอ้นี่มันรู้ทันนี่หว่า แต่ว่ากูอยากได้มันแค่ไหนล่ะ ถ้ากูมีคนอื่นแทนมันกูก็ยื่นกลับไป เซ็นไม่เซ็น ไม่เซ็นก็เลิก แต่ว่าเฮ่ย ! มันไม่ได้ว่ะ ถ้าค่ายอื่นเอาไปกูฉิบหายแน่ งั้นยอมข้อนี้มันหน่อย มันเป็น DEAL ฮะของพรรค์นี้ เหมือนเรียกแท็กซี่สมัยยังไม่มีแท็กซี่มิเตอร์น่ะ พี่ไปซอย 85 เท่าไหร่ 80 โห 80 เลยเหรอใช่ป่ะ 60 ไม่ได้ฮะ รถติดน่ะ 80 ไม่ไป 60 เราทำท่าจะเดินหนี 70 ไม่ 60 ทีนี้มันอยู่ที่ว่าถ้าแท็กซี่มันฟันคุณ มันเรียก 80 คุณรู้ว่าแม่งฟันแน่ๆ คุณก็มี 2 ทางเลือก ทางที่ 1 คือว่า กูรีบแค่ไหน ฉิบหายแล้วก็โดนฟันยอม มีเงิน 80 บาทแล้วรีบ เอ้าฟันมาเลย เอาหัวรับเลย ไม่รีบก็ปิดประตูพี่เชิญเดี๋ยวผมเรียกคันอื่น มันคือการเรียกแท็กซี่น่ะ เพราะนั้นไอ้เรื่องพวกนี้มันตื้นกว่าสิ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มันเป็น มันเป็นแค่กฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ ง่ายๆ ซึ่งมันก็มีมาตั้งแต่มนุษย์ยุคหิน

Hi-class: การเป็นผู้กำกับทำให้คุณต้องพยายามรอบรู้ในทุกเรื่อง

ไม่ บางเรื่องผมก็มีข้อจำกัด ผู้กำกับหนังหรือคนทำงานสร้างสรรค์ ต้องรู้ข้อจำกัดตัวเอง เพราะมันเป็นข้อดีนะ คุณจะได้ทำในสิ่งที่คุณสนใจ ยกตัวอย่างผมไปดูหนังเรื่องสไปเดอร์แมน ผมนึกภาพว่าถ้าต้องทำหนังเรื่องนี้กูตายแน่เลย กูจะเริ่มคิดยังไง อย่างนี้คือเราไม่มีความสามารถแล้วใช่ไหม การไม่มีความสามารถส่วนหนึ่ง มันก็มาจากการที่คุณไม่มีความสนใจ เมื่อคุณไม่มีความสนใจมันก็เป็นข้อจำกัดไปในตัวมันเอง

บางคนถามผมว่าทำไมไม่ทำหนังแบบป๊อบๆ แมสๆ หนังแอ็คชั่นสักเรื่อง ซึ่งมันก็น่าทำนะ ถ้ามันได้เงิน เพียงแต่ว่าผมไม่มีความสนใจที่จะทำ คนอื่นเขาทำได้ดีกว่า ผมไม่ชอบเห็นคนมาเตะต่อยกัน

สิ่งที่มีความหมายกับผม มันเป็นเรื่องเล็กๆ ฮะ อย่างเช่นการที่คน 2 คนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกัน แล้วพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วต้องแบ่งชามก๋วยเตี๋ยวส่งกันไปกันมา กินคำหนึ่งเลื่อนไป ไอ้นี่กินคำหนึ่งก็เลื่อนกลับมา โห .. มันมีความหมายมาก หรือเวลานั่งเครื่องบินแล้วเห็นผู้หญิงนั่งข้างๆนอนหลับอยู่ เห็นเท้าเปลือยๆ มันโผล่มาข้างนอกผ้าห่ม ผมจะมีความรู้สึกมาก แล้วจะเอามือเอื้อมเอาผ้าห่มไปปิดเท้าเขาไหม คือแอ็คชั่นเล็กๆน้อยๆแบบนี้มันแทบจะเป็นหนังแอ็คชั่นสำหรับผมเลยนะ มันไม่ใช่เรื่องของสเกล แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจเรา ยากกว่าที่จะให้คนกระโดดเตะกัน ตีลังกาหล่นลงมาจากยอดตึก ซึ่งผมไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย

Hi-class: คิดว่าหนังแบบไหนที่จะไม่มีวันตาย

ก็หนังตลกแน่ๆ แบบที่ตลกเล่น ตลกกำกับ หนังผีซึ่งไม่มีวันตายไปจากวงการหนังไทยแน่ๆ และหนังแอ็คชั่นหนังที่จะอยู่กับอุตสาหกรรมหนังไทยต่อไปจนพวกเราตายไปแล้วก็ยังอยู่คือหนังตลกแบบ พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า ซึ่งเป็นหนังไทยจริงๆ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

Hi-class: หนังเพื่อศิลปะ หนังเพื่อการค้า

ทุกอย่างมันเป็นสินค้าทั้งนั้น หนังของผมก็เป็นสินค้า ไม่ต่างอะไรกับแชมพูขวดหนึ่ง ต้องใช้เงินเยอะในการผลิต ในที่สุดมันก็ต้องมีการโปรโมท ต้องมีการนำเอาไปวางที่ซุปเปอร์มาเก็ต แต่ว่าเป็นที่ต่างๆ กันไป บางอันเค้าก็เป็นแชมพูแบบซันซิลไปเลย ขายคนได้เยอะๆ ผสมไวท์เทนนิ่งด้วยหนังหัวขาว เพราะว่าคนต่างจังหวัดตัวดำอยากขาวก็หลอกเขาไปเรื่อย ต้มตุ๋นไปมันก็ขายได้เยอะ อย่างแชมพูบางขวดมันก็เป็นแชมพูที่ขายแค่เฉพาะกลุ่มบางคน แต่ในที่สุดคุณก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสินค้า แต่หนังอย่าง หลวงพี่เท่ง หรือ พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า นี่มันถูกใจผมจริงๆ คือคุณไม่ต้องไปพูดว่าเขาดีหรือไม่ดี เราไม่พูดเรื่องนั้น เพราะจริงๆแล้วหนังดีหนังไม่ดีมันพูดยากนะ คือหลายๆ ที่เขาดูหนังผม เค้าบอกว่า แม่ง…ไอ้เหี้ย โคตรดัดจริตเลยว่ะ กระแดะฉิบหาย เหี้ย ห่วย ขณะที่บางคนเขาก็บอกว่า พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า ห่วยมากเลย แม่ง แต่สำหรับคนอีกไม่รู้เท่าไหร่ โห .. แม่งดีฉิบหายเลย กูหัวเราะขี้แตกขี้แตนเลย มันจึงไม่ควรจะมาพูดเรื่องว่าหนังดีหรือไม่ดี แต่ควรดูว่าในที่สุดคนไปดูแล้วชอบหรือไม่ชอบแค่นั้นเอง

ผมถึงรู้สึกประหลาดๆ กับการที่มีรางวัลประกวดภาพยนตร์ทั้งหลาย จริงเหรอวะ ประกวดกันได้จริงๆ เหรอ ถ้าอันหนึ่งเป็นตะกร้อ อันหนึ่งเป็นแบดมินตัน มันแข่งกันยังไงวะ สมมติว่าหนังอย่าง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า มาประกวดกับหนังของผม คุณจะให้รางวัลอะไรวะ มันเหมือนบอกกรรมการ 7 คนให้เดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูร์ฟน่ะ หรือ มิวเซียมออฟโมเดิร์นอาร์ทที่นิวยอร์ก มึงเดินเข้าไปให้เวลา 5 ชั่วโมง เดินเข้าไป 7 คนเนี่ยแล้วดูภาพเขียนทั้งหมด ออกมาแล้วบอกว่าภาพเขียนไหนรางวัลที่ 1

การวิ่งแข่ง 100 เมตรแม่งชัดเจนเลย มึงจะมีชื่อเสียงมาจากไหน กล้ามเนื้อมึงจะคุณภาพแค่ไหน ท่าวิ่งมันจะออกมางามสง่าแค่ไหน มึงเทรนมามากกว่าคนอื่น มึงเก่งกว่าคนอื่นแค่ไหน ถ้าอีกคนมันแตะริบบิ้นก่อน หรือมึงล้ม ผมว่าไอ้นี่ชัดเจนกว่าเยอะฮะ ไอ้การประกวดรางวัลหนังการประกวดรางวัลศิลปะนี่ แม่ง…ผมว่ามัน … (ยิ้ม)

ผมไม่ค่อยชอบนะ การที่คนไปดูถูกหนังแบบ พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า แล้วก็เปรียบเทียบกับหนังเรื่อง มหาลัยเหมืองแร่ ว่าแม่งคนไทยแม่งงี่เง่า เหมืองแร่ …แม่งหนังคุณภาพขนาดนั้น ไม่ได้เงิน แล้วไอ้ พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า หนังโคตรห่วยเลยทำไมแม่งได้เงิน ผมว่าการพูดจาแบบนี้มันดัดจริตมาก เพราะมันไม่เกี่ยวกับตัวหนัง สำหรับผมอย่างน้อย พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า คุณไม่ต้องพูดว่าเป็นหนังดีหรือไม่ดีหรอกนะ แต่ว่าเค้าไม่มีความดัดจริตเลย เค้าไม่ซ่อนตัวมาในรูปแบบของแพ็คเกจของหนังที่จะได้รางวัล ผมไม่ได้ว่า เหมืองแร่ หรือ โหมโรง ทำตัวแบบนั้น แต่ผมหมั่นไส้คนที่ชอบพูดเปรียบเทียบลักษณะแบบนี้ เพราะว่าอันหนึ่งมันเป็นข้าวแกง อันหนึ่งมันเป็นร้านกัลปพฤกษ์ คุณมีสิทธิ์อะไรที่จะบอกว่า คนแม่งโง่ฉิบหาย แดกข้าวแกงกันอยู่ได้ ไม่ยอมแดกร้าน .. คุณไม่มีสิทธิ์นะ

ผมไปดูหนัง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า กับแม่ แม่อยากดู ผมก็หัวเราะขี้แตกขี้แตนนะ มันก็มีช่วงฝืดเต็มไปหมด ไม่ตลกเลย แต่พอเวลาตลกทีนึง ผมก็ขำฉิบหายเลยเหมือนกันนะ แม่ผมดูไม่รู้เรื่องเลย พอออกมาแล้วก็จบกัน หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ในหัวอีกต่อไป ผมก็ไม่ได้ซื้อ DVD มาเก็บหรือมาศึกษาหรอกนะ แต่ผมก็ยอมรับ

Hi-class : ตลกคาเฟ่ก็ไม่ใช่ตลกไร้เดียงสา

มันไม่มีเหตุผลที่คุณจะไปดูถูกตลกคาเฟ่ สังคมนี้มันเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา คุณดูละครในทีวีสิ ที่มันฮิตๆ กันน่ะมันไร้เดียงสาทั้งนั้น อีตัวอิจฉาเนี่ย เราไม่เคยเห็นตัวจริงๆ แบบที่เดินๆ บนถนนไม่เห็นมีเลยนะ แต่ว่าคนก็เชื่อกัน

Hi-class: น่าจะเรียกว่าสังคมตีสองหน้า

ไอ้ตีสองหน้ามันเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นมันกระทำ แต่ว่าตัวสังคมที่ยอมรับนั่นคือความไร้เดียงสาครับ

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจนิดนะว่าภาพยนตร์ในสังคมไทยมันไม่ถูกนับเป็นศิลปะนะ มันเป็นความบันเทิง ขอโทษคุณไม่ได้อยู่ในฝรั่งเศสนะโว้ย แบบที่มีวัฒนธรรมการดูหนังแข็งแรงมากๆ มีซีเนมาเธค

การที่คุณไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง มัวแต่นั่งดูถูกสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันน่าเสียดายตรงที่ว่า จริงอยู่ 80% ของไอ้แบบนี้ มันอาจจะเป็นขยะ แต่การคิดอย่างนั้นแล้วตั้งแต่ต้นเป็นการลิมิตตัวเองซึ่งบางครั้งมันก็น่าเสียดายทำให้คุณพลาดอะไรดีๆ ที่ดีจริงๆไป

ผมเคยนั่งคุยกับ เหลือเฟือ มกจ๊ก เขาเล่าให้เราฟังวิธีการปล่อยมุขของหัวหน้าวงตลก ซึ่งต้องควบคุมจังหวะของการแสดงให้ได้ ไม่งั้นมันจะไม่ตลก แล้วพวกนี้ประสบการณ์จะเยอะมาก ไหวพริบจะสูงมาก สมมติเขาเปิดมุขนี้มา เซ็ทอัพมุขนี้มา ไอ้กระเทยต้องวิ่งขึ้นมา แล้วมันต้องล้มพอดี โชะ .. แต่ตอนที่วิ่งขึ้นมาแม่งสะดุดพรมนิดหนึ่ง ไม่ล้มนะ แต่มันมีเสี้ยววินาทีอย่างนี้ เค้ารู้ทันทีเลยว่ารับมุขไม่ได้ เค้าต้องไปเล่นอย่างอื่นก่อน เสร็จแล้วค่อยกลับมาแล้วถึงจะฮา โอ้ โฮ .. นี่มัน เป็นศาสตร์ที่มหัศจรรย์เหมือนกันนะ ตลกคาเฟ่เขาก็ไม่ใช่งี่เง่า ผมรู้สึกว่าเขาก็มีคลาส มีสิ่งดีๆหลายอย่างซึ่งน่าเสียดายที่คุณก็จะต้องพลาดมันไป

Hi-class : เพราะเหตุใดในใจคนไทยถึงมีพื้นที่พิเศษให้กับหนังฝรั่ง เช่น ถ้าเป็นหนังฝรั่งก็จะสามารถยอมรับพระเอกนางเอกไม่หล่อได้สบายๆ แต่หนังไทยถ้านางเอกไม่สวยพระเอกไม่หล่อ ไม่ดู

ส่วนตัวคนไทยก็คงรู้สึกต่ำต่อยกว่าฝรั่งอยู่แล้ว สังคมนี้ถูกปลูกฝังให้คิดอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ ? ฝรั่งจะฉลาดกว่าเรา ฝรั่งจะดีกว่าเรา

Hi-class: ตัวคุณเองเคยมีความรู้สึกนี้ติดอยู่ในใจบ้างไหม

ไม่มี เพราะผมสนใจเรื่องอื่นมั้งฮะ ผมถูกปลูกฝังให้คิดตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ผมทำงานกับฝรั่ง แม่ผมทำงานสถานทูตอเมริกา พ่อผมเคยอยู่ BBC ที่อังกฤษ ชีวิตผมเห็นฝรั่งเต็มไปหมดเลย

ซึ่งนอกจากผมจะเข้าใจได้แล้ว ถ้ามีโอกาสก็พยายามที่จะทำลายล้างความรู้สึกนั้นให้ได้ด้วย ผมไม่อยากให้คนคิดว่าฝรั่งต้องดีกว่า แต่ผมก็ไม่คิดว่าต้องอนุรักษ์ความเป็นไทย เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องเผ่าพันธุ์ ผมเชื่อว่าการที่คนชอบกันแล้วมันคบหากัน เป็นด้วยเหตุผลอื่นจริงๆ เช่นเหตุผลว่ามันชอบฟังเพลงเหมือนกัน ชอบดูหนังประเภทเดียวกัน มันชอบแดกเหล้าเหมือนกัน มันชอบความไร้สาระเหมือนกัน ชอบนั่งคุยเฮฮาปาร์ตี้เหมือนกัน คนมันแบ่งด้วยอย่างงั้นมากกว่า

ผมไม่ค่อยได้คิดเรื่องนี้ ทุกครั้งเวลาผมจะต้องเดินทางไปเมืองนอก ต้องไปขอวีซ่า จะรำคาญทุกครั้งเลย ทำไมกูไปไม่ได้วะ มีปัญหากับเจ้าหน้าที่กงสุลทุกครั้งฮะ พอใครเป็นเป็นเจ้าหน้าที่กงสุลได้นั่งอยู่หลังไอ้กระจกต้องกร่างทุกคนเลย ไม่รู้เป็นห่าอะไร คือผมทะเลาะกับแม่งทุกที่เลย มันเป็นความหมั่นไส้ส่วนตัวอยู่แล้ว มึงไม่มีสิทธิ์ ที่จะห้ามกูไปประเทศนั้นประเทศนี้ เพราะฉะนั้นมึงอย่ามาทำเสียงแข็งเสียงเขียวกับกูนะ ผมหมั่นไส้มาก ยิ่งสถานทูตอเมริกา…ให้ตายห่า แม่ง ต้องมายืนเข้าแถวกัน แล้วผู้ช่วยไปก็ทำเรื่องแทนไม่ได้นะ คุณต้องไปเข้าแถว และคุณจะเห็นคนไทยทุกคนกลัวไม่ได้ไปทั้งนั้นเลย

ผมรู้สึกโกรธมาก ทำไมอยากจะไปกันนัก ประเทศแม่งโคตรจะจัญไร ไอ้ที่ทุกวันนี้มันมีระเบิดพลีชีพก็เพราะว่ามันแบ่งแยกกันอยู่อย่างนี้ไง การแบ่งแยกมันจะสะสมๆ เป็นพันปี ในที่สุดเมื่อถึงวันหน ึ่ งมันก็กลายเป็นความเชื่อที่แตกต่าง

Hi-class: แนวคิดเริ่มต้นในการแบ่งแยก หรือทำเรื่องใหญ่ๆ มักมาจากคนกลุ่มน้อย

ใช่ฮะเป็นไปได้ แต่คนทั่วไปยอมรับคนกลุ่มน้อยที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น เหตุการณ์บรรลัยในโลกที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าคุณไปเริ่มไว้เมื่อตั้งแต่กี่ร้อยปีแล้ว ตอนนี้มึงจะแปลกใจทำไมว่าโลกมันเป็นแบบนี้ มึงทำกันมาใช่มะ

Hi-class: เวลาที่คุณทำหนัง คุณรู้สึกว่ากำลังทำงานใหญ่ๆ หรืองานเล็กๆ

เล็กฮะ เล็กมาก

Hi-class: ผู้กำกับอย่างคุณเคยมีคนมากรี๊ด หรือเคยมีสาวๆ มาเสนอตัวให้บ้างไหม

มี….แต่ไม่เยอะ (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้…มีจริง เมื่อก่อนคนที่เขามาเสนอตัวจะมาเล่นหนัง เขาต้องมีฝีมือจำนวนหนึ่งมาก่อนถึงจะเป็นดาราได้ ในขณะที่การเป็นดาราเดี๋ยวนี้มันเป็นกันง่ายมาก

Hi-class: คุณอยากดังไหม

เอาเป็นว่าผมอยากมีชื่อเสียงประมาณหนึ่งละกัน เพราะว่าการมีชื่อเสียงมันดีนะ

Hi-class: คุณมองความดังว่ามีมูลค่าหรือให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

มันดีตรงที่ว่ามันสามารถช่วยในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ให้มันทำได้สะดวกขึ้น พูดกับนายทุนก็ง่ายขึ้นหรือสมมติผมอยากได้ดาราคนหนึ่งมาเล่นหนังของผม ถ้าเขาชอบหนังเราอยู่แล้วมันก็ดีฮะ ความดังเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ค่อยอยากดังมากหรอก

Hi-class: คุณเคยคิดอยากลองดังสุดๆ แบบเบิร์ด ธงชัย หรือแบบป๊อด โมเดิร์นด็อก ดูบ้างหรือเปล่า

มันก็คงจะรู้สึกไม่ดีหรอกฮะ แล้วผมก็คงไม่มีคุณสมบัติอย่างนั้นหรอก สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันทำได้เลยคือมันต้อง please คนจำนวนมาก คุณต้องเก็บอะไรไว้หลายอย่างที่อยากจะทำ แต่ไม่ได้ทำ ผมไม่มีต่อมนั้นนะ

Hi-class: เคยมีบ้างไหม ที่เกิดความรู้สึกว่าจะไม่อยากทำหนังต่อไปอีกแล้ว

ไม่เคย ผมไม่ได้ทำหนังบ่อยนะ ทำ 2 ปีเรื่อง 3 ปีเรื่อง แล้วหนังผมมันหาเงินยาก กว่าจะได้ทำอย่าง อินวิซิเบิลเวฟ เขียนบทเสร็จแล้ว พร้อมทุกอย่างแล้วต้องรออีกตั้งปีหนึ่งกว่าจะได้เงินครบ แต่หนังของผมจะดีอย่างคือไม่ต้องใช้เงินมาก ทำให้ระบบบริหารกองถ่ายของเราต้องมีประสิทธิภาพมาก เหลวไหลไม่ได้ ไม่มีเงินให้ผลาญ ตัวตนจะชัดเจน และถ้าหนังมันชัดเจน คนที่มาลงทุนก็จะไม่ใช่คนที่เซ่อซ่า คิดว่าจะได้หนังแบบ ทอม แฮงค์ แล้วพอหนังออกมาแล้ว อ้าว อะไรวะเนี่ย เซ็ง ฉิบหาย ทุกคนก็จะรู้ว่ามาแล้วเขาจะได้อะไร

Hi-class: งานของคุณขึ้นอยู่กับตัวนักแสดงเป็นหลัก คำว่า ‘ นักแสดงที่มีความสามารถสูง ‘ สำหรับคุณคืออะไร ? และนักแสดงไทยมักจะติดปัญหาตรงไหน ?

นักแสดงที่มีความสามารถสูง คือ เขาทำให้เราเชื่อได้

สิ่งที่ดาราไทยติดปัญหาก็คือเรื่องระเบียบวินัย คืออย่างนักแสดงวินัยมันต้องสูงมาก อย่างหมิว อย่างอุ้มพวกนี้สมาธิสูงมาก ถ้าอยู่ฮอลลีวูดก็คงดัง เพราะมีสมาธิผิดมนุษย์ไงฮะ หนังผมทุกเรื่องนักแสดงสำคัญสุด อย่างอื่นสำคัญรองหมด การตัดต่อสำคัญรองลงมา สคริปท์ดีไม่ดียังเป็นเรื่องรอง ต่อให้คุณมีสคริปท์ที่ปานกลางไม่ต้องดีมากแบบเบื่อๆ แต่คุณได้นักแสดงที่ดีไหวพริบดีหนังคุณขึ้นไปได้เลยนะ

Hi-class: การทำงานหนังอย่างทุกวันนี้ จะส่งผลกับชีวิตส่วนตัวของคุณต่อไปอย่างไรบ้าง มองอนาคตการแต่งงาน มีครอบครัวเอาไว้แบบไหน ?

ครอบครัว…มันคงยากนะเพราะอายุเยอะมากแล้ว แล้วผมอยู่คนเดียวมานานมาก การมีความสัมพันธ์แบบนี้มันต้องการการดูแลแบบดีมาก ซึ่งผมคงไม่มีความสามารถจริงๆ ที่จะดูแลความสัมพันธ์แบบนี้ได้ขนาดนั้นน่ะ

แฟนผมเป็นคนต่างชาติเยอะ คนจีนบ้าง คนฝรั่งเศสบ้าง คือไอ้เราก็นึกว่า โห .. แฮปปี้ ดีฉิบหายเลยเพราะว่าเวลาเจอกันก็สุดยอดเลย ทุกอย่างเยี่ยมมากแล้ว เวลาไม่เจอกันผมก็รู้สึกดี แล้วเดี๋ยวก็รอเจอกันแล้วผมสามารถรอยู่อย่างนี้ได้ ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้นะ ผมสามารถมีความสัมพันธ์กับคนในแบบนี้อยู่จนอายุ 80-90 จนตายเลย สบายมาก เพราะผมชอบคนยาก ถ้าผมคบใครแสดงว่าชอบแล้ว พอตอนหลังเค้าก็มีคนอื่น เพราะเขารู้สึกว่า…ก็ไม่รู้เห็นมึงยุ่งๆ ก็นึกว่าไม่แคร์ (หัวเราะ) คือส่วนใหญ่ ผู้หญิงเค้าก็ทิ้งผม (หัวเราะ) มีคนมาบอกผมว่าบางครั้งการที่ผู้หญิงเค้าทำท่าชอบคนอื่น นั่นหมายถึงเขากำลังส่งสัญญาณให้คุณรู้ เพื่อที่จะให้คุณไปจัดการอะไรบางอย่าง แต่สมมติแฟนผมส่งสัญญานแบบนั้น ผมจะบอกว่าอ๋อ เหรองั้น โอเค ขอให้โชคดี เพราะผมไม่สามารถจะเที่ยวไล่แข่งขันกับคนอีกคนหนึ่ง ผมทำไม่เป็นจริงๆ ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ ผมก็ไม่อยากให้เค้าไปจากผนะ แต่ว่าผมจะไปแย่งมันได้ยังไง เพราะผมรู้สึกว่าทุกคนมีอิสรภาพตรงนี้ แล้วคุณก็ต้องมีความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์นี้ซิวะ แต่ว่าโลกมันไม่เป็นอย่างงั้น

Hi-class: ภาพความรักในหนังของคุณมักจะแปลก และไม่สมหวัง

ลึกๆ ผมอาจจะเป็นคน ROMANTICIZE ความรักไม่ค่อยสมหวังเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่ามันโรแมนติกดี

Hi-class: ความรักส่วนใหญ่ในโลกเป็นรักไม่สมหวังนะ โดยเฉพาะ ‘ รักแท้ ‘ ไม่มีคำว่าสมหวังหรอก จริงไหม ?

ใช่ฮะ…จริง

Related contents:

You may also like...