อนุตร โชติกะพุกกนะ

Rolleiflex ผู้อยู่เบื้องหลังความทรงจำ

อดีตมักเป็นสิ่งที่น่าจดจำ หากไม่เช่นนั้นกล้องถ่ายรูปก็ไม่น่าจะขายดีถึงเพียงนี้ มีการพัฒนาในหลายรูปแบบเพียงเพื่อจับความทรงจำนั้นมาไว้ในภาพเหมือน แต่อุปกรณ์ชนิดนี้ย่อมกลายเป็นอดีตเช่นกันเมื่อผ่านกาลเวลา และการพัฒนาของรุ่นใหม่

ขณะที่ใครหลายคนปลาบปลื้มอดีตที่กล้องถ่ายรูปเป็นผู้สร้าง แต่ อนุตร โชติกะพุกกนะ ผู้จัดการฝ่ายการขายบริษัท Duco International ตัวแทนจำหน่ายกระดาษรายใหญ่ของเมืองไทย กลับลุ่มหลงผู้อยู่เบื้องหลังตัวนี้โดยเฉพาะตระกูล Rolleiflex จนกระทั่งเกิดการสะสมเรื่อยมากว่า 5 ปี

“ ตอนเด็กๆ ผมมีอยู่ยี่ห้อหนึ่ง พ่อผมสอนถ่ายรูปมาตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อมีกล้องอยู่ตัวหนึ่งเรียกว่า canonic เป็น Canon แมนนวลหมดครับ พ่อให้มาก็ใช้ตัวนี้ไปเรื่อย หลังจากที่ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาพ่อจึงให้กล้องของคุณปู่ซึ่งให้พ่อมาอีกทีเป็น Rolleiflex ได้มาปั้บ!มันเป็นกล้องอะไรนี่ ทำไมมันเท่ห์ดี ลองไปถ่าย ก็ถ่ายดี รูปก็ออกมาดี ก็เริ่มมีความสนใจไปหาข้อมูลเรื่องกล้องว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร ก็เลยเริ่มสะสมทีแรกกะจะซื้อว่า เออ! มี Normal Lens ตัวหนึ่งเรียกว่าเป็นเลนส์ 80 ตัวเดียวก็จบแล้ว พอได้มาตัวหนึ่ง โอโฮ! ดีโว้ย! เดี๋ยวดู Tele อีกตัวซิ เพราะ Rolleiflex นี่มัน fix Lens หมดเลย มันจะมี 80 ก็ 80 จะมา 80 – 200 ไม่มี ผมก็เลยค่อยๆ ดู พอได้ Tele ปุ๊บ เขาบอกว่า Lens wide หายากที่สุด เขาเรียกว่า Wide Angel ก็เลยเอาจนได้ คือเก็บเงินแล้วซื้อจนได้ ตอนหลังมันก็มี Type1 Type2 Type3 อะไรอย่างนี้ จึงเริ่มสนุก ”

ในจำนวนกล้อง 20 กว่าตัว Rolleiflex ก็ครองคะแนนเสียงไปกว่าครึ่งโดยเขาให้เหตุผลว่า

“ คือผมชอบ Film แบบ Medium format เป็น 120 ความละเอียดสูง แล้วถ่ายออกมาเป็น 6×6 ซม. เพราะฉะนั้นภาพออกมาก็จะเป็น Square เราสามารถจะมา crop ได้โดยที่ภาพไม่เสียคุณภาพ อย่างเช่น film 35 เล็กๆ ยิ่ง crop ก็ยิ่งแตกเข้าไปใหญ่ อีกอันหนึ่งชอบโดยตัวกล้องเพราะ Lens ดีมากส่วนมากจะเป็น คาร์ลไซล์ ของเยอรมันหมดเลย แล้วก็โดย Mechanic ของมัน ผมว่า ดีไซด์ มาตั้งแต่ปี 1929 แล้วก็ค่อยพัฒนามาเรื่อยๆ 50 – 60 ปี รู้สึกว่าเก่งมากที่ทำได้ขนาดนี้ ไม่รู้ซิผมว่าถ่ายออกมาแล้วดี ชอบ! ”

ด้วยเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ เรียบๆ เขาจึงชอบกล้องเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรุ่นเก่าเพราะความเป็นกลไกที่สามารถเล่นกับมันได้ ทำให้รู้สึกสนุกและเป็นคุณค่าทางจิตใจ

“ ผมว่ามันมีคุณค่าทางใจหนึ่ง แล้วในแง่ของการลงทุนสอง และอันที่สามคือ ถ่ายรูปมันเป็น Hobby แล้วบางทีอาจจะเป็นอาชีพได้ด้วยซ้ำถ้าเกิดเอาจริงๆ

“ ส่วนเวลาที่ผมมอบให้ก็เวลาว่าง เวลาลูกหลับอะไรอย่างนี้ครับ หรือบางทีเสาร์อาทิตย์อาจจะแอบไปถ่ายรูป แต่ถ้าเอาลูกไปด้วยบางทีก็ให้แฟนดู ผมก็ไปเดินถ่ายรูป พอกลับก็มารับเขาไปกินเข้าเที่ยงแล้วอยู่แถวนั้นครับ ทุกวันนี้ก็ยังมานั่งดู บางทีก็มานั่งหมุนลานแล้วก็กดไม่งั้นเดี๋ยวลานมันติด บางทีก็มานั่งดูเพลินๆ ก็สนุกดี ไม่รู้ทำไมโรคจิตเหมือนกันนะ รู้สึกว่าโอโฮ! ทำมาได้ขนาดนี้ประณีตมาก โดยเนื้องานหรือโดย Mechanic ข้างใน รู้สึกว่ามันอัจฉริยะเมื่อก่อนมันทำได้ไง แบบว่าเก่งนะ ”

Related contents:

You may also like...