ว.วชิรเมธี

ธรรมะติดปีก

ในขณะที่ทางโลกมีมุมมองหลากแง่ต่อวิถีแห่งเมรัย แต่ในทางธรรมฟากของพระพุทธศาสนาก็มีทัศนคติที่น่าสนใจถึงบทบาทของสุราต่อการพร่าสติออกจากตัวคน ว.วชิรเมธี ปราญ์แห่งธรรมะอธิบายถึงที่มาของศีลข้อที่ 5

“ อาตมาขอยกตัวอย่างว่าเมื่อเราดื่มสุราเมรัย รวมถึงสิ่งเสพติดทุกประเภทที่ทำให้ขาดสติ 1. เราเสียทรัพย์ 2. ก็คือเราเสียสุขภาพ 3. ก็คือมันบั่นทอนกำลังสติปัญญา 4. นี่เป็นที่มาของความระแวงสงสัย เวลาเกิดเหตุเกิดเรื่องอะไรต่างๆ คนเขาก็จะมองไปที่ขี้เหล้า ขี้ยาก่อน 5. มันจะทำให้ขาดสติ เมื่อขาดสติปุ๊บเป็นประตูเปิดไปสู่ความเสื่อมได้ทุกรูปแบบ คนเราถ้าไม่มีสติเท่ากับว่าเป็นศพไปแล้วครึ่งหนึ่งใช่ไหม และประการที่ 6. สุราเมรัยนี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมโยง ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนจากคนไปเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ ไปเป็นสัตว์นรกก็ได้ ไปเป็นเปรตก็ได้ ทำให้จิตใจของคนนั้นเสื่อมคุณภาพ ”

โทษของสุราสำแดงฤทธามาแต่ครั้งพุทธกาล วิธีการกำหนดขอบเขตของการไม่ประพฤติตนไปในทางเสี่ยงต่อการตกเป็นทาสอันเกิดจากการขาดสติเพราะฤทธิ์สุราจึงถูกบัญญัติมาเพื่อปกป้อง แต่ใช้ไม่ได้กับทุกชีวิตเสมอไป แม้จะเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาก็ตาม

“ อันที่จริงเหล้าหรือสุราเมรัย เครื่องดองของเมานี้ มันเป็นเครื่องดื่มที่มีมาแต่บรรพกาล ทุกๆ วัฒนธรรมในโลกรู้จักเครื่องดื่มชนิดนี้นะ เพียงแต่ว่าเราเรียกมันต่างกันเอง แต่โดยคุณภาพก็คือดื่มแล้วเมา ทำให้กล้า ขาดสติ ตัวที่ทำให้กล้านี่เขาจึงเรียกว่าสุรา เพราะสุราหรือสุระนี่แปลว่ากล้า ถ้าแปลให้ตรงกว่านั้นก็แปลว่า ไร้ยางอาย หรือหน้าด้านนั่นเอง

“ อาตมาคิดว่าศีล 5 ในพระพุทธศาสนา ท่านวางเอาไว้เด็ดขาดเลยว่าสุรานี่เป็นของไม่ควรดื่มด้วยประการทั้งปวง ไม่มีบทเฉพาะกาลให้ว่า ถ้าอยู่ในเมืองหนาวดื่มได้ หรือถ้าป่วยดื่มได้ คือถ้ามีบทเฉพาะกาลอย่างนี้ปุ๊บ คุณรู้ไหมว่ามนุษย์นี้มันเจ้าเล่ห์มารยาแค่ไหน ”

“ กฎหมายมีช่องว่างปุ๊บนี่เขาใช้ช่องว่างนั้นทันที ภาษาพระเค้าเรียกว่าการเลี่ยงบาลี มันจะมีคนจำนวนมากที่รอเลี่ยงบาลีจากช่องโหว่ของกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติสิกขาบท ท่านจึงบัญญัติไว้เด็ดขาดเลย ไม่ว่าจะกรณีใดใดทั้งสิ้น การไปดื่มสุราเมรัยก็ถือว่าเป็นการละเมิดศีลขั้นพื้นฐาน ”

เจ.เค. โรว์ลิ่ง กล่าวไว้ในบทประพันธ์ แฮร์รี่พอตเตอร์ ตอนถ้วยอัคนี ว่า…แม้ในที่มืดมิดที่สุดก็สามารถค้นพบแสงสว่างได้… สรรพคุณของสุราอาจเป็นยาได้ด้วยการเสริมฤทธิ์ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

“ จริงๆ แล้วก็จะมียาดองอยู่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่ายาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เป็นยาดองด้วยน้ำผลไม้ ซึ่งเมื่อดองไปมากๆ อาจจะคล้ายกับพวกเบียร์ คือดูสี ดูกลิ่นแล้วอาจจะเหมือนสุรา แต่ถ้ามันทำให้เกิดความมึนเมานี่ถึงแม้มันจะมาในรูปของยาดอง ที่เราเรียกกันว่าดื่มเป็นเภสัช ดื่มเพื่อรักษาโรคก็ตาม ถ้าเมื่อดื่มเข้าไปแล้วทำให้เราขาดสติ ก็ถือว่าเป็นการละเมิดศีลอยู่นั่นเอง

พุทธบัญญัติต่อปริมาตรการดื่ม เพื่อมิให้หลงในรูปและรสจนขาดสติสัมปชัญญะ

“ ศีลจะขาดก็คือ ถ้าล่วงลำคอเข้าไปอึกหนึ่งนะถือว่าศีลขาดแล้ว ละเมิดศีลข้อ 5 ได้แล้ว หมายความว่าถ้าเรารินสุรามาสักแก้วหนึ่ง ดื่มให้ล่วงลำคอเข้าไปกลืนได้อึกหนึ่ง อันนี้ก็ละเมิดศีลได้แล้ว ไม่ต้องรอให้หมดเป็นขวด เป็นกลม เป็นแก้วนะ(หัวเราะ) ”

ในมุมพุทธศาสนา ‘ นักดื่ม ‘ และ ‘ ขี้เมา ‘ เอาอะไรมาวัด หรือตัดสิน

“ คนขี้เมาก็คือ ดื่มจนเมาแล้วก็ขาดสติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก่อความเสียหายทั้งต่อตัวเอง ทั้งต่อคนอื่น กลายเป็นคนวิกลจริตในทางสติปัญญาไป แต่นักดื่มก็คือผู้ที่ดื่มแล้วสติสัมปชัญญะสามารถครองเนื้อครองตัวได้ แต่อย่างไรก็ตามทั้งขี้เหล้าและนักดื่ม อย่างชนิดที่ว่าดื่มแบบผู้ดี ดื่มแบบมีรสนิยมก็ตามนะ ทั้ง 2 ประเภทนี้ถ้าเอามาตรฐานทางพระพุทธศาสนาเข้าไปวัด ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ตั้งอยู่ในความประมาทอยู่นั่นเอง เพราะว่าคนที่ไม่ประมาทที่แท้จริงเขาไม่ข้องแวะกับอบายมุขโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ”

สังคมปัจจุบันถูกมอมเมาจนแยกเมรัยออกไปจากความเป็นจริงได้ไม่ชัดเจนนัก มายาเมรัย ทำอย่างไรให้เห็นความจริง

“ อาตมาคิดว่าน่าเป็นห่วงมาก แต่เราคงไปโทษรัฐบาลฝ่ายเดียวไม่ได้ เช่น ณ เวลานี้มีนโยบายสุราเสรีใช่ไหม ที่ทำให้ชาวบ้านชาวช่องน่ะ เอาเหล้าเถื่อนมาต้มได้อย่างเสรี แล้วก็กลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ขณะเดียวกันในระดับประเทศชาตินี่ก็มีนโยบายที่เปิดกว้างให้มีนโยบายผลิตเครื่องดื่มมึนเมา หลายประเภทจนตอนนี้จำชื่อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ กันไม่หวาดไม่ไหว ”

“ คือจะเห็นว่าตอนนี้นะ นอกจากเหล้าเถื่อนที่มาในคราบของผลิตภัณฑ์ OTOP แล้ว ก็ยังมีเหล้าหรือสุราหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อีกมากเหลือเกิน จำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว นอกจากสิ่งเหล่านั้นจะทำหน้าที่ในฐานะเครื่องดื่มแล้ว มันยังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันทำหน้าที่ให้เกิดการบริโภคในสิ่งที่เรียกว่า การบริโภคยุคสมัย บริโภคเทรนด์ หรือบริโภคอัตลักษณ์ เช่น ใครดื่มเบียร์ชนิดนี้แล้วดูเป็นผู้ดี หรู มีระดับ หรือดื่มเบียร์ชนิดนี้แล้วดูมีความเป็นคนไทยสมบูรณ์ ดื่มเหล้าชนิดนี้แล้วเป็นผู้ชายตัวจริง ”

“ อาตมาคิดว่า คนที่ดื่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้นอกจากว่า เขาจะดื่มสิ่งมอมเมาทางกายแล้ว เขายังดื่มสิ่งมึนเมาทางจิตวิญญาณ ที่มันมาในรูปของแคมเปญในรูปของคำขวัญ หรือ motto ต่างๆ ที่เราเรียกว่าเป็นการบริโภคอัตลักษณ์ หรือบริโภคอุปทาน

“ คนเหล่านี้จะมอมเมา 2 ชั้นนะ 1. มอมเมาทางกายก็คือเมื่อเหล้าเข้าปาก แอลกอฮอล์ เข้าปากแล้ว ระบบประสาทของเราสูญเสียสมรรถภาพทางการทำงาน 2. มอมเมาทางจิตก็คือใจนั้นผิดปกติ ทีนี้พอจิตใจผิดปกติเราก็มีความคิดความเชื่อที่ผิดไปด้วย คือคิดว่าการดื่มสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดแต่เป็นความหรู ความมีระดับ เป็นชีวิตที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงแล้วก็ดูมีความเป็นอารยะ เห็นไหมว่าเราเมากัน 2 ชั้น 1. เมาทางกาย 2. เมาทางจิตวิญญาณ แล้วสิ่งที่น่าอันตรายมากที่สุดก็คือสิ่งซึ่งขัดต่อจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติทั่วโลก ”

เมื่อเรื่องพรรค์นี้กลายเป็นธรรมดาสามัญ อนาคตข้างหน้าของไทยจะอยู่ในทิศทางที่น่าเฝ้ามองทีเดียว

“ ในทุกๆศาสนาไม่เห็นด้วย ได้กลายเป็นสิ่งซึ่งถูกทำให้ชอบธรรมเป็นกฎหมายของประเทศไทย แล้ว ณ เวลานี้ คนไทยส่วนใหญ่ได้ชื่อว่าดื่มเหล้าติด 1 ใน 5 ของโลก ในอนาคตอาตมาคิดว่าคนไทยจะเมากันทั้งกลางวันทั้งกลางคืน เมาทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ สังคมไทยในอนาคตเป็นสังคมที่น่าเป็นห่วงมาก เราจะมีทรัพยากรบุคคลที่ง่อยเปลี้ยเสียขา ในทางกายและในทางปัญญามาก เดือนเมษาซึ่งเป็นเดือนเทศกาลสงกรานต์ ปีหนึ่งๆ นั้นคนไทยกลับไปบ้านแล้วเสียชีวิตเพราะสุราเท่าไร อาตมาภาพเรียกเดือนเมษาว่าเทศกาลแห่งความตาย ตายเพราะอะไร กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ตายเพราะดื่มเหล้าแล้วขาดสติทั้งนั้น ”

Related contents:

You may also like...