นพพร วิฑูรชาติ

J Avenue ศูนย์รวมความหลากหลายในวิถีการจับจ่ายที่มีระดับ

อาคารรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวทันสมัยถูกใจคนเมือง ในซอยทองหล่อ กับคำนำหน้าชื่อคือ J. อาจจะตรงกันข้ามกับภาพที่สะท้อนในจอประสาทตา แต่ใครจะรู้ว่ามอลล์แห่งนี้ได้ชื่อมาจากการประกวดของประชาคมชาวญี่ปุ่นย่านทองหล่อนั่นเอง

“ ผมจบทางด้านวิศวะฯ คอมพิวเตอร์มา แล้วก็มาทำพวกธุรกิจให้เช่า พวกตลาดอะไรพวกนี้มาระยะหนึ่ง แล้วก็ตั้งบริษัทกับเพื่อนร่วมงานที่ทำเครือซีเมนต์ไทยมาด้วยกัน ชักชวนกันทำ มีทั้งเพื่อนร่วมงานเก่า เจ้านายเก่า ทำแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลย ทำศูนย์การค้าที่เรียกว่า small to medium scale หรือภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า open air center ต่างๆ ศูนย์การค้าแบบเปิดนะ ก็มีหลายประเภท ให้ครบทุกประเภทเลย ”

เบื้องหลังของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นพพร วิฑูรชาติ เจ้าแห่งธุรกิจศูนย์การค้าขนาดกลางซึ่งมีดีไซน์ไม่ซ้ำแบบใคร นอกเหนือจากเติบโตมาในรุ่นที่ 4 ของครอบครัวคนทำตลาด แต่ทิศทางลมที่เขาสัมผัสนั้นสร้างชื่อให้กับสยามฟิวเจอร์ไม่น้อย อาทิ Jusco บางบอน Jusco ประชาอุทิศ Tops Supermarket นางลิ้นจี่ Tops market place และอื่นๆ ก่อนที่จะมาลงตัวกับ J Avenue รวมถึงที่จะเปิดตัวตามมาอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา

“ J Avenue มันก็คือศูนย์การค้าหรือมอลล์ประเภทหนึ่ง เราเรียกว่าไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ เพียงแต่เราไม่ได้เรียกว่ามอลล์ ที่เมืองนอกเค้ากำลังเป็นที่ได้รับความนิยมมากไอ้เจ้าไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์พวกนี้นะ เค้าเรียกว่า Boutique คล้ายๆ กับคำว่า Boutique shopping center ถ้าพูดกันง่ายๆ

“ เกี่ยวกับคำว่า Boutique แทนที่จะไปอยู่ตึกที่มีแต่บันไดเลื่อนก็เป็นข้างนอกมีลานเดินเล่นข้างสนามหญ้า แทนที่จะมีแต่ไฟนีออนก็ไปเป็นแสงธรรมชาติข้างนอก แสงอาทิตย์มันสาดถึง แทนที่จะนั่งเก้าอี้พลาสติกในร้านฟาสต์ฟู้ดมันก็กลายเป็นนั่งเก้าอี้โซฟานิ่มๆ เก้าอี้หวายเอาท์ดอร์สบายๆ รีแล็กซ์ ร้านอาหารก็จะเป็น Mall Relax มันจะมีเรื่องของบันเทิงมาเกี่ยว จะจับลูกค้ากลุ่มที่มีระดับขึ้นมาหน่อย ต้องเป็นย่านที่คนมีกำลังซื้อ ที่ลูกค้าสามารถเป็น for lifestyle พื้นที่ศูนย์ก็ประมาณซัก 1 หมื่นตาราเมตร ”

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ทิศทางลมในประเทศต่างๆ ที่มีศูนย์การค้าประเภทนี้ได้รับความนิยม ไม่แปลกนักหากจะเอามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจศูนย์การค้าในประเทศที่ชอบความแปลกใหม่และมีสไตล์สากลนิยม

“ มีการประกวดตั้งชื่อกัน ตั้งแต่เราทำ marketplace อยู่แล้วก็มีคอนเซปต์อยู่แล้ว เน้นเป็น shopping center เราอยากจะฉีก J Avenue ให้มัน target ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

“ ที่จริงรูปแบบก็คล้ายๆ กัน กึ่งมอลล์น่ะ lifestyle center ก็จะมี entertainment เข้ามาด้วย เลยมีเป้าหมายว่าจะเป็นญี่ปุ่น ลูกค้าญี่ปุ่นเยอะหน่อย อยากเลือกสินค้าบริการ ให้มันไปทางร้านอาหารก็เป็นร้านญี่ปุ่น ก็เน้นสินค้าเป็นญี่ปุ่น มีร้านบริการต่างๆ ก็เป็นของญี่ปุ่น อย่างร้านทำผม ทำเล็บ ก็เลยประกวดชื่อกัน ในวงการสมาคมคนอยู่ทองหล่อแล้วก็ พวกลูกค้าสมาคมที่เป็นชาวญี่ปุ่นก็มีเสนอมาจนมีชื่อที่ได้ชนะเลิศ เป็น J Avenue จริงๆ อาจจะบอกว่าเป็น Japan ก็ได้ จริงๆ แล้ว target เราที่เป็นลูกค้าญี่ปุ่นเราแค่ 30% เท่านั้นเอง ต่างชาติ ญี่ปุ่น ฝรั่ง แค่ 30% เท่านั้นเอง 70% เป็นลูกค้าคนไทยนี่เอง ”

การจัดพื้นที่ของ J. มีทั้ง indoor มีร้านอาหาร มีร้านเสื้อผ้า และมีส่วน outdoor มีสีสัน และความทันสมัยผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว

“ คอนเซปต์ของศูนย์ฯ ก็เป็นส่วนเรื่องของ lifestyle ที่จัดให้ลูกค้ามาแล้วมีบรรยากาศที่ได้พักผ่อนมีความบันเทิง ก็มีบันเทิง indoor อย่าง bowling บันเทิงที่เป็นที่ outdoor มีน้ำพุ ต้นไม้ จากนั้นมีส่วนที่เป็นสินค้าจับจ่ายใช้สอยจริงๆ ก็ต้องมี เช่นในส่วนของ ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต้อง outdoor ก็เดินเข้าไปซื้อของแล้วกลับบ้าน ร้านอาหารสักร้านที่เป็น full table service restaurant มันก็จำเป็นต้องมี เป็นส่วนที่เรากันเป็นโซนๆ ไว้ ที่ชั้น 3 ก็เป็นร้าน personal services ร้านที่ให้บริการสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันที่ใช้กันทั่วไป อย่างร้านทำผม ร้านทำเล็บ ร้านอาหารหมา สารพัด ”

Related contents:

You may also like...