จามิกร แสงสิริ

จินตภาพ การเดินทาง และความทรงจำ

ความเป็นมาก่อนหน้าที่จะมาทำงานถ่ายภาพ?
ผมเรียนมาทางด้านออกแบบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พอจบมาก็ทำงานออกแบบเครื่องมือแพทย์ พวกเวชภัณฑ์ สักพักหนึ่งปี 2527 ทำงานได้ปีเดียวก็ออกมา จากนั้นก็ไม่ได้ทำงานอะไรเลย ก็กลับมาตะลอนจับกล้องถ่ายรูป

ก่อนหน้านั้นเคยถ่ายภาพบ้างหรือเปล่า ?
ก่อนหน้านั้นไม่ได้สนใจ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตระเวนถ่ายภาพ ประมาณปี 2529-30 นี่ละ เผอิญเราถ่ายไว้เป็นชุดๆ ไปไหน ไปต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนฝูง เราก็เอากล้องไปด้วย พอล้างฟิล์มมา เราก็เอาไปกองไว้ในที่พัก เราไม่รู้หรอกว่าทำยังไง เผอิญเพื่อนเขาที่ทำงานโรงพิมพ์ ซึ่งมาเที่ยวด้วยกันเห็นงานเข้า ก็เอามาส่องๆ ดู แล้วก็บอกว่า เจ้านายเขาอยากได้ภาพวิว ภาพวัดอะไรพวกนี้ เพื่อนก็เลยลองไปเสนอขายเขาดู ก็หายไปเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ เราก็คิดว่าฟิล์มเราศูนย์ไปแล้ว เขาคัดไปเป็นชุดๆ ประมาณเดือนหนึ่งเขากลับมา เขาบอกว่าเขาคัดไว้ 50 รูป แต่ปัญหาคือยังไม่รู้ว่าเราจะขายเท่าไรยังไง ? คือขายก็ขายขาดไปเลยก็เสียดาย แต่คิดในใจว่า เสียดายอะไร ก็เลยบอกเขาไปว่ารูปละ 500 บาทเลยแล้วกัน เขาก็หายไปพักหนึ่งเลยนะ เงินก็ยังไม่ได้ เราก็คิดว่าสูญอีกแล้ว แต่เขาก็โทรมาแล้วก็เอาเงินมาให้ เราก็จัดการแบ่งเงินให้เพื่อน เอาไปซื้อฟิล์ม ซื้ออะไรมาถ่ายอีก คือมันฮึดเลย พอมันมีช่องทาง เพราะอีกอย่างช่วงนั้นเบื่อๆ เรื่องอะไรหลายเรื่อง ก็เลยตระเวนถ่ายรูปดีกว่า เพราะว่ารู้สึกว่ามันเปิด มันท้าทาย จากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติม เปิดหนังสือกล้องอ่านไป ถ่ายไปเรื่อย

ต่อจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการโฆษณา เพื่อนก็ชวนให้เข้ามาเปิดสตูดิโอ ก็ทำโฆษณามาเรื่อยหลังพฤษภาทมิฬ 35 ก็ผ่อนๆ ลงไป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าเราเข้าไปอยู่ในวงการโฆษณาจริงๆ แล้วเนี่ย มันก็ยังไม่ใช่อีก พอถ่ายไปสักพัก ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคดี ตรงที่เราไปเจอสิ่งที่เลวร้ายบางอย่าง โฆษณาสินค้า สินค้าที่ดีจริงมันมีอยู่ แต่พอเราไปเจอสินค้าไม่ดีนี่ทำให้เรากดดัน เราจะต้องทำให้สินค้าเขาดีในแง่ภาพพจน์ แต่พอเราไปเจอแล้วมันไม่ใช่ไง หลังๆ ก็มาทำงานพวกสารคดีบ้าง เดินทางถ่ายภาพในแนวศิลปะ

ถนัดการถ่ายภาพสีหรือขาวดำมากกว่ากัน ?
คือที่จริงถนัดทั้งสองอย่าง แต่ว่าหลงใหลการถ่ายขาวดำ เพราะในชีวิตเราเห็นสีมาทั้งชีวิต พอเรามาถ่ายภาขาวดำ มันมีแสงมีเงา มีเสน่ห์ ถ้าไม่มีแสงมีเงามันก็ไม่เรียกงานขาวดำ มันมีโทน มีอะไรของมันอยู่ มันเหมือนงานเขียนรูป ตรงที่มันน่าดูและมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง

หัวข้องานนี่เลือกอย่างไร ?
คือการทำงานนี่น่าจะเริ่มต้นจากแนวความคิดก่อน คือไม่น่าจะสะเปะสะปะไปเรื่อย ผมคิดว่าตั้งแต่เริ่มแรกผมติดที่จะทำงานภาพถ่ายเป็นชุด ผมเลยติดที่จะถ่ายแบบนั้น ไม่ใช่เราเห็นอะไรเราก็ถ่ายไปเรื่อย ในฟิล์มม้วนหนึ่งเต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้สารพัดสารเพ แต่ถ้าเราทำงานแบบเป็นชุด เราจะมีคอนเซ็ปท์ เราจะสามารถเจาะเข้าไปลึกในเรื่องหนึ่งๆ ถ้าเราถ่ายไปเรื่อยเราอาจไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเราถ่ายเพียงเรื่องๆ เดียวผมคิดว่าเราจะได้อะไรมากกว่า

ทำไมถึงเลือกไปทำงานที่เนปาลหรือธิเบต?
ตอนนั้นผมคิดว่าจะไปศึกษาดูศิลปะ แล้วไหนๆ ก็ไปแล้ว ผมก็เลยพกกล้องไปถ่าย เสร็จแล้วก็ได้มาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสารคดี-เรื่องสั้นมีชื่อเรื่องว่า เดินใต้ดวงตะวันสู่สวรรค์บนดิน เป็นงานที่ทำร่วมกับอัคนี มูลเมฆ (นักเขียน-นักแปลที่แปลผลงานของลีโอ ตอลสตอยออกมาหลายต่อหลายชิ้นด้วยกัน-กองบก.) ไปด้วยกันสองคน

การทำงานถ่ายภาพมีจุดที่เหนื่อยหรือเบื่อไหม ?
มันไม่เหนื่อยไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย เพราะมันเป็นเรื่องของการบันทึก การบันทึกเรื่องใหม่ เรื่องที่ไม่ซ้ำซาก แต่ว่าที่จะท้อก็คือสุขภาพ ปัญหาเรื่องหลัง หลังของผมไม่ค่อยจะดี การถ่ายภาพนี่บางครั้งมันถ่ายหนักๆ เข้า มันลืมอะไรไปหมดเลย พอถ่ายเสร็จปุ๊บก็ปวดหลังปวดขา แต่ว่าเราอาจจะไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แต่ยังอย่างไรงานถ่ายภาพมันก็ควบคู่กับการเดินทาง ?
ใช่ การเดินทาง ภาพถ่ายเดินทาง งานแสดงภาพที่ผมถ่าย ก็เป็นการเดินทางไปพบปะผู้คน เจออะไร งานก็มีทั้งสไลด์ ขาวดำ ตอนที่ไปธิเบตและเนปาล ก็มาทำหนังสือ

เขียนหนังสือด้วยหรือเปล่า ?
อยากจะเขียน เพราะภาพมันบอกเรื่องราวได้มากกว่าที่เราเห็นจากภาพ ผมว่าภาพๆ หนึ่ง เมื่อถูกแสดงออกไป คนก็จะตีความไปอย่าง แต่ว่าในความเป็นจริงมันเป็นอีกเรื่อง เราจึงอยากเขียนกำกับไป เพราะเราอยากจะบันทึกความเป็นจริงที่เราเห็นในช่วงเวลาที่เราถ่ายภาพนั้น

เพราะภาพมันต้องสัมพันธ์กับความเป็นจริงที่ช่างภาพมองผ่านเลนส์ ?
น่าจะเป็นเรื่องที่มันน่าจะมีรายละเอียดอีกเยอะมากกว่า โดยเฉพาะภาพที่เราประทับใจ เราก็จะมีเรื่องให้พูดเกี่ยวกับภาพนั้นมาก แต่เปรียบกับอีกภาพที่เราไม่ได้ประทับใจ ในความทรงจำเกี่ยวกับภาพภาพนั้นจะมีเรื่องให้เราเล่าไม่เยอะ ความประทับใจทำให้เรามีเรื่องเล่า

การทำงานในแต่ละวันมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วยหรือเปล่า ?
คือถ้าเวลานี่ไม่ใช่ เวลาที่ต้องส่งงาน แสงอะไรพวกนี้ก็ไม่มีผลอะไรมาก เพียงแค่เราจดจำว่าแสงตรงนี้มันสวย แต่แสงกำลังจะหมดไปแล้ว แต่สักพักมา เรากลับมาถ่ายใหม่ได้ ถ้าเราประทับใจในพื้นที่ตรงนั้นนะ เพราะว่ามันจะประทับอยู่สมองของเราว่าแสงขนาดนี้ เวลาขนาดนี้ ฤดูกาลนี้ มันจะสวยมากตรงนั้น

ในมุมมองส่วนตัวคิดว่าภาพถ่ายเป็นศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ?
มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของแสง การรวมแสง เรื่องของสเปคตรัมของสี และเพราะฟิล์มมันก็เป็นเรื่องของเคมี เป็นเรื่องของกระบวนการเคมี ขั้นตอนการล้างอัด เพียงแต่เรื่องของมุมมองหรือการที่เราจะบันทึกลงไปนี่มันเป็นเรื่องของศิลปะที่จะมองความงามได้มากน้อยแค่ไหน ? เป็นศิลปะที่มาจากข้างในตัวเรา

Related contents:

You may also like...