โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ

“เพราะโลกของกบ ใช่เพียงในกะลา”

หากคุณมาติดต่อกู้ยืมเงิน แล้วฝ่ายสินเชื่อแนะนำให้ขึ้นไปพูดคุยกับนายธนาคารในห้องทำงานชั้นที่สิบเอ็ด วินาทีแรกที่คุณเห็นชายร่างใหญ่แววตาดุดันจ้องมองมาที่คุณ จนรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่ว คุณคงคิดว่า ถ้าจะลืมที่ต้องพูดไปบ้างก็คงไม่เป็นไร แต่กาลกลับกัน เมื่อคุณเริ่มพูด ความรู้สึกหวาดหวั่นทั้งปวงก็ปลาสนาการไป

ชายที่ดูน่าเกรงขามคนนี้ กลับเป็นคนซึ่งจะช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าคุณเป็นใคร เขาเป็นคนเดียวที่จะเปิดรับ และตั้งใจฟังปัญหา เสมือนว่าปัญหาของคุณคือปัญหาของเขาเอง ห้องทำงานของเขาจึงไม่เคยต้องปิดประตู เพราะมีคนมากมายเดินเข้าออก เพื่อพูดคุยปรึกษากับเขาตลอดทั้งวัน

ชายคนนี้คือ โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( SME BANK) เจ้าของตำแหน่ง Boss of the Year 2003-2004 ในสาขาธุรกิจการธนาคาร 2 ปีซ้อน ผู้ผลักดันให้โครงการมากมาย อาทิเช่น โครงการธนาคารสีขาว ตู้ ป.ณ. 1313

กระทั่ง SME BANK ได้รับรางวัลธนาคารยอดเยี่ยมแห่งปี (Bank of the Year 2004) และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ จัดอันดับธนาคารและตราสารหนี้ระยะยาวที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารอยู่ที่ Baa1 และตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ Prime-2 ซึ่งเป็น เครดิตอันดับความน่าเชื่อถือสูงเทียบเท่าอันดับของรัฐบาลไทย

โชติศักดิ์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวพ่อค้า จุดเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเขาคือการสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบได้ในปี พ.ศ. 2510 เขามองว่าที่นั่นคือจุดเริ่มของหลายสิ่งหลายอย่างในทุกวันนี้

“ ผมก็มาจากครอบครัวธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็อยู่ในระดับพ่อค้า พ่อผมก็เป็นพ่อค้าธรรมดาๆ เคยเป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาล ก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยอะไรนักหนา เผอิญผมโชคดี ผมได้เข้าสวนกุหลาบ ที่สวนกุหลาบทำให้ผมมีโอกาสที่ดีกว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนที่ไม่ได้เข้า ”

“ ผมก็ได้มีโอกาสเรียนหนังสือดีๆ ได้มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสคบหากลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก ผม จึง พยายามผลักดันตัวเอง และความพยายามผลักดันนี่ก็ติดเป็นนิสัย ผมทำอะไรแล้วเอาจริงเอาจัง นิสัยเอาจริงเอาจังนี่ 90 % มาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ เพราะว่าโรงเรียนสวนกุหลาบขณะนั้นมีแข่งขันกันมาก ผมอยู่ห้องควีน จึง แข่งกันชนิดที่ยิบตาทีเดียว แล้วก็เลยติดเป็นนิสัย พอถึงเวลาชีวิตทำงาน ก็เลยได้นิสัยเอาจริงเอาจัง ”

“ ผมเป็นคนค่อนข้างเอาจริงในช่วงเวลาของการทำงาน แต่ในชีวิตส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เล่น ก็เลยรู้สึกว่า เป็นความแปลกๆ ของผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพ ( Personality) สองด้านที่ค่อนข้างต่างกันคนละขั้วไปเลยทีเดียว แล้วก็มุมหนึ่งที่ผมได้ความรู้สึกนึกคิดดีๆ จากวัดเบญจมฯ ที่ผมบวช และได้ความคิดในเรื่องของการให้โอกาสคน ความเมตตา และคุณธรรม ”

“ ถ้าเชื่อโหราศาสตร์นะครับ อาจเป็นเพราะผมเกิดมา มี ดาวพฤหัส ซึ่งเป็นดาวคุณธรรม กุม ลัคนา อยู่ คนที่ ดาวพฤหัสอยู่กับลัคนา จะมีความมุ่งมั่นในเรื่องคุณธรรมค่อนข้างสูง ก็ไม่ได้ยกตัวเองนะ แต่เป็นเรื่องของดวงดาวมากกว่า ผมเกิดตอนดาวพฤหัสกุม ลัคนา ก็เลยเป็นแบบนี้ แล้วผมก็สังเกตคนที่มี ลักษณะเช่นนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากกว่าความร่ำรวย ผมก็เลยศึกษาโหราศาสตร์ ”

“ ในประวัติผม ใครที่เคยอ่านก็จะรู้ว่าผมชอบเรื่องโหราศาสตร์กับเรื่องของพระเครื่องค่อนข้างเยอะ ผมชอบ เพราะว่าผมเชื่อ อันนี้มันแล้วแต่คน แต่ผมเชื่อของผม ผมก็เก็บสถิติมาเยอะ ผมยกตัวอย่างก็ได้ว่า ก่อนที่จะมาเป็นกรรมการผู้จัดการ ( Managing Director) ที่นี่ ผมก็นั่งทบทวนดวงตัวเอง ทุกๆ 12 ปีนี่ ดวงผมเองจะดี เริ่มตั้งแต่ปี 2510 ผมเข้าสวนกุหลาบได้ นับว่าเป็นโชคมหาศาล เพราะไม่ใช่ว่าจะเข้าง่ายๆ ปี 2522 ผมก็มีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ผมได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ปี 2534 ผมก็ได้ไปเป็นผู้บริหารระดับผู้จัดการฝ่ายอาวุโสที่ธนาคารนครหลวงไทย ปี 2546 ก็ได้เป็นเอ็มดี SME BANK”

“ ก่อนสมัครเป็น M . D . ที่นี่ ผมบอกกับทุกคนเลยว่าปีนี้ผมดวงดี เพราะว่าดาวพฤหัสอยู่ในราศีกรกฏโยกหน้า ลัคนา เป็นปีเดียวกับที่ผมเข้าสวนกุหลาบได้ ก็เป็นเรื่องที่เล่าให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้ แต่บางคนที่เขาไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเลยนะ เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นสถิติรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าจะผูกตัวเองไว้กับดวงดาว แต่ผูกไว้กับการกระทำ ”

ในฐานะของผู้บริหารธนาคาร ที่มีบทบาทอย่างมากในการผลักดันโครงการต่างๆ ตลอดระยะเวลาสองปีมานี้ โชติศักดิ์ได้กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จ และเส้นทางก่อนจะมาทำงานที่ธนาคารแห่งนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“ ที่จริงผมไม่ได้คิดว่า ผมประสบความสำเร็จอะไรนะ เพียงแต่ว่าผมได้มีโอกาสมาทำงานที่ค่อนข้างมีความสำคัญต่อประเทศ ผมคิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบเศรษฐกิจอันหนึ่ง ก็คือเปิดโอกาสให้กับกลุ่มธุรกิจที่มีเงินทุนน้อยๆ ที่เรียกกันว่า SMEs ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทัดเทียมกัน ”

“ มันจะเป็นแนวทางที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการทั้งหลายมากขึ้น แล้วก็ยังจะเป็นทางหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ เพราะว่าปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นมาจากคนที่แข็งแรงกว่า มีโอกาสมากว่าเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนของประเทศนะครับ ไม่ใช่ของคนหนึ่งคนใด หรือไม่ใช่ของธนาคารหนึ่งธนาคารใด แต่เป็นของระบบ ของทั้งประเทศ คนในประเทศควรจะมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ”

“ อันนี้ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำ และก็หวังว่าในระยะเวลารอบสี่ปี ผมจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่ปรากฏได้ ในระยะเวลาเพียงแค่ปีสองปีที่ผ่านมา ผมก็พยายามทำและก็บังเอิญมีหลายคนได้เห็น เขาก็เลยให้เกียรติผมได้เป็น Boss of the Year สองปีซ้อน ซึ่งก็เป็นผลจากการที่เราสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายน้อย รายย่อย ในช่วงที่ธนาคารพาณิชย์เองเพิ่งฟื้นตัว เขาก็ยังคงไม่กล้าเข้าไปให้เงินทุนกับกลุ่มผู้ประกอบการ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นความเสี่ยง บทบาทของธนาคารรัฐก็เลยโดดเด่นขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( SME BANK) ก็เลยได้รับเลือกเป็น Bank of the Year”

“ ก็เป็นเพียงความรู้สึกดีใจที่ทำความดีแล้วคนอื่นเขาเห็น ก็ดีใจ แต่ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกตื่นเต้นดีใจอะไรมากมายนัก เพราะมันมีภารกิจที่ต้องทำอีกมากเหลือเกิน ที่ต้องทำให้ประเทศมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน นั่นเป็นจุดมุ่งหมายหลักของเรา ของผม เพราะว่าผมมองว่า สังคมไทยควรมี Equal Opportunity ”

หลักปรัชญาอันมาจากความเชื่อมั่นในความเท่าเทียมที่โชติศักดิ์ยึดถือ จึงเป็นทั้งคำอธิบาย คำยืนยันในตัวตนและความคิดของเขาได้เป็นอย่างดี

“ ผมยกตัวอย่างว่า ทำไมผมจึงชอบมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เพราะมาร์ติน ลูเธอร์ คิงสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บช้ำของการไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะในยุคนั้น ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมได้ไปเรียนที่นั่น ได้ไปเรียนประวัติศาสตร์ ก็ประทับใจนะ ผมชอบวาทะของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงใน I Have a Dream มาก เราน่าจะมีฝันนะที่จะทำให้คนมีโอกาสเท่าเทียมกัน แม้ ว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเกิด แต่คนมีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างเท่าเทียมกัน ”

หากจะกล่าวถึงชีวิตส่วนตัวและงานอดิเรก คุณอาจไม่เชื่อเลยว่าโชติศักดิ์ที่สมรสในช่วงวัยหนุ่มตอนปลายจะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายมากๆ

“ ผมแต่งงานช้า แต่งตั้งตอนอายุ 40 แนะ ผมก็ฝันว่าถ้าผมแต่งงานผมจะพาแฟนผมไปที่อเมริกา และผมก็ทำได้ และผมก็ได้ไปที่วอชิงตัน ดี.ซี. ผมได้ไปที่นิวยอร์ก

“ ชีวิตครอบครัวผม ลูกคนโต 11 ปี คนเล็ก 3 ปี ก็เจอกันทุกวัน คุยกันทุกวัน สอนกันทุกวัน แล้วก็ส่วนใหญ่จะมีเวลาเจอกัน ก็จะได้เจอกันวันเสาร์อาทิตย์ เพราะว่าผมเดินทางมาทำงานเช้ามาก เขายังไม่ตื่น สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดก็คือวันเสาร์อาทิตย์ เพราะว่าผมจะทำกับข้าวให้เขากิน ในบ้านผมเป็นคนทำกับข้าวนะ ทำกับข้าวมันสนุกนะ ผ่อนคลายดี ”

“ งานอดิเรกผมก็มีดูดวง กับเล่นพระเครื่อง ผมตีกอล์ฟเป็นนะ แต่ผมไม่ชอบ มันร้อน แล้วก็ใช้เวลานาน ผมเล่นโบว์ลิ่งเก่งมากนะ ไม่ได้คุย เพราะตอนที่ผมอยู่ที่โอเรกอนนี้ ผมทำงานอยู่ที่ลานโบว์ลิ่ง ก็ไม่รู้ทำไรก็โยนฟรีไง ผมเล่นฟุตบอลก็ใช้ได้ ผมเล่นสโมสร แต่ตอนนี้ก็พ้นวัยแล้ว ตีเทนนิสไม่เป็น ”

มุมมองต่อการเมืองไทย โชติศักดิ์แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ พูดตรงๆ นะ ผมก็ไม่ได้ว่าจะโปรดอะไรรัฐบาล ในฐานะที่เป็นพนักงานของรัฐ ไม่ใช่ว่าผมต้องไปเอาใจท่านเสียทุกเรื่อง ผมก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ผมเห็นว่าสี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้นำความเปลี่ยนแปลง ที่ดี มาสู่บ้านเมืองเยอะ มาก แล้วก็บนความเปลี่ยนแปลงนั้นมีเหตุมีผล สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือการที่จะต้องสู้กับแรงเสียดทานของความเคยชินที่เคยมีมาในอดีต เยอะแยะหลายเรื่อง จนหลายคนอาจจะท้อถอย แต่ท่านนายกฯ ไม่เคยท้อให้ผมเห็นเลย ”

“ อย่างที่เรารับรู้กันครับว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีไดนามิคซิสม์ เปลี่ยนแปลงยาก เปลี่ยนแปลงช้า ต้องใช้พลังมหาศาล ฉะนั้น คนที่ผลักดันซึ่งก็คือรัฐบาลจึงต้องทุ่มเท ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนทำงานหนักเท่ารัฐบาลชุดนี้ ผมไม่ได้พูดเพราะว่าผมเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่ผมพูดในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เห็นจริงๆ เพราะผมรู้ ยิ่งผมมาทำงานแบบนี้ เขาตามจิกเช้าจิกเย็นเลย ซึ่งผลงานเหล่านั้นมันเกิด แล้วมันได้ผล ดี กับประชาชน และสังคมไทย

“ ถ้าคุณมีเวลาเพียงแค่สี่ปี แล้วคุณคิดว่าคุณจะทำอะไรที่เพอร์เฟ็คท์ 100%สักอย่างหนึ่ง ยังไงคุณก็ไม่มีวันทำ ให้เพอร์เฟ็คท์ได้ 100% ย่อมสู้คุณทำได้สมบูรณ์เพียง 70 – 80 % แต่ทำได้หมื่นชิ้นไม่ได้ ผม จึง เลือกอย่างหลังมากกว่า เพราะอะไรที่เพอร์เฟ็คท์มันไม่มี ฉะนั้น เราจึงต้องยอมรับส่วนที่ผิดพลาด ( defect) ในแต่ละจุด ขอให้องค์รวม ความเป็นสังคม และระบบเกิดประโยชน์ขึ้นก็โอเค ”

แต่หากถามถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ ความสุข ‘ หรือ ‘ ความสุขสำหรับเขาคืออะไร คำถามที่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้คำตอบ (หรือรู้ก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร) แต่นายธนาคารผู้นี้สามารถตอบสั้นๆ ด้วยตัวอักษรสองตัว พ-อ คำว่า ‘ พอ ‘ แค่นั้น

Related contents:

You may also like...