ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

บนเส้นทางสายศิลป์

ภาพที่สื่อมวลชนและคนส่วนใหญ่มอง ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรืออาจารย์โต้งก็คือ ทายาททางการเมืองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย เป็นนักการเมืองอีกหนึ่งคนที่ตบเท้าออกจากซอยราชครู ก้าวเข้ามาสู่บทบาทการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จ.โคราช ผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในกิจการต่างประเทศ คอยทักท้วงติติงการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน จนหลายคนยกย่องให้เป็นสว.น้ำดีอีกคนหนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาบ้านเรา

แต่ในแง่มุมที่นอกเหนือจากเรื่องการเมือง เขาคือผู้หนึ่งที่เข้าไปคลุกคลีปลุกปล้ำอยู่กับวงการศิลปะอย่างแนบแน่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คอยผลักดันช่วยเหลือคนในแวดวงศิลปะมาอย่างต่อเนื่อง ไฉนเลยลูกไม้จะหล่นไกลต้น เรื่องรักชอบศิลปะก็ใช่ได้มาจากใครอื่น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้เป็นพ่อนี่แหละที่เป็นเบ้าหลอมให้ ดร.ไกรศักดิ์ หันมาสนใจเรื่องงานศิลปะ

“คุณพ่อเก็บภาพเขียนของคุณถวัลย์ ดัชนี ไว้มากมาย พอจำความได้ผมก็เห็นคุณพ่อเขียนภาพ นั่งทำงานศิลปะแล้ว บางครั้งคุณพ่อไม่มีนายแบบนางแบบก็เอาคนในบ้านมาเป็นแบบ ผมเองก็เป็นนายแบบให้คุณพ่อเขียนภาพอยู่บ่อยครั้ง คนในบ้านนี้เป็นนางแบบมาแล้วทุกคน”

ดร.ไกรศักดิ์ สะท้อนอารมรณ์ด้านที่อ่อนโยนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้านที่น้อยคนนักจะได้พบเจอ ความสนใจเรื่องศิลปะของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณได้รับอิทธิพลมาจากผู้เป็นพ่อ เบื้องหลังครอบครัวนักการเมืองระดับประเทศอย่างครอบครัวชุณหะวัณ จึงเติบโตมาท่ามกลางกลิ่นอายและแง่มุมของศิลปะ

เขาเชื่อว่าศิลปะคืออารยะธรรมของมวลมนุษยชาติ มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ความเจริญของสังคมผ่านศิลปวัฒนธรรมได้ งานศิลปะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นสภาพสังคม วิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย

“เนื้อหาสาระที่สะท้อนออกมาในภาพเขียนยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ก็จะมีลักษณะเรื่องราวประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตผู้ปกครอง เจ้าขุนมูลนายเป็นส่วนใหญ่ ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาก็เริ่มมีเรื่องราวที่มากกว่าชนชั้นผู้ปกครอง เป็นเรื่องราวทางสังคมมากขึ้น เกิดเป็นศิลปะร่วมสมัย ยุคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสังคมอย่างมากผมคิดว่า น่าจะเป็นยุคที่มีการต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 ศิลปินที่โด่งช่วงนั้นก็จะมี ปีกัสโซ่ คนนี้เป็นบุคคลที่ผมชื่นชอบงานเขามาก เพราะเขาสามารถเยาะเย้ยถากถางสังคมชั้นสูงผ่านงานศิลปะได้เป็นอย่างดี

ส่วนพอล โกแกง เขียนภาพสะท้อนเรี่องราวของเจ้าลัทธิอาณานิคมศรั่งเศสที่เข้าปกครองเกาะตาฮีติ เขาชี้ให้เห็นการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง เรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะยุคแรกๆ ที่ศิลปินเริ่มผลิตงานที่มีเนื้อหาสะท้อนเรื่องราวหนักที่เกิดขึ้นในสังคม เรื่องราวของชาวบ้านธรรมดา เรื่องราวของทาสผิวดำ ถือว่าเป็นการช็อควงการศิลปะสมัยนั้นพอสมควร เพราะส่วนใหญ่งานศิลปะสมัยนั้นจะรับใช้ชนชั้นกฎุมพี”

ส่วนศิลปะในบ้านเราก็เหมือนกับทางยุโรป ที่เริ่มแรกก็เป็นเรื่อเกี่ยวกับประเพณี เป็นเรื่องราวของของชนชั้นปกครอง แต่การตื่นตัวของศิลปินที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องราวของสังคมการเมืองก็คงเป็นช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สังคมมีสภาพเป็นเผด็จการ กดขี่ข่มเหง คือการเมืองและสังคมยุคนั้นมีผลต่อวิธีคิดของศิลปิน เขาเริ่มที่จะท้าทายสถาบัน และปรัชญาเผด็จการของรัฐไทยมากขึ้น”

อาจารย์ไกรศักดิ์ให้คำจำกัดความตัวเองว่า เขาไม่ใช่ศิลปินแต่เป็นคนหนึ่งที่รักงานศิลปะ ชอบสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ เพราะศิลปะมีส่วนผลักดันให้สภาพสังคมเกิดเปลี่ยนแปลง อีกทั้งศิลปะสามารถขัดเกลาจิตใจและสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของสังคมโดยวิธีการละมุนละม่อม

“คนเราก็แปลก คือให้พูดกันออกมาตรงๆ ว่าสังคมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือออกมาวิพากษ์สังคมว่ากำลังย่ำแย่ต้องแก้ไข คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยยอมรับฟัง อีกอย่างคือสังคมไม่อนุญาต กฎระเบียบของบ้านเมืองบางยุคไม่ยอมให้ทำอย่างนั้น การนำเสนอความคิดผ่านงานศิลปะจึงเป็นทางอ้อมที่จะถ่ายทอดบอกกล่าวกับสังคม คือในส่วนตัวของผมนั้น ชอบงานศิลปะที่มีเนื้อหาสาระยึดโยงอยู่กับความเป็นจริงของสังคม การเมืองมากกว่างานศิลปะที่ไม่ได้สะท้อนเรื่องราวของสังคมอะไรเลย”

ความเป็นจริงข้อหนึ่งคือ งานศิลปะที่มีเนื้อหาสะท้อนถ่ายความเป็นจริงในสังคม มุ่งเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมามักประสบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนทำงานศิลปะอีกด้านหนึ่งว่า คือความอ่อนด้อยในเรื่องชั้นเชิงการนำเสนอ กระทั่งเป็นผลงานที่หยาบกระด้างขาดสุนทรียะ แต่สำหรับคนเสพงานศิลปะอย่างอาจารย์ไกรศักดิ์กลับมองคนกลุ่มนี้ว่า

“ศิลปินเหล่านี้บางคนไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการค้าดังนั้นภาพเขียนหรือผลงานที่ออกมาจะขายได้หรือไม่ได้มันไม่ใช่เป้าหมายหลักในการสร้างสรรค์งาน เขาต้องการสื่อสารให้สังคมเข้าใจอย่างชัดเจน บางครั้งต้องการปะทะกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เพื่อชี้ลงไปให้ชัดในเรื่องเหล่านั้น เรื่องนี้มันอยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคน

ศิลปินบางคนทุ่มเทเพื่อความคิดความเชื่อที่มีต่อสังคมอย่างจริงจัง แม้ตัวเองก็จนจะแย่อยู่แล้ว หันมารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตงานขาย รายได้ก็เอาไปให้สังคม เขาทุ่มเทกันถึงขนาดนี้แม้จะจนก็ยังไม่หยุดทำ ศิลปินบางคนหากไม่ทำอย่างนี้ก็อาจผลิตงานไม่ออกก็เป็นได้ เรียกว่ามันเป็นสันดานของเขาไปแล้วก็ได้ ผมว่ามันเป็นสปิริตของแต่ละคน ดูอย่างคนที่เรียนจบมาทางหมอ ทำไมบางคนเลือกที่จะทำงานกับโรงพยาบาลเอกชน แต่บางคนกลับเลือกไปอยู่ตามอนามัยในท้องถิ่นทุรกันดาร น่าเสียดายที่คนกลุ่มนี้ลดน้อยลงมากแล้วในปัจจุบัน

งานของจ่าง แซ่ตั้ง วันนี้เป็นที่ต้องการมากในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศสิงคโปร์ หรือแม้กระทั่งในยุโรปเอง ประเทศเหล่านี้อยากได้งานของจ่าง แซ่ตั้ง มากแต่แกไม่ยอมขายไม่รู้เป็นเพราะอะไรจนกระทั่งแกตายจากไป ลูกหลานก็ลังเลเพราะเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อประกาศว่าจะไม่ขายภาพกิน แม้ว่าตลอดช่วงชีวิตของศิลปินท่านนี้จะต้องอยู่กระต๊อบมุงสังกะสีก็ตาม นี่เป็นความมุ่งมั่นและเจตนาที่มั่นคงของศิลปินที่จะทำงานศิลปะโดยไม่ได้หวังชื่อเสียงเงินทอง”

สายตาของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ มองเรื่องศิลปะบ้านเราว่าอำนาจรัฐกับศิลปวัฒนธรรมยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ แม้ว่าสังคมวันนี้ก้าวผ่านยุคสมัยมาแล้วระดับหนึ่ง แต่รัฐไทยไม่สามารถปรับตัวให้ยอมรับกับความคิดใหม่ๆ ได้ ยังติดอยู่กับความคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่างเหนียวแน่น เมื่อมีใครพูดเรื่องศิลปวัฒนธรรม รัฐบาลก็มักเข้าใจว่าศิลปะวัฒนธรรมคือเรื่องการฟ้อนรำ เป็นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะชี้ให้รัฐเห็นความสำคัญเรื่องศิลปะ นี่คือความเป็นจริงที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุให้คนอย่างไกรศักดิ์ ชุณหะวัณต้องเข้ามามีบทบาทในวงการศิลปะ เพราะเขาเชื่อว่าจะเป็นอีกปากเสียงหนึ่งบอกกล่าวให้ผู้มีอำนาจหันมาสนใจเรื่องศิลปะมากกว่าที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับผู้ว่าการท่องเที่ยวหลายครั้งแล้วว่า เราต้องก้าวออกมาเป็นผู้นำเรื่องศิลปะของเอเชีย เพราะสังคมไทยมีคนที่ทำงานศิลปะเยอะมาก ผลิตศิลปินออกมาหลายรุ่น แต่ตัวศิลปินในบ้านเรากลับต้องออกไปทำงานให้กับต่างประเทศ เพราะบ้านเรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญและไม่มีใครเข้ามาสนับสนุน

จิตกรรม ศิลปะกรรมต่างๆ จะอยู่ด้วยตัวของมันเองไม่ได้ มันจะโดนเขมือบโดนลัทธิการค้า แต่ละวันที่ผ่านไปตัวศิลปินก็จะโดนกลืนไปกับกระแส ไม่สามารถทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดให้แก่คนรุ่นหลังได้ ผมพยายามผลักดันเรื่องเหล่านี้ผ่านรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง พยายามประสานบรรดาศิลปินที่ทำงานศิลปะให้รวมกลุ่มกัน หาช่องทางให้ศิลปินเหล่านี้มีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าที่ผ่านมา การที่ผมเข้ามาทำเรื่องนี้เพราะเราเข้าใจว่าศิลปิน เป็นคนที่มีลักษณะเป็นปัจเจกชน คือจะรวมตัวกันแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเราต้องเป็นตัวกลางประสานเพื่อให้เกิดพลังเพื่อผลักดันทางการเมือง

เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปะอย่างจริงจังเพราะ ศิลปะสร้างความอ่อนโยนให้แก่คน เราต้องหาช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงงานศิลปะมากกว่าที่เป็นอยู่ หากรัฐไม่พยายามหาช่องทางเรื่องเหล่านี้สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่รุนแรง มองและให้ความสำคัญแต่เรื่องวัตถุเพียงอย่างเดียว เด็กๆ มัวแต่เอาเวลาไปวิ่งตามโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ สังคมก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ”

ด้วยความตั้งใจอยากเห็นเรื่องศิลปะวัฒนธรรมในบ้านเราเจริญก้าวหน้า เขาเป็นผู้หนึ่งที่เข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันให้มีหอศิลป์กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยคุณพิจิตต รัตตกุล เข้ามาเป็นผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร แต่ก็ต้องยืดเยื้อจนแล้วจนรอดหอศิลป์ก็ยังไม่เป็นจริงเพราะถูกระงับโครงการ จนร้อนถึงบรรดาศิลปิน ตัดสินใจออกมาเรียกร้องให้มีหอศิลป์แห่งชาติโครงการจึงถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เมื่อคุณพิจิตตหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง ได้คุณสมัคร สุนทรเวช เข้ามาเป็นผู้ว่าฯแทน ก็เอาโครงการหอศิลป์ที่เสนอไปกลับหัวกลับหางเป็นห้างสรรพสินค้า ทำให้หลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งรวมตัวอาจารย์ไกรศักดิ์ด้วย

“รัฐบาลไม่เคยเห็นความสำคัญกับเรื่องศิลปะ การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐชอบเรื่องการเซ็งลี้มากกว่าเรื่องการเสริมสร้างปัญญาให้กับสังคม สิ่งนี้คือเรืองอันตรายมาก แต่เราก็ผลักดันกันมาตลอดเพื่อให้เกิดหอศิลป์ให้ได้ จนถึงวันนี้ดูจะเป็นข่าวดีในสมัยคุณอภิรักษ์ โกษะโยธินเพราะคุณอภิรักษ์ประกาศว่าโครงการสร้างหอศิลป์จะดำเนินการต่อให้เสร็จตามความตั้งใจ

เรื่องพิพิธภัณฑ์ก็สำคัญมากบ้านเราควรจะมี เพราะคนรุ่นใหม่ของสังคมจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเรามาจากไหน บ้านเชียงหรือเปล่าที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรม เป็นที่มาที่ไปของอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ในวันนี้หรือเปล่า ไม่ใช่เชื่อกันมาตลอดว่าเรามาจากประเทศจีนมาจากเทือกเขาอันไตอย่างเดียวไม่รู้จริงหรือเปล่า นี่เป็นเพราะเราไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวความเป็นไทยได้ เราไม่เคยเรียนรู้รากเหง้าของตัวเองอย่างแท้จริง ต้องเลิกสั่งสอนให้คนเชื่อเรื่องอำนาจของชนชั้นปกครอง สร้างตำนานที่บิดเบือน แต่ควรมุ่งให้คนในสังคมรับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลต้องมีนโยบายต่อเรื่องเหล่านนี้ ผมอยากให้ไปดูประเทศที่แม้เป็นคอมมิวนิสต์ก็ตามเขายัง มีพื้นที่เฉพาะให้คนทำงานศิลปะ มีหอศิลปะเพื่อแสดงงาน บางประเทศมีหอศิลป์ตั้ง 4-5 แห่งด้วยซ้ำ เขาให้ความสำคัญมากเรืองนี้”

นอกจากเรื่องหอศิลป์แล้วอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณก็พยามให้ศิลปินเข้ามามีบทบาทเสนอความคิดเห็นต่อผู้บริหารประเทศ จนเป็นผลให้เกิดกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นในที่สุด

“เราเคยเชิญศิลปินเข้ามาพูดคุยกับสมาชิกวุฒิสภาเรื่อง ความจำเป็นในการมีกระทรวงวัฒนธรรม หลังจากการพูดคุยครั้งนั้นทำให้นักการเมืองหลายท่านเห็นความสำคัญ จึงผลักดันเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรแล้วมีมติให้จัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นในสมัยที่ผ่านมา แต่วันนี้เราก็ต้องมาสู้กันอีกในหลายเรื่อง เช่นว่าเนื้อหาควรเป็นอย่างไรเมื่อพูดกันถึงเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ใช่เพียงการละเล่นหรือประเพณีเพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนหรือ เราต้องมองให้มันถาวรด้วย เราต้องสะท้อนเนื้อหาออกมาให้เห็นที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยประเพณีหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นนะ ในทางตรงกันข้ามเราต้องยิ่งให้การสนับสนุนเรืองเหล่านี้ให้มากขึ้น แต่เราจะลงที่เนื้อหารายละเอียดให้มากขึ้น และต้องผลักดันในเชิงนโยบาย เพื่อให้ศิลปะวัฒนธรรมของประเทศก้าวเข้าสู่เวทีนานาชาติ”

สังคมไทยได้สร้างศิลปินที่เก่งๆ ขึ้นมามากมาย แต่หนทางที่จะทำให้ศิลปินเหล่านนี้สามารถต่อยอดถ่ายเทสติปัญญาสู่สังคม กลับขาดหายและไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เราต้องยอมรับสภาพว่า ศิลปะและคนทำงานศิลปะไม่ใช่ป๊อปอาร์ต เหมือนนักร้องกระแสหลักในบ้านเรา ที่จัดคอนเสริตแต่ละครั้งมีคนสนใจแบบท่วมท้น แต่ก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าศิลปะวัฒนธรรมบ้านเราจะพอหาที่อยู่ที่ยืนได้บ้างในสังคมแม้จะโดดเดี่ยวบ้างก็ตามที พอมีที่ทางให้งานศิลปะซึมซับเข้าไปอยู่ในสำนึกของคนไทยบ้าง เพื่อนำเสนอรากเหง้าที่แท้จริงของสังคม หรืออย่างน้อยคนจะได้มีทางเลือกมากกว่าถูกยัดเยียดจากกระแสหลัก

วันนี้อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณไม่ได้คาดหวังหรืออยากเรียกร้องอะไรจากตัวศิลปินมากจนเกินไป เพราะการจะยืนอยู่ท่ามกลางสังคมยุคนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งเต็มที สิ่งที่ยังพอทำให้คนทำงานศิลปะยังอยู่รอดได้ก็เพราะยังพอมีกลุ่มคนที่บริโภคงานศิลปะอยู่ระดับเล็กๆ แต่เขาคาดหวังว่ารัฐบาลจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาวงการศิลปะให้เป็นรูปธรรมกว่าที่ผ่านมา

ความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อวงการศิลปะของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงแม้หนทางที่จะไปถึงจะพร่ามัวก็ตาม

Related contents:

You may also like...