วสันต์ สิทธิเขตต์

ผมเชื่อว่าศิลปินเกิดมาพร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่

หากกรอบของงานศิลปะมีอยู่จริง ศิลปินทุกคนคงกู่ร้องหาชีวิตนอกกรอบกันสุดเสีย แต่กรอบความคิดในเรื่องหน้าที่ของศิลปิน ความรับผิดชอบต่อศิลปะที่มีต่อสังคม มองผ่านสายตาของศิลปินนอกกรอบที่ผู้คนในวงการศิลปะพากันชี้นิ้วว่าเป็น BAD BOY คนนี้ มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และเสมอต้นเสมอปลายอย่างน่าชื่นชมจนแทบจะยกย่องได้ว่า วสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นหนึ่งในศิลปินจำนวนไม่มากนักในประเทศนี้ ที่สามารถสร้างงานศิลปะเพื่อรับใช้อุดมการณ์ทางสังคมมาตลอด แม้จะถูกค่อนขอดบ้างในวิถีทางการนำเสนอที่ค่อนข้างดิบ จนดูหยาบ ด้วยการแสดงออกที่ฉับไว จนหลายคนสงสัยว่าเขาคงไม่มีเวลาให้กับการตกตะกอนทางความคิด

แต่ยิ่งนานวัน ความเป็นวสันต์ สิทธิเขตต์ ยิ่งแจ่มชัด ความประสานกลมกลืนระหว่างตัวตนและผลงานของเขาทวีขึ้นจนหาจุดขัดแย้งไม่พบ ว่ากันว่า ศิลปินจะพูดความจริงหรือเปล่า…ไม่มีใครรู้ แต่ศิลปินมักพูดความจริงเสมอ

อะไรทำให้คิดอยากเป็นศิลปินวาดภาพ
บ้านผมมีลูกชาย 3 คนทั้ง 3 คนก็วาดภาพทุกคน พี่ผมเป็นคนสอนให้ผมกับน้องวาดภาพ แล้วออกไปเร่ขายข้างถนน สมัยนั้นแคมป์ทหารอเมริกันมันเป็นบ้านเต็มเมืองไปหมด ก็ไปตระเวนขายตามแคมป์ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนพี่ชายผมเขาตระเวนทั่วประเทศเลย มีมอร์เตอร์ไซด์คันหนึ่งขับไปเรื่อย ผมได้เริ่มหัดวาดภาพจากตรงจุดนี้ ช่วงที่ผมเรียนชั้นประถมเป็นโรงเรียนคริสต์ เวลามีงานเทศกาลอะไรผมก็จะต้องเป็นคนวาดคัตเอาท์ให้โรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่าเราคงต้องไปทางแหละ คิดว่าชอบทางนี้ พอจบมัธยม 3 ที่โรงเรียนประจำจังหวัดแล้ว คนข้างบ้านผมซึ่งเขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนช่างศิลป์อยู่เดิม ก็แนะนำให้เรามาเรียนที่นี่ดู

ช่วงชีวิตตอนเข้ามาเรียนช่างศิลป์
ช่วงแรกที่เข้ามาใหม่ๆ ก็เห็นรุ่นพี่แต่งตัวกันแบบบ้าๆ บอๆ ไว้ผมยาวเล่นกีต้าร์เฮฮากัน ชวนเราไปรับน้องใหม่เหมือนสมัยนี้แหละ แต่เราไม่ชอบการรับน้องและปฏิเสธมันมาตลอด เราเรียนอยู่ได้พักเดียวประมาณ 3-4 เดือนก็ออก เพราะว่าเราเห็นบรรยากาศและวิถีชีวิตมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราเรียนเหมือนเป็นการมาหาเพื่อมาแต่งตัวทำเท่ห์ว่าข้าเป็นอาร์ตทิส แต่ไม่เห็นจะมีใครสนใจเรื่องศิลปะอย่างจริงจังเลย ซึ่งมันไม่ใช่เรา คงเป็นเพราะเราอ่านหนังสืออะไรมาเยอะทำให้เราคิดมากใส่ใจเรื่องราวชีวิตมาก ช่วงที่ผมเข้ามาเรียนผมคิดเรื่องชีวิต เรื่องความหมายของการมีชีวิตแล้วตอนนั้น

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากอาทิตย์หนึ่งเราต้องมาเรียนดรออิ้ง 1 รูป เขียนสีน้ำ 1 รูป งานปั้น 1 รูป ร้อยปีก็ทำอะไรไม่ได้ โอเคงานศิลปะที่ดีจะต้องมีมาตรฐานของมัน จึงจำเป็นต้องฝึกฝนเทคนิคให้เกิดความเชี่ยวชาญมีฝีมือ แต่ศิลปะหมายความแค่เรื่องฝีมือหรือเปล่า ผมเฝ้าถามหาความหมายเหล่านี้กับตัวเอง

อิทธิพลจากการอ่านหนังสือ เช่นคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส อ่านปรัชญาโสเครติส อ่านชีวิตของของแวนโก๊ะ ทำให้ได้เห็นการทำงานศิลปะในอีกรูปแบบหนึ่ง แวนโก็ะจัดตั้งคอมมูนศิลปินเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ มันส่งผลสะเทือนจิตใจเรา ผมคิดว่างานศิลปะนอกจากมีฝีมือแล้วต้องมีปัญญา มีศีลธรรม และมีจิตใจที่รักเพื่อนมนุษย์อย่างแวนโก๊ะด้วย หากจะพูดในเชิงปรัชญาแบบอุดมรัฐของเพลโตก็จะบอกว่า บ้านเมืองควรถูกปกครองโดย พวกนักปราชญ์ ศิลปินและกวี หรืออย่าง นิทเช่ บอกว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นอภิมนุษย์ มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ฝูง มนุษย์มีสติปัญญามันสมองเพื่อบรรลุถึงความเป็นชีวิตที่แท้ สมัยนั้นผมคิดอย่างนั้นเลยตัดสินใจลาออก

แสดงว่าเป็นคนแหกกรอบมาตั้งแต่สมัยเด็ก
อาจจะเป็นอย่างนั้น ผมรังเกียจการเรียนแบบท่องจำมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่มีการสอบผมก็จะเขียนไปในกระดาษว่า คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มไหน หน้าเท่าไหร่ บรรทัดเท่าไหร่ คือให้อาจารย์ไปเปิดดูเอาเอง ผมคิดว่าทำไมกูต้องตอบอาจารย์ก็รู้อยู่แล้วว่าเราต้องตอบตามหนังสือ เพราะเป็นคนขวางๆแบบนี้แหละทำให้ถูกตีอยู่หลายครั้ง และมีอยู่ครั้งหนึ่งต้องสอบภาษาอังกฤษผมก็สอบตามปกติแถมยังเพื่อเกือบทั้งชั้นลอกด้วย คือความจริงแล้วผมเป็นคนที่เก่งภาษอังเพราะอยู่โรงเรียนคริสต์มาก่อน พอผลสอบออกมาเพื่อนที่ลอกผมผ่านหมดแต่ผมได้ศูนย์คือตกอยู่คนเดียว อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าอาจารย์ดัดหลังผม

เมื่อไม่เชื่อศิลปะในระบบแล้วคุณตัดสินใจทำอะไร
ผมไม่ได้ทิ้งงานศิลปะนะ ผมยิ่งทำงานหนักมากขึ้นวาดรูปตั้งแต่เช้ามืด เรียนรู้เองอาศัยความอึดไม่จำเป็นต้องไปเรียนในชั้นเราทำงานได้มากกว่าเสียอีก ในห้องเรียนอาจารย์เอาหุ่นเอาแบบมาให้เราวาด พอหมดชั่วโมงส่งงานเสร็จแล้วก็ให้คะแนนเป็นอันจบ คือเราคิดว่าเป็นอย่างนี้เราหัดเองที่บ้านก็ได้ หาหนังสือหาอะไรมาอ่าน มาศึกษาเอาเอง ฝึกมากกว่า ทำมากกว่าคงจะดีกว่า

ในขณะเดียวกันผมก็สนใจเรื่องเรื่องราว ความหมายของชีวิตมากขึ้นทำให้คิดว่าศาสนาน่าจะสามารถตอบคำถามบางอย่างในชีวิตเราได้ ผมอ่านหนังสือศาสนาทุกศาสนา นั่งสมาธิ มุ่งไปในเรื่องนี้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่บรรยากาศการเมืองเข้มข้น คือหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ได้ไม่เท่าไหร่ แต่ผมไม่ได้เข้าไปร่วมอะไรกับเขา จนถูกพรรคพวกด่าอยู่เหมือนกันว่าเอาแต่นั่งสมาธิ เพราะตอนนั้นผมเชื่อว่าความทุกข์มันอยู่ที่จิตใจ หากเราดับทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในได้ก็จะเป็นสุข

จากนั้นไม่นานผมก็หนีออกจากบ้านไปเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดทุ่งทอง จังหวัดกำแพงเพชร กันดารมากตอนนั้นเป็นหมู่บ้านที่ชาวลาวอพยพไปอยู่กัน เหมือนกับชีวิตเรามันจะพาไปสู่เรื่องที่ต้องขบคิดตลอดเวลา ต้องไปเจอชีวิตผู้คน ผมเห็นคนจนที่เรียกว่าจนแบบสัตว์เลยก็ได้ ไม่รู้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างไร เห็นข้อแตกต่างว่าทำไมผู้คนต่างเสพสิ่งไม่จำเป็นเข้าไปมากมายขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งแทบไม่มีอะไรจะกิน คิดไปเรื่อยเปื่อยหากคนกินหญ้าแทนข้าวได้เหมือนวัวเหมือนควายก็น่าจะดี ก็เลยลองกินหญ้าดูบ้างกินได้พักเดียว ปรากฏว่าอ้วกแตกอ้วกแตน!!! มันกินไม่ได้นี่หว่า (หัวเราะ) คือเราคิดว่าจะแก้ปัญหาจุดนี้จะใช้ชีวิตแบบง่ายๆ กินง่ายๆ เกือบตายเหมือนกัน

ตอนนั้นผมเริ่มเขียนหนังสือเขียนบทกวีแล้ว บางครั้งก็เอาบทกวีที่เขียนไปอ่านให้เด็กฟังบ้าง พยายามสอนเด็กเรื่องชีวิตเรื่องปรัชญาอะไรต่างๆ เหล่านี้ แต่ก็อีกนั่นแหละอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออกอีกเพราะเขาคิดว่าเราบ้าไปแล้ว ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะเด็กอายุแค่นั้นเราเอาเรื่องบ้าบออะไรไปให้เขา คือเราคิดว่าหากเราสอนสิ่งที่ดีให้เขาตั้งแต่วัยเด็กเขาก็จะเติบโตมาแล้วมีชีวิตที่ดี

อยู่ในระบบก็ไม่ได้ หนีไปเพื่อหาที่ทางของตัวเองในต่างจังหวัด เขาก็หาว่าบ้าอีก ถึงขั้นนี้คุณทำอย่างไรกับชีวิต
ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันตันไปหมดกลับเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมก็ไม่ได้เขาหาว่าบ้า จะกลับบ้านแม่ก็อายที่หนีออกมา เดินเข้าไปที่ช่างศิลป์คิดว่าจะไปลาออกให้เป็นเรื่องเป็นราว พอดีเจออาจารย์ สวัสดิ์ ตันติสุข เขาก็ถามว่าทำต้องลาออกด้วยฝีมือก็น่าจะเรียนต่อ ประกอบกับแม่ก็มาตามให้กลับบ้ายด้วย เลยตัดสินใจเรียนต่อจนจบ ช่วงที่เข้ามาเรียนเป็นเวลาเดียวกันกับช่วงที่เกิดเหตูการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 สังหารโหดนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ พอได้ดูข่าวตอนเช้ารู้สึกช็อคมาก ความคิดที่เคยเชื่อว่าความทุกข์เกิดจากจิตใจเปลี่ยนไปทัน มันไม่ใช่นี่หว่าคนทุกข์คนยากที่มีในสังคมมันมีคนทำให้เขาทุกข์ ตั้งแต่นั้นเราก็เริ่มศึกษาเรื่องการมเองอย่างจริงจัง คิดว่าหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือต้องโค่นล้มอำนาจรัฐ เพราะมันคือต้นตอแห่งความชั่วร้าย เราก็เลยเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมตลอด

พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 มีการกวาดล้างนักคิดนักเขียนสายก้าวหน้าในบ้านเราอย่างหนัก งานศิลปะก็ถือว่าเป็นแนวรบทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง สภาวะการณ์ช่วงนั้นเป็นอย่างไร
แทบไม่เหลือ ถูกเผาทิ้งหมด จะมีบ้างเล็กๆน้อยอย่างงานก่อนหน้า 6 ตุลาฯเช่น ภาพเด็กชายหัวโตในบทกลอนจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าขอข้าวขอแกง หรือชุดชาวนา ของคุณประเทือง เอมเจริญ หนังสือศิลปะภาพปั้นจีนบ้าง งานชุดควาย แต่ก็น้อยมากส่วนใหญ่ถูกแบนหมด ตอนนั้นงานศิลปะถูกแบ่งแยกเป็นสองกลุ่มหลักเป็นศิลปะเพื่อศิลปะกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มเป็นศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อกลุ่มแรก เพราะศิลปินเองก็ใจโสโครกงกเงิน อยากให้ผลงานของตัวเองขายได้ราคาแพงๆ แต่ปากก็พร่ำบ่นว่าศิลปะที่แท้ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

งานช่วงแรกของวสันต์ขายให้ใคร
งานของผมเกี่ยวพันธ์กับวิถีชีวิต คนเล็กคนน้อยในสังคม พอเขียนเสร็จแล้วก็เอาไปขายหน้ารั้วธรรมศาสตร์ขายอยู่ข้างถนน ขายราคาถูกๆ 30-40 บาทให้พอได้ค่าสี ส่วนกระดาษผมไปเก็บเอามาจากพวกที่วาดแล้วทิ้งเราเอามากลับด้านเขียนใหม่ พออาจารย์เดินมาเห็นก็เอาไปด่าในชั้นเรียนว่า วสันต์ ทำให้ศิลปะตกต่ำเสื่อมทราม เอาภาพเขียนไปวางข้างถนน มีอาจารย์หลายคนพยายามกล่อมผมให้เลิกเหมือนกัน เขาบอกว่าเอ๊ะนายวสันต์บ้านเธอก็ไม่ได้ยากจนอะไรนี่ ทำไมต้องเอางานไปขายข้างถนนด้วย บางคนก็ซื้อกระดาษมาให้ผมเป็นปึ๊งๆเลยนึกว่าผมไม่มีเงินซื้อกระดาษ ซื้อสี แล้วบอกผมว่าอย่าไปทำแบบนั้นอีก ซึ่งผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น งานศิลปะจะต้องเขาถึงผู้คน ไม่ใช่ไปแขวนเก็บไว้ที่หอศิลป์ไม่มีใครดู ทิ้งให้เก่าคร่ำคร่า ผมยินดีเขียนรูปข้างถนนแล้วมีคนได้ดูดีกว่า

แต่สมัยนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองยังไม่ค่อยสงบ ขนาดผมเขียนนิทานเด็กยังถูกแบนเลย ทหารเข้าไปยึดถึงโรงพิมพ์ ค่าเรื่องก็ยังไม่ได้เลยตอนนั้น สำนักพิมพ์โทรมาบอกว่ามึงอย่างเพิ่งเข้าไปทหารเต็มไปหมด ชีวิตก็อยู่อย่างนี้ จบจากช่างศิลป์แล้วผมก็ยังเขียนรูปขายอยู่ข้างถนน และไม่ได้นึกว่าตัวเองจะต้องเป็นศิลปินใหญ่อะไร แต่ชีวิตก็อยู่ได้ ผมเขียนภาพประกอบให้กับหนังสือบ้าง รวมบทกวีบ้าง ชีวิตก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร

น้อยใจหรือเปล่าเพื่อนรุ่นเดียวกันไปไกลลิบลับ แต่วสันต์ขายงานแทบไม่พอกิน
ไม่ได้คิดน้อยใจอะไร ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ศิลปินควรจะมีคือความอึดใครจะดำนานได้นานกว่ากัน คิดเพียงแค่เป็นพ่อค้าขายภาพเขียน ผมว่ามันง่ายไปใครก็ทำได้ หลายคนหรือครูบาอาจารย์ของผมเคยพูดว่าต้องเลียงลูกเลี้ยงเมีย ต้องให้ตัวเองอยู่ได้ก่อนแล้วค่อยมาคิดเรื่องคนอื่น ผมบอกว่าศิลปะเมื่อมันมาเคาะประตูเรียกเราแล้วหากเราไม่เดินไปพร้อมกับมันก็จบ จะรอให้เรารวยก่อนมันไม่มีทาง เราต้องทุ่มให้กับมันอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าศิลปินเกิดมาพร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่พูดมานี้ก็ไม่ได้หมายความว่างานผมยิ่งใหญ่หรือดีนะ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก หาว่าเอาตีนเขียนบ้าง หยาบ ลามกบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งช่วงปี 27 ผมทำงานออกมา 2 ชุดเป็นเพอร์ฟอร์มแมน ชุดแรกชื่อ ‘ขายตัวเอง’ ส่วนชุดที่ 2 ชื่อ ‘แอนตี้ศิลตีน’ เนื้อหาคือ ศิลปินคือใคร…(เขาต้องมาจากมหาวิทยาลัยใหญ่โต) ศิลปินเขียนอะไร… (เขาเขียนรูปหน้าพระขาย) ทำไมศิลปินรักศิลปะไทย…(เพราะมันขายได้ราคาดี) แรงมากตอนนั้น มีศัตรูแทบทุกมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้คัดค้านว่าคนทำงานศิลปะห้ามขายนะ ผมเองก็ขาย แต่ผมเชื่อว่าหัวใจของศิลปะต้องเพื่อสติปัญญามนุษย์ไม่ใช่เพื่อหม้อข้าวของศิลปิน

อย่างอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง แกยืนยันหนักแน่นว่าศิลปะไม่ใช่การค้า เมื่อมีเรื่องราคาเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวจะทำให้เจตนาเปลี่ยน งานของแกทุกชิ้นจึงไม่ขายเลยจนแกเสียชีวิตไป หลายคนเคยด่าแกช่วงที่แกเขียนกวี หาว่าเขียนไม่เป็นแล้วยังจะเขียน ผมว่าคนนั้นแหละที่ไม่เป็น ทำไมกวีต้องอยู่ในกรอบ แกเขียนได้ลึกซึ้งมาก แต่ละชิ้นซ่อนปรัชญาไว้มากมาย รู้ได้ทันทีว่าแกอ่านหนังสือเยอะมาก เข้าชีวิตได้ทะลุปรุโปร่ง

หลายคนพูดว่างานศิลปะของคุณวสันต์เป็นงานที่ไม่ได้ผ่านการครุ่นคิดจนตกตะกอน เป็นงานหยาบ
ผมแทบไม่มีเวลากลั่นกรองมากสักเท่าไหร่ เพราะระบบทุนมันทำลายเราทุกวินาที หากความคิดผม งานของผมทำให้เร็วกว่าเสียงได้ผมทำไปแล้วจริงๆ นะ ไม่ว่าใครจะบอกว่าเราเป็นเอ็กเพรสชั่นนิสต์ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่สน ผมคิดแต่เพียงจะทำอย่างไรให้ความคิดนั้นออกไปสู่คนได้รับรู้

ผมไม่ได้ปฏิเสธงานที่วิจิตรบรรจง งดงาม ตามองค์ประกอบศิลป์นะ แต่เนื้อหางานและเจตนาคืออะไร คุณต้องการนำเสนออะไรต่างหาก งานที่สร้างได้กล่อมเกลาจิตใจมนุษย์หรือเปล่า ความงามไม่ได้อยู่ที่ฝีมือเชิงช่างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมมองว่าความงามของศิลปะคือเรื่องของปัญญาด้วยเช่นกัน เอ็กเพลสชั่นนิสต์หลายคนหยาบกว่าผมอีกเอาขี้มาใส่กระป๋องแสดงก็มีเยอะแยะไป ต้องดูที่เจตนา หากเราติดเพียงความงามก็จะมองไม่เห็นความจริง งานที่ผมแสดงใครกล้าเถียงบ้างว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงที่สะท้อนออกมาจากสังคม ความหยาบในงานของผมมันไม่ใช่เรื่องของฝีมือแต่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกต่อเรื่องนั้น ใครที่ไม่มีฝีมือแล้วแกล้งบอกว่าเรายึดสไตล์หยาบๆมันดูรู้ ผมไม่ได้มักง่ายในการผลิตงาน ดูอย่างถวัลย์ ดัชนี บางชิ้นเขียนเร็วมากตดปู๊ดยังไม่ทันหายเหม็นก็เสร็จแล้ว ราคาหลายแสนบาทด้วยซ้ำ ใครกล้าบอกว่าเขาเขียนงานหยาบหรือเปล่า มันเป็นวิธีการของศิลปินแต่ละคน

มองศิลปะบ้านเราตอนนี้เป็นอย่างไร
บ้านเราต้องการให้ศิลปะมันงี่เง่าเต่าตุ่นอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องการให้ศิลปะเข้าไปเกี่ยวข้องการเมือง สังคมอะไรทั้งสิ้น เป็นศิลปะยุคเก่าที่เน้นเพียงสุนทรียะ แต่วันนี้กระแสโลกเขาไปถึงไหนแล้ว บ้านเรายังงมอะไรอยู่ไม่รู้ ที่พูดไม่ได้หมายความว่าหลงหลงใหลตะวันตกหรือไหลตามกระแสแต่อย่างใด เรื่องศิลปะที่พูดที่คำนึงถึงผู้คน สังคม การเมือง เขาตื่นตัวกันนานแล้ว จะไม่ให้ยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร ในเมื่อผมต้องกินข้าวที่คนอื่นปลูก ต้องใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นทอขึ้นมา ชีวิตมันเกี่ยวพันกันมันกระทบกรเทือนถึงกัน ผมจึงต้องยุ่งกับคนอื่น หากชีวิตเราอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งใครหรือเกี่ยวข้องกับใคร รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างผม ผมก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับท่าน

คนในสังคมกำลังลืมไปว่าเราเกี่ยวพันกัน คนหนึ่งเกิดมาในสังคมล้วนแล้วแต่ไม่ได้เป็นตัวเองบริสุทธิ์ ในชีวิตคนมีองค์ประกอบจากคนอื่นทั้งนั้น กว่าจะเป็นเขาในวันนี้ล้วนแล้วแต่หล่อหลอมมาจากคนอื่น แต่เราไม่มีเวลาคิดเรื่องคนอื่น คิดแค่เรื่องตัวเองก็จะบ้าตายแล้ว คิดว่านั่งรถไปทำงานตอนเช้าต้องเจออะไรบ้าง แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว เขาจึงไม่มีเวลาไปคิดถึงสังคม และคนรอบข้าง แต่ศิลปินมีหน้าที่ต้องคิดเรื่องนี้ ไม่ใช่คิดเพียงแค่เขียนภาพไปประดับบ้านคนรวยแล้วหาเงินเข้ากระเป๋า แค่นั้นคงไม่ใช่ศิลปิน ผมมองว่าเป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่งเท่านั้น

ในวงการเพลงชอบเรียกว่าเป็นศิลปินค่ายนั้นค่ายนี้ แต่ผมมองว่าศิลปินที่แท้ไม่ใช่พวกเดียวกับนักร้อง ที่เอาแต่ร้องเพลงที่ตัวเองไม่ได้แต่ง มีนายทุนมีทีมงานแต่งให้เสร็จเขามีหน้าที่ร้อง หรือออกมาเต้นจ้ำบ๊ะให้คนดู อย่างนี้มันสร้างสรรค์อะไรให้กับสังคม ผมไม่เรียกว่าศิลปิน

สังคมพยายามทำให้คนเชื่องแล้วอยู่ในคอก ไม่มีเสียงคัดค้าน เมื่อเรากลายเป็นสัตว์เชื่องตัวหนึ่งไม่มีปากเสียง แล้วงานของคุณจะสมารถสื่อสารอะไรกับสังคมได้ นักร้องใหญ่ๆที่อยู่ในตลาดอยู่ในระบบเขาสื่อสารอะไรที่มันสร้างสรรค์ แต่สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินใหญ่อีกคนที่ไม่ได้ติดอยู่ในระบบการสื่อสารของเขาก็แตกต่างกับคนอื่น วันนี้เพลงแนวรักใคร่ เหงาผิดหวัง อกหัก ถูกเปิดกรอกหูคนอยู่ทุกนาที คนก็ซึมกระทือกันหมด แทนที่เพลงดีควรจะถูกเปิดกันบ่อยๆ สังคมจะได้ดีขึ้น คนทำงานศิลปะดีๆ จะได้มีกำลังใจ

อยากเห็นศิลปินบ้านเราเป็นอย่างไร
ศิลปินก็คือการแสวงหาการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ศิลปินวันนี้มีมนุษยธรรมแค่ไหนในชีวิตหนึ่ง มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมมากน้อยแค่ไหนในการอยู่ร่วมกับสังคม คุณเคยเป็นผู้ให้หรือเปล่า หากคุณมีเงินคุณสามารถให้เงินที่คุณมีได้บ้างหรือเปล่า คุณมีความรู้คุณได้ให้ความรู้กับคนอื่นบ้างหรือเปล่า หรือการมีชีวิตอยู่ของคุณมีเจตนาเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเองฝ่ายเดียว เงินหรือความรู้หากไม่ได้ทำให้มันเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มันก็ไม่ต่างอะไรกับขี้ก้อนหนึ่ง

ศิลปินต้องทุ่มเทเรียนรู้ชีวิตผู้คน และถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงของสังคมออกมา เพื่อให้มนุษย์และสังคมเกิดสติปัญญา ใครก็ตามที่ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ ใครก็ตามที่สร้างให้เกิดความเสียหายแก่แผ่นดิน กอบโกยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นของส่วนตัว ก็ไม่ต่างอะไรจากโจร ศิลปินต้องสะท้อนให้เห็นสภาวการณ์ตรงจุดนี้ ต้องเป็นคนที่เซ็นซิทีฟมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ได้หมายความว่าบ้าจี้นะ ต้องไวกว่าคนอื่น ต้องเป็นผู้เฝ้ามองสังคมอยู่ตลอดเวลา แล้วถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นเป็นชิ้นงานออก สู่สังคมอย่างสร้างสรรค์

คุณจะเลือกอะไรระหว่างการเป็นศิลปินเล็กๆ คนหนึ่งที่ทำงานออกมาแล้วดูรุนแรง มีคนยอมรับในวงจำกัด กับการเป็นศิลปินใหญ่ที่งานไม่เกรี้ยวกราดเกินไป สังคมยอมรับ และสามารถสื่อสารได้ในวงกว้างมากกว่า
ความรุนแรงในสังคมทุกวันนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีรูปธรรมมากมาย เช่น ฆ่าตัดตอน ความรุนที่ภาครัฐแก้ปัญหาภาคใต้อย่างกรือเซะ ตากใบ ความรุนแรงใสสังคมมิติต่างๆ ฆ่าข่มขืน นักเรียนตีกัน โสเภณี ไม่เว้นแม้ในวงการศาสนา แต่ความรุนแรงที่น่ากลัวที่สุดคือความรุนแรงของระบบทุนนิยมซึ่งทำให้คนขลาดเขลาเบาปัญญา เห็นแก่ตัว มุ่งบริโภคกันจนไม่ลืมหูลืมตา เหล่านี้มันน่ากลัวกว่างานที่ผมสร้างเสียอีก ผมทำหน้าเปลือยสังคมที่เป็นอยู่เท่านั้น ผมจะทำงานอย่างนี้ต่อไป แม้ว่าจะมีคนเพียงกลุ่มก็เดียวดีกว่าคนดูเยอะเยอะแล้วไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นผลสะเทือนต่อสังคม ถึงจะไม่มีใครซื้องานของผมก็ตาม เพราะผมเชื่องว่าได้ไตร่ตรองอย่างมีสติแล้ว

Related contents:

You may also like...