ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ

“HOUSE” บ้านหลังใหม่หัวใจดวงเดิม

บ้านนับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างจากสิ่งปลูกสร้างอื่น กล่าวคือ สถานที่แห่งนี้ได้รับการรังสรรและตกแต่งขึ้นมิใช่เพื่อกันความร้อนหนาวของธรรมชาติ หรือว่าเพื่ออวดอ้างสถานภาพทางสังคมของเจ้าของเท่านั้น แต่บ้านคือศูนย์รวมจิตใจ รวมทั้งเป็นแหล่งรวมกลุ่มคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันอีกด้วย แม้ว่าปัจจุบันสังคมเมืองจะเต็มไปด้วยความแปลกแยก และความโดดเดียวท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่เชี่ยวกราก ทุกคนต่างเอาตัวรอดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย กระนั้นก็ยังมีคนที่บูชาเรื่องของจิตใจ และเชื่อเรื่องการสร้างชุมชนที่แม้จะมีความต่างแต่ก็มีหัวใจเดียวกัน เป็นหัวใจที่ชื่นชอบในภาพยนตร์ที่ไม่ด้อยค่าแต่ด้อยโอกาส อุ๋ย ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ แห่งสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล คือหนึ่งในคนที่เชื่อและกำลังผลักดันชุมชนภาพยนตร์ที่ชื่อ “House”

ความจริงแล้ว ภารกิจหลักๆ ของคุณอุ๋ย ทายาทรุ่นที่สองของครอบครัวภาพยนตร์ “ เตชะรัตนประเสริฐ ” ต้องรับผิดชอบ คือเรื่องฝ่ายขายทั้งหมด ดูแลเรื่องการเปิดดีลกับโรงภาพยนตร์ต่างๆ ภายในประเทศ รวมทั้งประสานงานกับเอเยนต์ในต่างประเทศสำหรับการส่งออกภาพยนตร์ไทยในตลาดภาพยนตร์นานาชาติหลังจากที่สหมงคลฯ ขยายฐานที่มั่นออกไปยังตลาดโลกเมื่อสองถึงสามปีก่อนหน้านี้ ทั้งหมดคือกิจกรรมทางการตลาดของผู้จัดการฝ่ายขายอย่างเธอที่ต้องกำกับ

อย่างไรก็ดีด้วยความชื่นชอบวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สาวหน้าใสมากความสามารถคนนี้จะแบ่งภาคการทำงานของตัวเองออกมาอีกด้านในส่วนของการรับผิดชอบเรื่องการรันโรงภาพยนตร์ที่เป็นเสมือนบ้านของหนังที่ด้อยโอกาสอย่าง “HOUSE” อีกด้านหนึ่งไปพร้อมๆ กันกับบทบาทหลักด้วย

“ ตอนนี้กลุ่มตลาดของเราชัดเจนขึ้น เรารู้ว่ากลุ่มหลักของเราเป็นใคร เพียงแต่ว่าตอนนี้เราพยายามที่จะไปหาเขาเหล่านั้น บอกพวกเขาว่าเราทำอะไรกันอยู่ คือยังมีหลายคนไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดไปเลยว่า เฮาส์คืออาร์ต คือหนังดูยากต้องปีนบันไดดู ซึ่งตรงนี้ก็เป็นโจทย์ที่ยากและใหญ่เหมือนกันที่เราจะพยายามบอกลูกค้าให้ชัดเจนขึ้น”

ด้วยความที่โรงภาพยนตร์ที่ไม่เอาใจตลาดแต่เอาใจคนทำแห่งนี้ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองอย่างสยามแสควร์ หรือว่ามีจำนวนสาขากระจายอยู่โดยทั่วไป ไหนจะเรื่องการประชาสัมพันธ์ในวงกว้างเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวภาพลักษณ์ของโรงภาพยนตร์อีก เส้นทางของโรงภาพยนตร์น้องใหม่แห่งนี้จึงไม่ได้ปูโรยไว้ด้วยกลีบดอกไม้

“ จุดเริ่มต้นของเราเกิดจากความรักหนัง เราอยากให้หนังเล็กๆ มีพื้นที่ในการหายใจ อุ๋ยเชื่อว่าเรามี Concept และ Product ที่ชัดเจน คนจะอยากมาเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าอยู่ใกล้หรือว่าไกล อย่างยอดเฉลี่ยผู้ชมต่อรอบก็ยังไม่เรียกว่าปัญหา เนื่องจากอุ๋ยทำ “Little Big Film Project” ทำหนังอาร์ตมาก่อน ผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาแล้ว ก็พบว่าเราไม่สามารถสร้างกลุ่มคนดูขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะต่ำกว่าที่คาดไว้นิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับรุนแรง เราเชื่อว่ามันจะกระเตื้องขึ้นแน่ๆ แต่ต้องใช้เวลา

คือเรายืนอยู่บนจุดของผู้ที่เป็นผู้บริโภคมาก่อน ขนาดว่าเราเป็น Distributor เองยังไม่สามารถตามหนังหลายๆ เรื่องที่เข้าฉายได้ทันเลย ซึ่งเราเชื่อกันเองอีกเหมือนกันว่า หนังถูกสร้างมาเพื่อโรง หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดูทีโรงต้องเสียดายแหละ นั้นคือจุดเริ่มต้นของ HOUSE ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าที่ทำไปก็ไม่ได้กำไรหรอก แต่ที่ได้กลับมาคือ เรื่องของการจรรโลงวงการภาพยนตร์ในแนวกว้าง อย่างน้อยก็เรื่องการสร้างคนใหม่ๆเข้ามาในวงการ อีกอย่างคือผู้ชมจะได้ไม่ต้องไปพึ่งเรื่องของวิซีดี หรือว่าดีวีดีเถื่อนด้วย ”

ดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการฝ่ายขายต้องพบปะติดต่อโรงภาพยนตร์หลากหลายค่าย เรียกว่าอยู่ในวงการที่เต็มไปด้วยบรรดาเสือสิงฆ์กระทิงแรด แต่โดยพื้นฐานทางการศึกษากลับไม่ได้เป็นตัวช่วยเธอมากเท่าที่ควร การจัดการทั้งหมดเกิดจากการเห็นมาก ฟังมาก หรือจะเรียกว่าประสบการณ์ล้วนๆ ก็คงไม่ผิดนัก

“ ตอนนั้นที่เลือกเรียนก็ไม่ได้มองตัวเองไกลขนาดนี้ ไม่ได้มองด้วยว่าจะต้องเรียนมาเพื่อสมัครทำงาน อยากเรียนอะไรก็เลือกไปก่อน เพราะว่าสุดท้ายก็เป็นเรื่องประสบการณ์มากกว่าที่จะช่วยเราในการทำงาน แต่ถามว่าเรียนจิตวิทยาเอามาใช้ได้ไหมก็ใช้ได้ เพราะเรียนมาทางจิตวิทยาอุตสาหการ เกี่ยวกับการบริหารคน บริหารการทำงาน ซึ่งช่วยได้เยอะเหมือน ”

เป็นความเชื่อฝังหัวที่ว่าทำงานไปได้สักระยะหนึ่งก็ถึงเวลาที่ต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆมาเพื่อพัฒนาตนเองและองค์กรโดยภาพรวมให้มีความทันสมัยและรุกคืบไปข้างหน้า ภาพการศึกษาในความคิดของผู้คนโดยมากจะเป็นรูปแบบตามที่กล่าวมาซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังได้โดยง่าย แต่ความคิดของหญิงสาวนักบริหารที่ติดกลุ่ม Top 50 Young Executive 2004 จากนิตยสาร Positioning คนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างออกไป

” อยากเรียนต่อเหมือนกัน แต่เพื่อโอกาสในการเรียนรู้ชีวิต อุ๋ยอยากไปอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีภาพของคุณสมศักดิ์ยืนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา ในความเป็นลูกของเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) ทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด อุ๋ยเชื่อว่า ประสบการณ์คือเรื่องที่ทำให้คนทำงานได้ดีขึ้น การศึกษาช่วยในเรื่องทฤษฎี แต่ไม่มีวิชาไหนหรอกที่สอนเราได้ตรงทำกับสิ่งที่เราทำ แล้วไม่มีที่ไหนเปิดโอกาสให้เราได้ลอง ได้ตัดสินใจมากเท่าประสบการณ์ตรงนี้ และถึงการศึกษาจะเป็นการเพิ่มมุมมองและการตัดสินใจของเราให้กว้างขึ้น แต่ก็ยังยืนยันว่าการศึกษาไม่ได้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินคน ความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่า ”

เพราะวิธีการเข้ามาไม่เหมือนกับพนักงานคนอื่นในบริษัท ด้วยเหตุนี้เธอเองจึงไม่ปฏิเสธว่าเธออยู่ในสถานภาพที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นในการเริ่มต้นการทำงานในครอบครัวที่มีกิจการใหญ่โตอย่างสหมงคลฯ

“ โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจนี้ เลยตัดสินใจไม่ยากที่จะเข้ามาทำงานที่นี้ เพราะว่าธุรกิจบันเทิงก็ดูสนุกดี หนังเราก็ชอบดู อีกข้อคือเรื่องของโอกาส เราได้เรียนรู้อะไรก่อนคนอื่นเขา ได้มีโอกาสตัดสินใจก่อนคนอื่นเขา ถ้าเราสมัครงานตามปกติ ทุกวันนี้เราคงอาจจะเป็นเพียงแค่ Executive อยู่ก็ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนดาบสองคม เราก็ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่สามารถทำให้เกิดการการยอมรับ ทำให้เราหลุดจากภาพความเป็นลูกของเสี่ยเจียงไม่ได้ การทำงานก็ไม่มีวันก้าวหน้าเหมือนกัน

ก็ต้องพยายามศึกษา หาข้อมูลมากๆ เรียนรู้การทำงานของผู้ใหญ่ว่า วิธีการเป็นอย่างไร เพราะคุณพ่อจะไม่มานั่งจูง และพาเราเดินไปก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง เหมือนเรารับโจทย์มาแล้วต้องทำให้ได้ ก็ต้องออกแรงหน่อย เพราะถ้าเราพยายามจริงๆ อุ๋ยว่าทุกคนก็สามารถทำได้ ”

ด้วยความที่ตลาดในวงการภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว หากใครจำได้เมื่อสักประมาณ 5 – 10 ปีก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ไทยเองเรียกว่าแทบไม่มีมูลค่าทางการตลาดเลย ในขณะที่ภาพยนตร์จีนเรื่องไหนๆ ก็สามารถเข้ามาโกยเงินจากกระเป๋านักชมภาพยนตร์ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนวงจร วันนี้ทิศทางการสร้างภาพยนตร์ไทยอยู่ที่ราว 50 – 70 เรื่องต่อปี ส่วนภาพยนตร์จีนนั้นแทบจะหายไปจากสารบบ บริษัทสหมงคลฟิล์มเองในฐานะแนวหน้าของวงการภาพยนตร์ไทยจึงไม่พยายามตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินตัวมากจนเกินไป

“ ด้วยความที่เรารู้ความเป็นมาเป็นไป รู้ว่าถ้าหนังเรื่องนี้ขาดทุน สถานภาพทางการเงินของบริษัทจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นการทำให้สหมงคลฟิลม์ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงหรือว่าสามารถรักษาที่มั่นเดิมให้ได้เหมือนเดิมทุกปีๆ คือตอนนี้เราคือบริษัทภาพยนตร์โลคอลที่เป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทย และถ้าเราทำสำเร็จในทุกปี อุ๋ยว่าก็น่าจะเป็นความสำเร็จที่ดีแล้ว ”

ว่ากันว่าการเป็นแชมป์นั้นยากแล้ว การรักษาเข็มขัดแชมป์ให้ได้ทุกปีนั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากกว่า แต่สำหรับ อุ๋ย ชมศจีแล้วเธอเลือกที่จะมองข้ามช็อต ไม่ใช่เพียงแค่รักษาเข็มขัดอย่างเดียว หากแต่ยังแสวงหาสังเวียนใหม่เพื่อประลองขีดความสามารถของตัวเองให้ชีวิตมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น “HOUSE” บ้านภาพยนตร์ของหนังด้อยโอกาสคือสังเวียนที่เธอยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป

HI-CLASS-239

Related contents:

You may also like...