กรุณพล เทียนสุวรรณ

หน้าที่ใหม่บนหัวใจดวงเดิม

“ถ้าไม่ได้เป็นดาราอย่างที่เป็นอยู่อย่างวันนี้ ที่คิดไว้มีอยู่สองอย่างนะ ถ้าไม่ทำงานบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือว่างานธนาคารตามที่เล่าเรียนมา ก็คงไปเป็นตำรวจแบบคุณพ่อ เพราะเคยมีความคิดที่จะไปสมัครเป็นตำรวจในกองคดีเศรษฐกิจ ได้ใส่เครื่องแบบ มันเท่ห์ดี”

ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่ความฝันและความจริงในวัยเยาว์ ไม่ได้ทับซ้อนสนิทแนบแน่นจนกลายเป็นเนื้อเดียวไปเสียหมด หลายคนต้องเดินไปตามเส้นทางที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เคยพยากรณ์ไว้ก่อน

กรุณพล เทียนสุวรรณ หรือ เพชร ดาราหนุ่มผู้มากความสามารถก็เป็นหนึ่งในหลายคนที่เป็นอย่างนั้น

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ว่าคุณพ่อเป็นตำรวจที่ต้องเดินทางไปรับราชการที่ต่างจังหวัด เราจึงติดตามไปด้วย ย้ายไปอยู่หลายที่ อยู่ที่เพชรบุรี 5 ปี ที่ราชบุรี 9 ปี หลังจากนั้นย้ายมากรุงเทพฯ มาเรียนที่สามเสนวิทยาลัยจนจบม.6 ไปเรียนที่หอการค้าอยู่ปีหนึ่ง ในคณะเศรษฐศาสตร์ แรกๆก็ยังหาตัวเองไม่เจอ เรียนๆไปอย่างนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเศรษฐศาสตร์คืออะไร รู้แต่ว่าอยากเรียนทางด้านบริหาร พอมาเรียนจริงก็พบว่าสนุกดี ไม่เห็นจะยากอะไรเลย คราวนี้พอมีพื้นฐานก็เลยคิดว่าอย่างนี้อยากไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่คุณแม่ท่านบอกว่าลองเอนท์อีกทีแล้วกัน ถ้าไม่ติดค่อยไป คราวนี้เลยติดที่มหาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนคณะเดิม เศรษฐศาสตร์”

ถึงตรงนี้ ถนนชีวิตของเขาน่าจะแล่นไปสู่ไปสู่ถนนสายธุรกิจและ การลงทุนเพราะจากบรรยากาศก็ดูจะเอื้อให้ไปในแนวทางนั้น แต่โชคชะตาก็พาไปพบเจอกับพี่ไก่ วรายุทธ มิลินทจินดา ผู้จัดละครมือทอง

“ตอนนั้นจำได้ว่าไปดูนิทรรศการของนิตยสารพลอยแกมเพชร พี่ๆทีมงานเข้ามาขอสัมภาษณ์ไปลงในคอลัมน์ แล้วพี่ไก่ไปอ่านเจอ เลยเรียกเรามาแคสท์เรื่องบ้านทรายทอง ปรากฏว่าไม่ได้ พอดีตอนเรียนจบไปเจอพี่ไก่อีกที เขาก็เรียกเรามาแคสท์ คราวนี้ได้ เรื่องแรกที่เล่นคือเรื่อง ‘ขอหยุดหัวใจไว้เพียงเธอ’ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเล่นมาเรื่อย ใจตอนนั้นคิดว่าจะเข้ามาทำงานสักพักแล้วค่อยไปเรียนต่อ เอาเข้าจริงก็เลยเถิดมาถึงทุกวันนี้”

จากอาชีพนายตำรวจในวัยเด็ก มาต่อที่ดารา นักแสดง รวมถึงนายแบบ ที่มีงานเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ มาวันนี้นักธุรกิจก็เป็นอีกบทบาทที่เขาต้องสวมใส่ นอกจากงานในวงการบันเทิงแล้ว ธุรกิจส่วนตัวตอนนี้ก็มีร้านอาหารของคุณแม่อย่างจิตปภัสสร มีร้าน Link 71 ที่ร่วมลงทุนกับเพื่อนๆพี่ๆทั้งในและนอกวงการ รวมถึงธุรกิจสปา ถึงหนุ่มคนนี้จะเป็นนักแสดงแต่หน้าที่หลักจริงๆกลับอยู่ที่ธุรกิจสปาที่ชื่อลีลาวดีซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการอยู่ เรียกได้ว่างานหนักไม่ใช่เล่นทีเดียว

แทนที่จะเป็นความรู้ในสมัยเรียนที่ชักจูงให้เข้าสู่แวดวงธุรกิจ แต่เปล่าเลยงานบันเทิงต่างหากที่พัดพาเข้าสู่งานธุรกิจอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ตอนแรกที่เข้ามาทำงานบันเทิงวางแผนไว้อย่างดีเลยว่า จะทำสักสองสามปี เก็บเงินได้สักก้อนแล้วจะไปเรียนต่อตามที่ได้วางแผนไว้ พอถึงเวลาจริงๆ ก็เริ่มรู้จักคนนั้นคนนี้ เริ่มสนิทกับพี่เอ๊าะ พี่ลิง แล้วเผอิญเขาชวนทำธุรกิจ ไปเปิดโน้น เปิดนี่ สรุปว่าเลยไม่ได้ไปเรียนต่อ

เมื่อก่อนพวกเราเป็นพวกชอบเที่ยวกลางคืน ในกลุ่มก็มีกันหลายคน ไปกินกันทีคืนนึงก็หมื่นกว่าบาท พอมาหารกันก็ไม่เยอะหรอก แต่มานั่งดีดลูกคิดดูปรากฏว่า เดือนๆนึง เป็นแสน เราเลยคิดการใหญ่ ทำไมเราไม่มาลงขัน เปิดเองเสียเลย นั่นคือจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจกับเพื่อนในวงการบันเทิง

จากงานแสดง หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานพิธีกรเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งตัวผมเองรวมทั้งพี่ลิง ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องออกเดินทางบ่อย แล้วพออัดรายการเสร็จจะออกไปเที่ยวข้างนอกบางทีไม่สะดวก บางแห่งไม่ปลอดภัย เราเลยต้องอยู่ในโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ก็ต้องหากิจกรรมทำ ก็เลยไปนวดเข้าสปากัน จากนั้นก็ชอบ แต่มันก็ยังไม่ตอบโจทย์ของเราอีกนั่นแหละ ติดตรงปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว บางทีพนักงานมาขอถ่ายรูป หรือไม่ก็แอบมาดูเรา เราเลยคุยกันว่า น่าจะทำกันเองและใช้กันเอง อารมณ์นั้นเหมือนของขึ้น ก็หาดูที่กันยกใหญ่ หากันอยู่พักนึง ใจอยากทำเป็นรีสอร์ทแบบที่มีสปาอยู่บนเกาะ ด้วยความที่มีใจใหญ่แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สุดท้ายผมเลยบอกว่า พี่…เอาที่ที่บ้านผมแล้วกัน คือใช้พื้นที่บางส่วนในร้านอาหารของคุณแม่ เลยกลายมาเป็นลีลาวดีอย่างทุกวันนี้“

เขาว่ากันว่าธุรกิจกับเพื่อนเป็นของที่ไม่คู่กัน เลี่ยงได้ควรจะเลี่ยง ไม่อย่างนั้นหากเกิดความผิดพลาดล้มครืนลงมาจะเสียเพื่อนเอา อาถรรพ์แบบนี้ใช่ว่าหนุ่มคนนี้จะไม่เคยเจอ

“มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราร่วมหุ้นกับเพื่อนแล้วปรากฏว่าเจ๊ง ทะเลาะกันและเลิกคบกันไปเลย จากบทเรียนคราวนั้น เราพยายามเดินออกมาไม่ให้ซ้ำรอยเดิม โดยมีการพูดคุยกันไว้แต่เนิ่นๆแล้วว่า อย่าเอาเงินเก็บมาลงทุน ให้เอาเงินเย็น เงินก้อนที่เหลือเก็บมาลงทุน จะได้ไม่ซีเรียสมากเกินไป เมื่อคุยกันรู้เรื่องอย่างนี้แล้วจะได้ไม่เสียดายที่เงินก้อนที่ลงไปหากมันละลายไปกับสายน้ำ เชื่อไหมว่าทำร้านมาเกือบสามปี ยังไม่เคยทะเลาะกันเลย คือว่าพอมีคนเริ่มแรงคนนึง อีกคนจะเบา เราจะคอยดึงๆกันไว้”

ถึงจะสามารถลบล้างอาถรรพ์เรื่องความขัดแย้งของบรรดาหุ้นส่วนได้ แต่ขึ้นชื่อว่าการทำงานนั้นย่อมไม่มีทางโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ต่อให้พยายามบริหารความเสี่ยงได้ดีเท่าใดก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายให้คนทำงานต้องแก้ไขอยู่เสมอ ธุรกิจสปาก็เช่นกัน

“ปัญหาที่เจอเยอะที่สุดเป็นเรื่องพนักงาน เพราะธุรกิจนี้ยังบูมอยู่ ความต้องการแรงงานที่มีฝีมือจึงมีมาก ปัญหาสมองไหลจึงเยอะ คือผู้จัดการสปาทั่วประเทศตอนนี้มีอยู่ประมาณ 800 คนเอง แต่จำนวนสปาทั้งประเทศตั้ง 6,000 แห่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกัน แล้วทีนี้พอเราลงทุนเรื่องซอฟต์แวร์อย่าง ส่งคนไปฝึกจนเค้าทำได้ตามมาตรฐานแล้ว คนอื่นก็ชุบมือเปิบมาซื้อตัวคนของเราไป ในที่สุดจากที่ไม่คิดว่าจะได้เรียนต่อ ก็ต้องไปเรียนต่อจนได้ แม้ไม่ใช่สาขาที่คิดไว้ตั้งแต่ต้น คือพอเราโดนอย่างนี้เข้า เรารู้สึกว่าทำไมเราต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจด้วย กอปรกับระเบียบของทางกระทรวงสาธาณสุขด้วยที่ว่าทุกสปาต้องมีผู้จัดการ สปาที่ผ่านการทดสอบจากทางกระทรวงอย่างน้อยหนึ่งคนต่อหนึ่งสปา ก็เลยไปเรียน เราเลยกลายมาเป็นผู้จัดการสปาในที่สุด ซึ่งก็ดีนะ เวลามีปัญหา เราจะได้จัดการเองเสร็จในคราวเดียว”

การตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเอาตัวเองลงไปคลุกกับปัญหาจนรู้จริง ทำให้เขามีที่ยืนอย่างมั่นคงในธุรกิจนี้

“ชื่อเสียงเงินทองที่หลั่งไหลเข้ามาในตอนนี้สำหรับคนอื่นอาจดูว่ามากมาย แต่ต้องไม่ลืมว่าที่สุดแล้ว ทั้งบรรดางานแสดง ร้านอาหารรวมทั้งธุรกิจสปาก็เป็นการขายที่แขวงความเสี่ยงอยู่บนเส้นด้ายที่ชื่อว่ารสนิยม เป็นเรื่องของกระแส ช่วงนี้คนอาจจะนิยมสิ่งที่เราทำอยู่ แต่พอผ่านไปอีกสักปีสองปี กระแสอาจเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นก็ต้องปรับตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ผมอยากมีบริษัทเป็นของตัวเอง บริษัทอะไรสักอย่างที่สามารถเลี้ยงเรา เลี้ยงครอบครัวเราได้

ต้องยอมรับว่านักแสดงใหม่ๆเกิดขึ้นมาเยอะมาก นักแสดงที่เค้าเอามาสร้างกระแส หรือว่าที่ขายได้นั้น จะเป็นพวกเด็กวัยรุ่นมากๆ 20 ต้นๆ หรือว่าไม่เกิน 25 พวกนี้ ซึ่งพอมาถึงพวกผม ก็จะประมาณว่า เล่นบทพ่อ บทอา บทลุง ซึ่งเรารู้สึกว่า มันยังไม่ถึงวัยที่เราต้องมาเล่นบทแบบนี้ ถ้าบทแบบนี้เข้า แล้วเราไม่เล่นคือเราไม่มีงานทันที เราก็ต้องหางานอย่างอื่นทำ จะให้ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานธรรมดามันก็ลำบาก เราเสียนิสัยแล้ว เราเคยมีรายได้เยอะ ให้ทำงานเต็มวันเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้จำกัดมันก็ยาก ค่าใช้จ่ายทางสังคมของเราสูง มีธุรกิจหลายอย่างที่เราต้องรับผิดชอบ ฉะนั้น เราต้องหาทางที่ได้รายได้ มากกว่าคนอื่นเพื่อเอาเงินเข้ามาซับพอร์ตธุรกิจของเราเผื่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย”

หนุ่มเพชรพูดถึงธุรกิจของเขากับอนาคตที่ไม่แน่นอนในวงการบันเทิงอย่างเข้าอกเข้าใจ และไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนข้างหลัง

“ในฐานะของคนที่ทำธุรกิจทั้งในแบบที่เคยเจ๊งจนเสียเพื่อน และแบบมีกำไรอย่างในทุกวันนี้ ก็อยากจะแบ่งประสบการณ์บางส่วนสำหรับคนที่คิดจะกระโจนเข้ามาทำธุรกิจใหม่ๆว่า คุณต้องลึกซึ้งว่าธุรกิจที่คุณจะทำนั้นคืออะไร คุณทำธุรกิจเพื่ออะไรมีบุคลากรพร้อมไหม ช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์เป็นอย่างไร คุณมีเงินพอหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องใจ คุณพร้อมที่จะสูญเสียเงินในมือหรือเปล่า คนทำธุรกิจต้องพยามยามจินตนาการเรื่องร้ายๆไว้ก่อน คุณต้องคิดในแง่ร้ายว่าถ้าพลาดท่าขึ้นมา คุณจะแก้ไขมันอย่างไร ถ้าเงินหมด สายป่านยาวไม่พอ บริษัทที่คุณทำมาเจ๊ง คุณจะไปทางไหน ต้องมีตัวซับพอร์ตเป็นระบบ ไม่อย่างนั้นถึงเวลาจริงจะตายอย่างเฉียบพลัน”

ถึงแม้ว่าจะโลดแล่นอยู่ในวงการมายาที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ในชั่วเวลาข้ามคืน แต่การเตรียมตัวขยับขยายหาช่องทางอื่นไว้เพื่อรับสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั่นก็ดูจะทำให้เรื่องราวของดาราหนุ่มอย่าง เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณที่จรัสแสงอยู่ในขณะนี้แวววาวเพียงพอให้เราสาดแสง Spotlight ขับให้มีความสุกสกาวโดดเด่นยิ่งกว่าดาวดวงไหน

HI-CLASS-238

Related contents:

You may also like...