เจตต์ โสภิตพงศธร

ชายผู้เคลื่อนไปข้างหน้า

การเลียนแบบจัดเป็นปรากฏการณ์ที่ไล่หลังตามมาเสมอยามที่การสร้างสรรค์เกิดขึ้น ในวันที่ผู้คนออกมาเรียกร้องให้มีการออกมาตรการเพื่อขจัดหลืบไรที่มาเกาะเกี่ยวใช้ความสร้างสรรค์เป็นบันไดเหยียบย่ำไปสู่ที่หมายของตน หากแต่เราลองทำตัวเป็นปลาที่ว่ายน้ำทวนกระแสสังคมขึ้นไป เราจะพบความจริงที่คุ้มค่าเหนื่อยว่า ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราเรียกว่าการสร้างสรรค์ในปัจจุบันกาลล้วนมีรากเหง้าที่ต่อยอดมาจากความรุ่งเรืองของอดีตกาลทั้งสิ้น

ผมเชื่ออย่างสนิทใจมาโดยตลอดว่า “ในความเป็นเรามีความเป็นเขาอยู่ครึ่งหนึ่งเสมอ” การเลียนแบบจึงไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือ การกระทำที่ไม่บังควรตราบเท่าที่เราเรียนรู้ที่จะบริหารขอบเขตของการนำไปใช้ให้เข้ารูปทรงกับความเป็นปัจเจกของเรา เจตน์ โสภิศพงสธร นักธุรกิจหนุ่มผู้มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างอาณาจักรเล็กๆบนเนื้อที่กว่า 300 ไร่ที่ชื่อ Horseshoe Point เป็นคนหนึ่งที่ยืดอกรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ความเป็นเขาในวันนี้มีอัตลักษณ์ของคนอื่นเจือปนอยู่ด้วยเช่นกัน

“ท่านอานันท์ ปันยารชุนเป็นบุคคลในดวงใจ” เพราะเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีและ ผู้นำประเทศที่ได้รับการยกย่องจากสาธารณชนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนในระดับผู้บริหารจะหยิบยืมวิธีคิดของท่านอานันท์มาเป็นแบบอย่างในการทำงาน

“ผมเคยอ่านหนังสือท่าน และก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับชีวิต เราเรียนรู้แนวทางการทำงานจากอัตชีวประวัติของท่านได้เลย อย่างเรื่องการจัดลำดับของงาน ท่านเคยกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า เวลาที่ใครก็ตามจะทำงานนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องไม่เอางานที่เล็กกว่ามาคั่นงานที่สำคัญกว่า อย่าให้งานมาติดขัดที่เรา” บทเรียนแรกนี่เองเหมือนเป็นการบอกกล่าวอย่างกลายๆว่า เราไม่ควรเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ถ้าเราทุกคนทำงานโดยมีเรื่องส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ภาพรวมของงานที่ออกมาก็จะดีตามไปด้วย ตัวอย่างการเดินตามรอยท่านอานันท์ของคุณเจตน์ในเรื่องนี้ เห็นชัดที่สุดเมื่อถูกพัฒนามาใช้ในรูปแบบของงาน “เราต้องทำงานด้วยใจ คำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของลูกค้า ผลประโยชน์ของบริษัทแล้วจึงสนใจเรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อการปฏิบัติเริ่มต้นที่ตัวเราเองจนเป็นต้นแบบได้ก่อนแล้ว ผมเชื่อว่าพนักงานจะเห็นและทำตามด้วย”

นอกจากนี้แบบอย่างเรื่องความกล้าแสดงความคิดเห็นของท่านอานันท์ก็เป็นอีกเรื่องที่ได้รับการปรับใช้ เป็นความจริงที่ว่าความกล้ามีหลายระดับฉะนั้นจึงต้องกล้าอย่างมีเหตุผล “ในปัจจุบันเรื่องความกล้าอาจถูกใช้ไปกับเรื่องที่มีความหมายไม่ดี แต่ความกล้าของท่านอานันท์เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง” ในสังคมไทยเราเคารพเรื่องอาวุโส ฉะนั้นการที่คนหนุ่มจะกล้าพูดแสดงความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ใหญ่นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความกล้าบนพื้นฐานของเหตุผล “คือทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก่อนอื่นต้องมีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ตั้งแง่ในการทำงานแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมดำเนินไปตามครรลอง ผมก็เอาตรงนี้มาใช้ อย่างบางเรื่องในที่ทำงานที่เราไม่เห็นด้วยกับทางผู้ใหญ่ เราก็นำเหตุผลของเราเข้าไปถก เข้าไปพูด”

ส่วนเรื่องสุดท้ายคือเรื่อง เยาวชน บทบาทที่โดดเด่นของนายอานันท์ในปัจจุบันอีกเรื่องคือการช่วยเหลือเยาวชน โดยนอกจากดำรงตำแหน่งทั้งทางราชการและเอกชนในหลายสาขาแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานองค์การมูลนิธิของยูนิเซฟ “ท่านคิดถึงเยาวชน คิดถึงสังคมตลอด ผมเคยทำงานให้ท่านก็เลยซึมซับเรื่องเหล่านี้มาบ้าง จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งผมทำเทศกาลดนตรีคลาสสิก เป็นการทำงานกับเยาวชนเพื่อเยาวชน ก็เลยเลือกที่จะทำงานผ่านทางยูนิเซฟ โดยเชิญท่านมาเป็นประธานให้ ท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วก็ยังให้คำแนะนำในการทำงานต่างๆมากมาย”

ถึงแม้จะเคารพและชื่นชมบุคคลในดวงใจมากขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอคือ ชีวิตของคนไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ ที่ความตื้นลึกหนาบางจะเท่ากันไปเสมอ เราทุกคนย่อมมีเส้นทางเป็นของตัวเอง คุณเจตน์ก็เช่นกัน ถึงแม้นายอานันท์จะเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่คุณเจตต์ก็ไม่คิดว่าการเดินตามรอยเท้าคนโปรดในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เขาถนัดนัก “ตอนเด็กๆก็สนใจนะ เรียกว่าสนใจมากเลย ถึงขนาดที่ว่าพยายามพูดให้เหมือนกับคนที่เราชอบในสภา แต่พอโตขึ้นกลายเป็นว่าความสนใจเรื่องเหล่านี้น้อยลง ความสนใจตอนนี้ของเราไปอยู่ที่การบริหารธุรกิจมากกว่า”

ต้องยอมรับว่าบางครั้งสิ่งดีที่สุดของเราอาจไม่ใช่เรื่องการเดินตามรอยฮีโร่ในดวงใจของเราทั้งหมด การเรียนรู้ที่จะปล่อยชีวิตให้มีช่องว่างบ้างเพื่อได้ตระหนักถึงความต้องการที่แท้ของตน อาจทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นยามเราแลมองไปที่กระจกอันมีฉากหลังเป็นคนที่เราเคารพรักก็เป็นได้

HI-CLASS-238

Related contents:

You may also like...