กิ๊กกับจิ๊บ

สองชายขี้หักหลัง

ในประเทศที่เชื่อกันว่าประชากรส่วนใหญ่อ่านหนังสือกันปีละสามถึงสี่บรรทัดอย่างบ้านเรา ผมเชื่ออย่างแรงว่าการที่ใครคนหนึ่งกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นควักกระเป๋าลงทุนเปิดสำนักพิมพ์เป็นของตนเองต้องใช้ทั้งความกล้าและ บ้าบิ่นอย่างมาก เพราะมีต้นทุนทั้งที่มองเห็นและ มองไม่เห็นมากมายให้คิดคำนึงถึง ไหนจะเรื่องยอดขายที่เอาแน่ไม่ได้อีก ยิ่งถ้าลงมือเขียนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องด้วยแล้ว การจะประสบความสำเร็จนั้นยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก กระนั้นก็ยังมีสองกระทาชายที่ก้าวผ่านความบ้าบิ่นนั่น มิหนำซ้ำยังทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่อง จนยอดขายถล่มทลายถึงขั้นเบสเซลล์เลอร์ (นับถึงปัจจุบัน 120,000 เล่ม) หนังสือที่หยิบประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของหญิงชายและความรักมาหยิกกัดชนิดมันปากอย่าง “หักหลังผู้ชาย” จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายความคิดความอ่านเกี่ยวกับการทำหนังสือรวมทั้งฉายภาพบางอย่างของคนในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี

“มันเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ คือเรานั่งชิวๆ ไม่ได้กินเหล้า (แต่ดูดบุหรี่) คุยกันเล่นๆว่า เวลาไปเที่ยวที่ไหน มีคนเข้ามาปรึกษาเราบ่อยๆ ว่าแฟนเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็มีหลายๆ เรื่องที่เราคิดว่า เฮ้ย! ผู้หญิงไม่รู้จริงๆเหรอวะ แล้วมึงหลงโง่ไปรักมันเนี่ยนะ ก็เลยมาลิสต์มาเป็นข้อๆ ตอนแรกจิ๊บ (อติกานต์ หนุนภักดี) จะทำเป็นละคร แต่มันค่อนข้างวุ่นวาย เลยเปลี่ยนมาทำเป็นหนังสือดีกว่าง่ายดี ก็เริ่มอัดเทปแล้วคุยกันโดยเราหาตัวแสบๆมาเป็นตัวละครในแต่ละบท” ” อนิศ โอสถานุเคราะห์ (กิ๊ก) หนึ่งในสองผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์อนิศอติกานต์ เปิดปากเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือหลังจากที่ออกหาประสบการณ์ชีวิตมาร่วม 6 – 7 ปี โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า งานปั้นหม้อจะทำให้ทั้งคู่ได้ดี

ด้วยความที่เป็นคนเขียนที่ไม่รักการอ่านฉะนั้นการทำหนังสือแบบไม่อ่านของเขาจึงต้องการความชัดในระดับหนึ่ง“เรื่องของเรื่องคือผม (จิ๊บ) เป็นคนไม่อ่านหนังสือเลย ไอ้นี่ (กิ๊ก) มันอ่าน ผมก็เลยอยากทำเป็นหนังสือที่ผมอ่านได้ ไอ้นี่อ่านได้ เลยเป็นหนังสือ “หักหลังผู้ชาย” ที่เน้นบทสนทนาของผู้ชายปากหมากลุ่มหนึ่งที่อ่านสนุกจบได้ในวันเดียว เหมือนไปนั่งล้อมวงคุยอยู่ในกลุ่มผู้ชาย ไปนั่งฟังผู้ชายเมาท์กัน เสนอว่าผู้ชายเวลาแย่นะ แย่ขนาดไหนแต่เป็นด้านเจ้าชู้นะ ไม่ใช่ตบเมียอะไรนะครับ เรามันเป็นพวก ปัญญาชน พวกนั้นเป็นกรรมกร เราเป็นคนฉลาดมีความรู้ เราไม่ตบ แต่เราเขย่าจะทำอีกไหม (หัวเราะ)”

จำนวนยอดพิมพ์ที่เข้าขั้นมหาศาลดูเหมือนว่าจะเป็นกระแสเพียงด้านเดียว แล้วกระแสด้านลบล่ะ “อย่างผู้ชายจะวิ่งเข้ามาแล้วบอกว่า เจ๋งมากพี่ เป็นไบเบิลของผมเลย ผู้หญิงก็ชอบแต่ว่าจะไม่เข้ามาทัก ส่วนกระแสด้านลบมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่สำหรับงานแบบนี้ถือว่าลบน้อยมาก เต็มที่ก็ด่าตามเว็ป”

“เคยมีน้องที่เจอกันตอนมาเที่ยว เขาเข้ามาปรึกษาเรา ประมาณว่า พี่หนูคบผู้ชายคนหนึ่ง หนูให้เค้าเอาไปแล้ว เค้าไม่รับสายหนูอีกเลย แล้วพี่ว่าไง เราเลยบอกว่า น้องโดนหลอกฟันค่ะ หรือแบบ พี่ค่ะหนูพึ่งเสียตัวให้กับคน ๆนี้เมื่อเจ็ดวันที่แล้ว เราก็หันไปมอง (ผู้ชายคนที่น้องเขากล่าวถึง) และเค้าก็เล่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็น้องโดนหลอกฟันแล้วครับ คือเราสามารถล้วงลึกถึงว่าคุณโดนเอามาเมื่อไรได้โดยที่ผู้ชายทั่วไปไม่ทำได้ โดนเอาครั้งสุดท้ายเมื่อไร เราก็รู้“ การจู่โจมด้วยคำถามแบบถึงลูกถึงคนจากแฟนนานุแฟนของหนังสือนี่เองน่าจะยืนยันกระแสการตอบรับและลักษณะทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างเห็นภาพพจน์ทีเดียว

ถึงตรงนี้หลายคนอาจมองว่า กิ๊กกับจิ๊บ เป็นดารา เป็นนักเขียน เป็นกูรูเมื่อพูดถึงทอปปิกที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังขึ้นเตียงและพิธีกรรายการทีวี (หักหลังผู้ชายออนทีวีที่จะออนแอร์ช่วงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้) แต่ทั้งคู่ก็ยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่ใช่ วันนี้ กิ๊กยังเป็นกิ๊ก ส่วนจิ๊บก็ยังเป็นจิ๊บ “ผมเป็นตัวเอง มีคนมาถามว่าเป็นดาราหรือเปล่า ไม่ผมเป็นดาราไม่ได้ ผมเล่นเป็นคนอื่นไม่ได้ จริงๆแล้วเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเอนเตอร์เทนเมนท์ ภาพรวมเราเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เราไม่ได้เป็นนักเขียนอย่างเดียว คือเราคิดอะไรใหม่ ๆ คิดอะไรสนุกได้ เป็นครีเอทีฟด้วย”

ตัวเลข 120,00 เล่มอาจจะสื่อหรือว่าอธิบายมิติทางสังคมอะไรบางอย่าง แต่ผมกลับนึกไม่อออกจริงๆว่าจะจารไนเหตุและปัจจัยอย่างไรให้ครบถ้วนกระบวนความ แต่ที่ผมมั่นใจมากๆคือบทสนทนาจากปากของสองหนุ่มที่แฟนนานุแฟนยกให้เป็นกูรูในเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิงน่าจะพูดหรือว่าอธิบายอะไรต่อมิอะไรเป็นอย่างดีโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องขยายความใดๆอีก

HI-CLASS-238

Related contents:

You may also like...