ดำรง พุฒตาล

การเดินทางของ ดำรง พุฒตาล

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘ชีวิตคือการเดินทาง’ ย่อมต้องเจอขวากหนามบ้างเป็นธรรมดา เพื่อรสชาติของชีวิต แต่การเดินทางของบุคคลที่ได้ชื่อว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อประเทศชาติอย่าง ดำรง พุฒตาล นั้น ย่อมมีเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต เล่าสู่กันฟังได้ไม่รู้จักหมด
ปัจจุบัน ดำรง พุฒตาล มีงานมากมาย ทั้งงานทางด้านหนังสือ โทรทัศน์ บริษัททัวร์ และที่เห็นเด่นชัดอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งก็คือ การเป็น สว. ซึ่งเกิดเรื่องราวความประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะกับตัวบุคคล

“ในเทอมแรกเราพอใจกับการที่เรามีส่วนผลักดันรัฐธรรมนูญ และประทับใจตัวบุคคล 3 คนก็คือ อาจารย์มีชัย ฤชพันธ์ ซึ่งเป็นประธานคือ ท่านให้โอกาสเรา เพราะตอนนั้นเราเข้ามาแบบไม่รู้เรื่องอะไร ให้โอกาส ให้อภัยในการโฉงฉ่างของเรา ดึงเราเข้าไปเป็นกรรมมาธิการหลายๆ เรื่อง

อีกคนหนึ่งที่ประทับใจก็คือ อาจารย์วันนอร์ ตอนนั้นท่านเป็นประธานรัฐสภา ท่านจะเรียกใช้เราเยอะ ถึงแม้ว่าเราเป็น สว. เขาเป็นประธานรัฐสภา แต่ก็ได้ทำงาน มีโอกาส และเข้าใจเรื่องต่างประเทศเยอะ เช่น ไปสร้างความเข้าใจประเทศต่างๆ ให้เข้าใจประเทศไทย เข้าใจอิสลามในเมืองไทย อะไรอย่างนี้
คนสุดท้ายที่ผมประทับใจในการเมืองก็คือคุณบรรหาร ศิลปอาชา คือคุณบรรหารเป็นคนที่แต่งตั้งผมเป็น สว.ตั้งแต่รุ่นแรก ที่ผมประทับใจก็คือ ท่านบรรหารเป็นรัฐบาล เราเป็น สว. พอตรวจสอบอะไรเขา เขาไม่ได้ต่อว่าต่อขานอะไร ผมไม่นึกว่าเมื่อนายกบรรหารแต่งตั้งผมแล้ว ผมต้องไปประจบประแจงเอาใจไม่คัดค้านที่เราเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่เราประทับใจก็คือท่านจะไม่มายุ่ง ไม่มาต่อว่า และขออะไรจากเราเลย บางคนมาขอด้วยซ้ำอย่างการตั้งใครขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ องค์กรอิสระอาจจะมีคนโทร.มาขอว่าช่วยเลือกคนโน้นคนนี้หน่อย แต่คุณบรรหารและครอบครัวอย่างคุณกัญจนาไม่เคยเลย ผมประทับใจว่าเขามีสปิริตทางการเมืองดี นี่ประทับใจจริงๆ”

นอกจากนี้ในส่วนของการเป็น สว. ดำรง พุฒตาลยังดูแลในส่วนของการเป็นประธานอนุกรรมมาธิการศึกษา ติดตาม การคุ้มครองผู้บริโภค, รองประธานกรรมมาธิการการต่างประเทศ และรองประธานกรรมมาธิการสาธารณสุข รวมทั้งประธานมูลนิธิเมาไม่ขับ กรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และประธานมูลนิธิดำรง พุฒตาลอีกด้วย

สำหรับการเป็นประธานมูลนิธิเมาไม่ขับ ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั้น เพิ่งจะได้รับความสนใจจากทางส่วนราชการที่ช่วยกันรณรงค์เรื่อง ‘เมาไม่ขับ’ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง ทำให้ ดำรง พุฒตาล รู้สึกประทับใจในตัวท่านนายกทักษิณและคณะรัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนในเรื่องนี้

“จุดประสงค์ของเรามีอันเดียวก็คือ ไม่ให้คนเมาออกไปขับรถ เราไม่ได้ต่อต้านคนกินเหล้า มันเป็นเรื่องของเขา สุขภาพของเขา เราไม่เกี่ยว แต่ถ้าคุณเมาคุณอย่ามาขับรถ นั้นคือสิ่งที่เราพยายามจะประชาสัมพันธ์มาตลอด มูลนิธินี้เกือบ 10 ปีแล้ว แต่ 2 ปีหลังได้ผลชัดเจนคือรัฐบาลเห็นความสำคัญและลงมาเล่นด้วย นั้นถือว่าเป็นความสำเร็จของมูลนิธิ เพราะเราไม่มีมือ ไม่มีเท้า ไม่มีเงินที่จะไปรณรงค์ ในเมื่อสื่อโฆษณาปีหนึ่งเป็นพันๆ ล้าน ออกสื่อวิทยุ โทรทัศน์ แต่เราเป็นมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยของชีวิตคน จะไปขอเขาออกทีวี เลือดตาก็แทบจะกระเด็น มันเป็นเรื่องที่บ้างครั้งก็ไม่เข้าใจประเทศนี้เหมือนกัน

ถ้าเราประทับก็ประทับใจในส่วนที่นายกทักษิณและ ครม. ห้ามมิให้โฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผิดกับสมัยก่อนที่สามารถโฆษณาได้ตลอด ผมเองเป็นหัวหอกที่รณรงค์ขอให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โฆษณาได้เฉพาะ 4 ทุ่ม- ตี 5 จริงๆ เราเองก็กังวลกลัวว่าคนที่มีอิทธิพลและมีเงินอยู่ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของเหล้า เจ้าของเบียร์นั้น จะไปล็อบบี้ท่านนายกหรือรัฐมนตรี แต่ทางคณะรัฐมนตรีและท่านนายกทักษิณเกลับเห็นด้วยในเรื่องการณรงค์นี้ จึงได้อนุมัติมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว มันเป็นงานที่ทำให้เราภาคภูมิใจและประทับใจในตัวรัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายกที่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้”

อีกหนึ่งความทรงจำและความประทับใจที่มิอาจลืมเลือน ไปได้เลยก็คือ งานหนังสือ ‘คู่สร้างคู่สม’ ที่ ดำรง พุตาล ทำมาตลอดระยะเวลา 26 ปี จนเป็นที่รู้จักมากมายทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่แม้แต่ในประเทศเท่านั้น ต่างประเทศก็ไม่น้อยหน้า และอีกอย่างก็คือเป็นหนังสือเล่มเดียวในประเทศไทยที่คนอ่านรู้จักเจ้าของ

“เนื่องจากมันมี 26 ปีแล้ว มันก็จะมีความประทับใจมากมาย แต่ที่สำคัญก็คือ การมีส่วนช่วยชาวบ้าน มันไม่ใช่ว่าเรามาพูดให้ดูดี คนอ่านเขารู้จักและยังเข้าใจว่าคนอ่านยังรักใคร่ชอบพอเจ้าของ เพราะฉะนั้นเขาเดือดร้อน เขาก็จะขอความช่วยเหลือจากเรา เวลาเขามีความสุข มีความปลาบปลื้มเขาก็จะเขียนมาเล่ากับเรา คือผู้เขียนมีอยู่ทั่วโลก คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ส่งรูป ส่งเรื่องดีๆ มา บางทีคนละภาษา เป็นภาษาอิตาเลียน เขาเห็นว่าเป็นเรื่องดีเขาก็ส่งมา บางคนตัดรูปมาให้ แม้กระทั่งเราจะเดินทางไปประเทศไหน ลงหนังสือว่าเราจะไปก็จะมีคนมาต้อนรับ ส่งคนมาดูแล เหมือนกับรู้จักกันมาเป็น สิบๆ ปี นี่คือความสุขจริงๆ ยกตัวอย่างปีที่แล้วที่ไปญี่ปุ่นตอนปีใหม่ก็มีคนไทยกับสามีญี่ปุ่นมารับ กลับบ้านไม่ได้ก็มาเช่าโรงแรมเดียวกับเรา ซื้อเสื้อผ้ากันหนาวมาให้เราให้ลูก ไม่ใช่ว่าเขาเอาของมาให้แล้วเรารู้สึกประทับใจนะ แต่เรารู้สึกว่าคนที่เขาไม่รู้จักเรา เขาเป็นแฟนเรา สิ่งนี้แหละที่เรารู้สึกประทับใจ ซึ่งมันมีเยอะมากในหนังสือคู่สร้างคู่สม“

หลังจากหมดวาระการเป็น สว. ในเดือนมีนาคม 2549 แล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ของ ดำรง พุฒตาล ก็จะกลับมาทุ่มเทให้กับการทำงานสื่อ ทั้งโทรทัศน์ และงานหนังสือที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่ เพราะงานทางด้านสื่อถือเป็นสายเลือดของ ดำรง และยังเป็นงานเดียวที่สามารถทำไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

“อายุผมก็ขนาดนี้ ฐานะความเป็นอยู่สบายแล้ว ชีวิตครอบครัวก็สมบูรณ์ ก็ไม่รู้ว่าจะไปร้องแร่แห่กระเชิง หาเรื่องอีกทำไม ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ทำงานสื่อ ผมว่างานสื่อถ้าเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ยึดมั่นประชาชนเป็นหลักกับบ้านเมือง คุณทำได้ดีกว่าคุณเป็น ส.ส. สว.หรือ รมต.ด้วยซ้ำไป และฐานของคุณก็คือประชาชน ถ้าเราเป็นสื่อที่ดียึดมั่นชาติบ้านเมืองและประชาชน”
แม้จะถึงจุดหมายปลายทางในชีวิตแล้วก็ตาม แต่การเดินทางของ ดำรง พุฒตาล ก็ยังไม่จบสิ้น ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ฉะนั้น เรื่องราวดีๆ และเป็นที่ประทับใจของชายผู้นี้ก็ยังจะเกิดขึ้นเสมอ

HI-CLASS-238

Related contents:

You may also like...