ดุสดี-วิธวดี แพ่งสภา

คู่รัก…คู่ชีวิต

ในโลกที่ใครต่อใครเชื่อกันว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ จะนำมาซึ่งชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยความสุข มักเป็นโลกที่วุ่นวายและเหนื่อยหนัก มีแต่การแสวงหาไขว่คว้าทรัพย์สินเงินทองและชื่อเสียงเกียรติยศมาครอบครอง ผู้คนไม่น้อยยอมละทิ้งสิ่งต่างๆมากมาย เพียงเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดที่ตนใฝ่ฝัน ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงสังคมชั้นสูง แต่เมื่อก้าวไปถึงจุดนั้น อาจพบว่าทั้งหมดเป็นแค่ภาพลวงตา และพบคำตอบว่าความสุขของชีวิตนั้น แท้จริงแล้วมิอาจเติมเต็มได้ด้วยวัตถุราคาแพง หากแต่เป็นความสุขภายในที่เกิดจากความรักและความอบอุ่น ความผูกพันอันแนบแน่นมั่นคง จากคนที่เรารักและรักเราอย่างจริงใจ

แม้ว่าความรักและความสนิทสนมของ คุณดุสดี และ คุณวิธวดี แพ่งสภา จะเริ่มต้นขึ้นจาก puppy love ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นเรียนอยู่สาธิตจุฬา ซึ่งในยามนั้นอาจถูกคนรอบข้างมองว่าเป็นความรักแบบเด็กๆที่ไม่น่าจะยั่งยืน แต่ด้วยความที่คุณวิธวดี หรือ คุณไหม เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าอกเข้าใจคุณดุสดี หรือคุณเอ๊ด ในทุกๆเรื่อง รวมไปถึงปัญหาทุกข์ใจเกี่ยวกับครอบครัวที่คุณเอ๊ดต้องเผชิญมาตั้งแต่เด็ก ความผูกพันของหนุ่มสาวทั้งสองจึงกระชับแน่นแฟ้นและจริงจังต่างจากความรักวัยรุ่นฉาบฉวยของเด็กหนุ่มสาวทั่วไป จนยั่งยืนยาวนานกลายเป็นคู่ชีวิตที่ใครๆพากันอิจฉามาจนทุกวันนี้

ไฮคลาส : สิ่งที่ทำให้ความรักแบบเด็กๆพัฒนาขึ้นมาเป็นความรักที่ลึกซึ้งจริงจัง
ดุสดี : คือตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างมีปัญหา หมายถึงปัญหาตัวเองนะครับ ไม่ใช่มีปัญหากับใคร อาจจะครอบครัวผม มีคุณพ่อซึ่งเป็นตำรวจที่มีอำนาจ และดุมาก ผมก็เลยโดนดุประจำก็เลยเป็นเด็กที่มีปัญหา พอมาเจอไหมแล้วสบายใจ ก็เลยอยากจะอยู่ด้วย นั่นคือจุดเริ่มของทุกวันนี้ เชื่อไหมว่าตอนเด็กๆ ผมพูดติดอ่าง เพราะกลัวพ่อ พ่อดุ ไหมเค้าก็เป็นคนบอกเองว่าทำไมต้องติดอ่าง พยายามสอนผมจนผมคิดว่าจริง ก็เลยหาย แล้วก็พูดเร็วอย่างทุกวันนี้ครับ
วิธวดี : พอได้รู้จัก สนิทกับเอ๊ดก็เหมือนเป็นแฟนกับเค้าไปตลอด อาจจะเป็นประเด็นเรื่องปัญหากระมังคะที่ทำให้เราอยู่กันมานาน เพราะไม่งั้นถ้าเค้าจะไปก็คงไปแล้ว อาจจะเหมือนเราเป็นส่วนช่วยเติมเต็มชีวิตให้ ทำให้เค้ามั่นใจขึ้น พอเค้ามั่นใจเค้าก็จะเปลี่ยนไปเอง

ไฮคลาส : แล้วเมื่อไหร่ที่ชีวิตเป็นอิสระจากการดูแลของคุณพ่อ
ดุสดี : ก็พอผมไปเมืองนอกครับ คือตอนนั้นคุณแม่เสียชีวิต ตอนผมก็คิดว่าไปเมืองนอกก็ดี เพราะว่าเดี๋ยวก็ไปเจอเพื่อน แต่ไปถึงก็อยู่กัน 2 คน ไม่ใช่ว่าไปใช้ชีวิตแบบสามีภรรยานะครับ คือคุณแม่ไหมเค้ามีบ้านอยู่ พี่สาว พี่ชายเค้าอยู่โน้นอยู่แล้ว
วิธวดี : คือพี่สาวก็เรียน พี่ชายก็เรียน ตอนไหมไปคุณแม่เค้าก็มีบ้านอยู่ที่อังกฤษอยู่แล้ว ก็อยู่ในความดูแลของพี่ แต่ก็เหมือนเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยไม่มีสังคมไทยรอบข้างเข้ามาเกี่ยว มันเลยเหมือนเป็นช่วงชีวิตที่เราได้เรียนรู้กันสองคนจริงๆ ช่วยเหลือกันจริงๆ

อยู่ที่โน่นเราก็เป็น Nobody เพราะว่าเราเป็นคนไทย อังกฤษจะเป็นประเทศที่เหยียดหยามคนผิวเหลือง ถึงเรเป็นเด็กเก่ง คนอังกฤษเค้าจะยอมรับถ้าเรามีอะไรที่ outstanding แต่ ณ จุดหนึ่งเค้าก็ยังมองเราว่าด้อยกว่าเค้า

ไฮคลาส : เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เริ่มออกงาน เป็นที่รู้จักในวงสังคมไฮโซ หรือว่าอยู่ในแวดวงมาตั้งแต่เด็ก
วิธวดี : ไม่เลย โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ไม่ได้มีแต่คนมีรวย ถ้าถามว่าเราคบแต่ไฮโซมั้ย ก็ไม่ใช่
ดุสดี : ผมคบได้ทุกคน แก่ เด็ก สาว หนุ่ม ขอให้จริงใจผมคบได้หมด ไปงานรู้ว่าคนนี้คิดไม่ดี เราก็จะไม่สนใจ ถ้ารู้ว่าคนนี้ดีกับเรา เราก็จะคุยกันแบบแฟร์ๆ ใครไม่คุย เราก็ไม่คุย เราไปงานเราไม่ได้ต้องการไปง้อเค้า

ไฮคลาส : ความอึดอัดใจบ้างไหมกับพฤติกรรมของคนในวงสังคมไฮโซ
ดุสดี : คือถ้าคนที่เข้ามาใหม่ๆ เค้าจะมองก่อนว่านามสกุลอะไร ถ้านามสกุลที่ Popular เค้าจะไม่กล้ายุ่งวงไฮโซเนี่ย…ถ้าใครที่โดดเด่นเข้ามา คนไฮโซเค้าจะมองว่าถ้าเป็นคนที่นามสกุลดังจริงๆก็ไม่กล้ายุ่ง แต่ถ้าเป็นคนใหม่ๆ ก็จะไปขุดคุ้ยเค้าแล้ว เริ่มต้นเค้าก็ดูก่อนว่าคนนี้ชื่ออะไร แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ดูว่าแต่งงานกับใคร นามสกุลเก่าเค้าคืออะไร ทำนองนี้
วิธวดี : คือความจริงใจอย่างความเป็นเพื่อนมันน้อยมากตรงนี้ มันต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน เจอหน้ากันก็ยิ้ม แต่พอลับหลังก็จะจิกดูตั้งแต่หัวจรดเท้า หมั่นไส้ ใส่ขนาดนี้ ต้องเว่อร์ขนาดนี้ ต่อหน้าก็จะหวานแหวว แต่พอลับหลังเราก็จะได้ยินอีกแบบนึง บางทีจะทะเลาะกันเอง มองแล้วรู้ไส้กันหมด คนข้างนอกมองกันไม่รู้หรอกคะว่าใครเป็นใคร
ดุสดี : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนามสกุลก็คือ นานแล้ว มีผู้หญิงคนนึง อายุไม่มากกว่าผม เค้าก็มาบอกว่า “เนี่ยเอ๊ดๆ ว่าจะถามตั้งนานแล้วว่านามสกุล แพ่งสภา เค้าไปดูในหนังสือพระราชทานนามสกุลของรัชกาลที่ 6 ไม่เห็นมีเลย” ผมก็ไปถามญาติว่านามสกุล แพ่งสภา มีที่มาอย่างไร ผมก็เลยได้รู้ว่ารัชกาลที่ 6 ท่านไม่ได้พระราชทาน แต่ได้รับพระราชทานตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เพราะหลังจากนั้นรัชกาลที่ 6 เค้าออกกฎหมายว่าทุกคนต้องมีนามสกุล เค้าทำเพื่อจะหักหน้าผม พอผมรู้ปุ๊บ เวลาผมไปงาน ผมก็เรียกคนมาเยอะๆ เลย แล้วก็บอกว่า โอ้ย จะไปหาสมัยรัชกาลที่ 6 น่ะ ไม่มีหรอก เพราะนามสกุลนี้มีตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เค้าก็โกรธผม
วิธวดี : คำว่า Hisociety ในเมืองไทยเนี่ย คือถ้าถามไหม มันไม่ใช่ไฮโซที่แท้จริง คำว่า Hisociety ที่แท้จริงในศัพท์ คือการพบปะสังสรรค์กันของบุคคลชั้นสูง แต่ของคนไทยเนี่ยผิดวัตถุประสงค์เลย ไฮโซจริงๆ บางคนเค้าไม่เข้างานด้วยซ้ำค่ะ คนในสังคมชั้นสูงเค้าทนตรงนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เค้าเข้ามาแล้วอาจจะเห็นเป็นเรื่องไรสาระก็ได้ ใครก็ไม่รู้

ไฮคลาส : จุดมุ่งหมายของการออกงานของผู้คนในสังคมแบบนี้คืออะไร
ดุสดี : สำหรับผม ที่เข้าไปเพราะผมชอบสนุก คนละจุดมุ่งหมาย คือผมไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะหาผลประโยชน์ในงานเค้านะ ไม่ได้ต้องการเพื่อไปโปรโมทตัวเอง ผมชอบแต่งตัว ผมก็ไปงานของผม แต่ก็มีคนล้อเหมือนกันว่าพี่ไปทุกงานเลยนะ ผมก็อายเหมือนกัน
วิธวดี : แต่เราไม่ได้ไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ วันนึงการ์ดมาตั้งไม่รู้กี่ใบ แต่ก่อนคือเจ้าของงานโทรมา เชิญมาบอกว่าให้ช่วยไปเป็นเกียรติในงาน เราก็เลี่ยงไม่ได้ แต่บางคนไปงานเพื่อธุรกิจเค้า มันก็ไม่ได้เสียหายในการมีสังคมที่กว้างขึ้น บางคนก็ไปเพื่อหาครอบครัวใหม่ก็มี อันนี้เยอะมาก อย่างผู้หญิงบางคนก็เข้าไปหาสามี พูดตรงๆ เลยค่ะ

ไฮคลาส : คนที่อยากเข้าสังคมไฮโซ ต้องมีอะไรเป็นใบผ่านทาง ต้องมีชาติตระกูลดีหรือเปล่า
วิธวดี : ไม่มีหรอกค่ะ ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ ก็แค่ความสวยเท่านั้นเอง ก็ต้องทำตัวเองให้เข้าไปอยู่จุดนั้นได้ก่อน ซึ่งต้องใช้วิธีของแต่ละคน พอได้บัตรเชิญเป็นใบเบิกทางก็เข้าไปทำตัวให้โดดเด่น ถ้าเป็นผู้หญิงสวยเดี๋ยวเดียว ก็มีคนเข้ามา นักข่าวเอย อะไรเอย แป๊บเดียวก็ไปแล้ว

ไฮคลาส : คนระดับนี้เค้าจะคุยเรื่องอะไรกัน
วิธวดี : หลากหลายมาก มีทั้งเรื่องจริงก็มี แต่ส่วนใหญ่จะวาดวิมานในฝันซะใหญ่โต
ดุสดี : ที่ถ้าได้ข่าวใครที่ไม่ดีก็จะพูดกันทั่ว แต่อาจนักข่าวไม่รู้จริง แค่ตามกระแส แต่คนที่รู้เค้าจะต้องรู้เบื้องลึกจริงๆ แต่ตอนที่ขึ้นมาในงานไม่รู้ บางคนก็เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลมาใหม่

ไฮคลาส : คนภายนอกจะมองว่าคุณช่างชีวิตแสนสบาย จริงๆแล้วมีเรื่องที่กังวลไหม
ดุสดี : ความกังวลปัจจุบันนี่คือเรื่องลูกครับ รอลูกทั้งคนโตคนเล็ก เค้าอยากทำอะไรทั้งสองคน ก็มาเริ่มทำใหม่ แต่เราทำอพาร์ตเมนต์ของเราไปเรื่อย ถ้าห่วงเรื่องไม่มีจะกิน ก็บอกลูกว่าใช้เงินน้อยๆ หน่อย เพราะลูกคนเล็กใช้เงินมาก ต้องสอนเค้า เค้าไปอยู่อังกฤษไงครับ คือถ้าเสื้อยืดไม่มียี่ห้อเค้าไม่ใส่เลย ผมพยายามพาเค้าไปจตุจักร เค้าก็ บ่น ร้อน ไม่ซื้อ ตอนนี้คือห่วงลูกมาก ว่าลูกเมื่อไหร่จะจบ เพราะคนโตก็อีก 2 ปีจบปริญญาตรี ครุอาร์ต ที่จุฬาฯ ผมก็บอกว่าอย่ากลับบ้านดึกนะ เพราะกลัวเรื่องยาเสพติด คนเล็กก็เลยให้ไปเมืองนอก

ไฮคลาส : มองจากภาพชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายขนาดนี้ เคยกินอยู่แบบติดดินบ้างไหม
ดุสดี : แน่นอนครับ ก๋วยเตี๋ยวกินทุกที่ครับ แต่ถ้าเราจะทานที่ไหนก็ดูว่าร้านนี้มีสารพิษหรือเปล่า แต่จริงๆแล้วแล้วชอบทานที่บ้าน ให้ไหมทำให้กิน อย่างข้าวมันไก่นะครับ ผมไม่ทานประมาณปีกว่าที่มีเรื่องไข้หวัดนก เพิ่งมาทาน 2-3 เดือนนี้ โอ้โห..อร่อยมาก ลูกชายก็ชอบ ไหมเค้าทำกับข้าวเก่งมาก ผมก็ดูแลคนสวน ต้นไม้นี่ก็คอยไปสั่งตัดเอง ทำอะไรเอง เพราะเราก็คนเดินดินธรรมดา
วิธวดี : เราทำงานก่อสร้างด้วยซ้ำ อะไรๆที่ไหนก็กินได้ แต่ว่าต้องไม่สกปรก เพราะว่าไหมสองคนทานอาหารสะอาดมาก ผงชูรสเยอะๆ ไหมจะทานไม่ไหว ที่บ้านนี่ไหมทำกับข้าวเองนะคะ ถ้าทำงานไม่เป็นเราไม่สามารถไปสอนเด็กได้ เราสามารถจะอยู่ On the Top ได้ ให้ลงมาติดดินก็ได้ ไหมไม่ต้องการชีวิตที่แบบว่าต้องการทานข้าวโรงแรมหรูๆตลอด มันไม่มีรสชาติ ไหมอยากใช้ชีวิตที่ไหมอยากเป็น

ไฮคลาส : เคยไหมที่มีคนแปลกหน้าเห็นว่าคุณรวยแล้วเดินเข้ามาขอเงินหรือขอความช่วยเหลือ?
ดุสดี : มีครับ อันนี้เจอกับตัวเลย เมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว ไปงานเพชร ไทยรัฐก็ลงถึงคุณไหมว่าได้ไปซื้อเพชรของนอก มันก็มีราคา พอหลังจากนั้นอีกไม่กี่อาทิตย์ มีคนโทรศัพท์มาขอพูดกับคุณวิธวดี ผมเป็นคนรับเอง ผมก็ไม่รู้แล้วก็ให้เค้ารับ
วิธวดี : เค้าก็บอกว่าเค้าเห็นไหมในหนังสือพิมพ์ แล้วเค้าก็คิดว่าไหมเป็นคนใจบุญนะ บอกว่าเค้าติดหนี้อยู่จะขอยืมเงินไหม
ดุสดี : ผมก็บอกว่าได้ แต่ผมก็พยายามหลอกล่อเค้า พยายามดึงข้อมูลเค้า แต่เค้าไม่บอก แล้วผมก็โทรไปที่ 13 ให้ลบชื่อออกเลย เพราะเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านใช้ชื่อไหม แล้วผมก็ถามว่าคุณรู้เบอร์ได้อย่างไร เค้าก็บอกตรงๆ ว่าเค้าโทร 13 หาบ้านคุณวิธวดี แพ่งสภา ก็ได้เบอร์มาก็โทรเลย ตอนแรกผมก็กลัวเหมือนกัน แต่ลูกผมไปอยู่เมืองนอกแล้ว

ไฮคลาส : เป็นคนเด่นคนดังเป็นที่รู้จัก ถูกจับตามองตลอด รู้สึกอย่างไร
ดุสดี : ผมไม่ถือ ไม่คิดว่าผมถูกจับตามอง ไม่คิดว่าผมเป็นคนดัง แต่ถ้าใครคิดว่าผมน่าสนใจก็โอเคขอบคุณ ผมยินดี ผมถือว่าผมยังใช้ชีวิตนี้ได้ อันนี้ผมพูดเล่นๆ นะครับ เอาแค่เบิร์ด-ธงไชย ผมก็แย่แล้ว ไปไหนก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วจะมีความสุขเหรอครับอย่างนั้น ผมเป็นเอ๊ด เป็นดุสดีดีกว่า ไปไหนก็ได้ สบายใจ ผมไม่ต้องการอย่างนั้นเลย ผมต้องการกราฟกลางๆ ไม่ต้องการสูง เพราะตกลงมามันจะเจ็บมาก

ไฮคลาส : คุณสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากมีทะเลาะกันบ้างไหม?
วิธวดี : ทะเลาะค่ะ ในอดีตทะเลาะกันตลอด มีจุดนึงที่เค้าทำร้ายไหมด้วยค่ะ แต่ว่าถึงจุดๆ นึงเค้าก็รู้ด้วยตัวเค้าเอง
ดุสดี : ผมก็มีบ้าง แต่บางคนเค้าก็ล้อว่า “แหม..เห็นไปงานด้วยกันตลอดเลยนะ” ผมก็คิดว่า นี่ล้อเราอยู่เหรอ อะไรวะ ไปด้วยกันก็ไม่ได้
วิธวดี : พอไม่ไปด้วยกันก็นินทาอีก (หัวเราะ)

ไฮคลาส : วางแผนชีวิตลูกไว้อย่างไร จำเป็นต้องเลือกคู่ครองที่ระดับเดียวกันไหม
วิธวดี : อันนี้ทุกคนคาดหวังมาก แต่ไหมไม่คาดหวังเลยว่าลูกไหมจะต้องได้สามีเป็นมหาเศรษฐี ไม่อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ขอให้เป็นคนดี ดูแลลูกไหมได้อย่างที่ไหมดูแล นี่คือลูกผู้หญิงนะคะ ไหมไม่ต้องการจากคนที่จะมาแต่งงานกับลูกไหม แล้วไหมก็คิดว่าสังคมปัจจุบันนี้ ไม่ต้องจดทะเบียนก็ได้ เพราะสถาบันครอบครัวมันไม่ค่อยมั่นคง ถ้าเค้าอยู่กันได้ เค้าก็อยู่ไป แต่ถ้าเค้าอยู่กันไม่ได้เค้าก็แยกจากกันโดยไม่ต้องมีภาระ หรือความยุ่งยากใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่ไหมบอกกับลูก ไหมไม่บังคับลูกนะคะ เพราะว่าลูกไหมบังคับไม่ได้อยู่แล้ว

ไฮคลาส : หลักในการใช้ชีวิตคู่ที่อยู่ด้วยกันยาวนาน
วิธวดี : ทุกคนจะถามไหมประโยคนี้ตลอดเวลา จริงๆ แล้ว สำหรับไหมมันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าจะเอาเป็นตัวอย่าง เพราะมันไม่ใช่ความคิดที่ดี คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้ว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไหมอยู่กับเอ๊ดทุกวันมันก็เหมือนกับความเป็นเพื่อนมาก่อน ก็ต้องใช้ความอดทนในการแก้ปัญหา เค้าก็เหมือนกัน ต้องมาอดทนกับไหม คือทุกคนมีความไม่ดีติดตัว บางครั้งชีวิตเรามันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ทุกคนเห็น ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปเป็นตัวอย่างอย่างไร ชีวิตเรามันอาจจะถูกกำหนดมาให้เป็นอย่างนั้น คือมันไม่ใช่ทุกคนจะชอบอย่างนี้หรือทำอย่างนี้ได้ มันอาจจะเป็นความผูกพันที่เรามีต่อกันมากจนมันไม่เหมือนคนอื่นมากกว่า อย่างบางทีที่เอ๊ดเค้าสร้างปัญหามากๆ หรือมีปัญหามากๆ ไหมก็รู้สึกว่าไหมไม่น่าจะอยู่ตรงนี้ แต่สุดท้ายไหมก็เข้าใจเค้า อยากที่จะยังอยู่กับเค้าไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำให้เราสองคนมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
ชีวิตแบบเรามันไม่ใช่เรื่องปกติ ถือซะว่าเราสองคนไม่ใช่คนปกติดีกว่า
เพราะฉะนั้นอย่าเอาเราเป็นตัวอย่าง เรามันบ้า (หัวเราะ)

จากภาพชีวิตที่คลี่ขยายผ่านการสนทนากับคนทั้งสองในครั้งนี้ สรุปได้ไม่ยากเลยว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของ ดุสดี – วิธวดี แพ่งสภา คู่ชีวิตซึ่งเป็นดาวเด่นในฟากฟ้าสังคมไฮโซของเมืองไทย มิใช่เพียงความสมบูรณ์มั่งคั่งในทรัพย์สินหรือชื่อเสียงเกียรติยศที่รายล้อมอยู่รอบกาย แต่เป็นการที่เขาและเธอได้มีกันและกัน ทั้งในวันวาน วันนี้ และตลอดไป ในทุกวิถีทางที่เลือกเดินไปด้วยกัน

 

HI-CLASS-238

Related contents:

You may also like...