พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส วีรบุรุษนาแก…คู่ปรับเก่าของ กำนันเป๊าะ

seripisut04

วีรบุรุษผู้เดียวดายกลางสนามรบ 

บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร HI-CLASS ฉบับที่ 128 เดือนธันวาคม 2537
หมายเหตุ ชื่อและยศในขณะนั้น คือ  พล.ต.ต. เสรี เตมียเวส ปัจจุบัน ชื่อและยศที่ถูกต้องคือ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ในยุคที่ดาวบนบ่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ฯ แลดูหมองเศร้าจากคาวคลุ้งแห่งมหาอาชญากรรมที่ประกอบขึ้นด้วยน้ำมือของผู้พิทักษ์เอง คดีเพชรซาอุ อาจจะไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้ของความตกต่ำของตำรวจ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือสถานะที่มันเป็นผลลัพธ์ของความเสื่อมโทรมและเสื่อมทรามของระบบทั้งหมด ไม่เพียงระบบโครงสร้างเฉพาะส่วนกรมตำรวจ แต่ด้วยที่มันเป็นองคาพยพอันเกี่ยวเนื่องและตกทอดจากสภาพอันทรุดโทรมของระบบใหญ่ที่กำลังบีบคั้นให้บุคคลที่ยังฝักใฝ่อุดมการณ์และความดีต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด แม้จะต้องอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางความแปลกแยกของผู้แวดล้อม…ก็อาจจะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้

บางที…ความเป็นวีรบุรุษอันเป็นเสมือนโฉมหน้าที่แท้ของ พล.ต.ต. เสรี เตมียเวส อาจจะเป็นรางวัลของชีวิตการรับราชการเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่จากการเผชิญหน้ากับความไม่ชอบธรรมทั้งปวงที่โถมใส่ และหลังจากที่ระบบ และคนทุศีลทั้งในและนอกกรมตำรวจได้ปอกลอกลาภ ยศ หรือกระทั่งมิตรจนสิ้นแล้ว

คงแต่สรรเสริญเท่านั้น ใครก็ไม่สามารถแย่งชิงหรือทำให้มัวหมองไปได้ ตราบใดที่เขายังเป็นตำรวจของประชาชนที่ทำงานเพื่อประชาชนอยู่

หากเทียบกันในรุ่น 24 ของนักเรียนนายร้อยสามพรานที่เริ่มจากจบออกมารับราชการในปี พ.ศ.2514 แล้ว พล.ต.ต. เสรี เตมียเวส นับเป็นผู้ที่ก้าวหน้าในการรับราชการตำรวจมากที่สุด ด้วยวัยเพียง 46 ปีในวันนี้ เขาครองยศพลตำรวจตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอีกเพียงคนเดียวที่ได้ครองยศพลตำรวจตรีในขณะนี้คือ พล.ต.ต.ปรุง บุญผดุง ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1 ก็เพิ่งจะขึ้นเป็นนายพลเมื่อ พ.ศ.2536 แต่ขณะนี้ พล.ต.ต. เสรี เป็นถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และก่อนหน้านี้เคยนั่งควบถึง 2 ตำแหน่งคือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และรักษาการณ์รองผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่รองหัวหน้าตำรวจภาค 2 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบภาคตะวันออกทั้หมด 8 จังหวัด ก่อนที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2537 จนทำให้เขาออกปากว่า เสียความรู้สึก และได้วิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายในยุคของอธิบดีกรมตำรวจที่ชื่อ พจน์ บุญยจินดา ถึงความไม่เป็นธรรม กระทั่งเป็นความต่อเนื่องถึงคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ต.ร.) ที่สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับ พล.ต.ต. เสรี ซึ่งไม่ต่างกันนักกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2535 ครั้งที่ พล.ต.ท.พิบูลย์ กุลละวณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน จากกรณี พล.ต.ต.เสรี วิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายว่าไม่เป็นธรรม

ด้วยการทำงานที่ได้ชื่อว่ามุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง และเดินเข้าใส่ปัญหาน้อยใหญ่เพื่ออุดมการณ์ของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ส่วนหนึ่งเกิดจากการบ่มเพาะจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 8 รวมทั้งจากการที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและเป็นตัวของตัวเอง หลังจากการฝึกงานที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้ขอย้ายไปเริ่มชีวิตราชการยศร้อยตำรวจตรีที่ สภอ.นาแก จ.นครพนม ในตำแหน่งผู้บังคับหมวด ซี่งขณะนั้นในพื้นที่จังหวัดนี้ยังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ หมวดเสรีจึงต้องเผชิญกับการก่อการร้ายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ด้วยวิธีการแย่งชิงมวลชนออกจาก ผกค. โดยการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว และจนกระทั่ง 5-6 ปีให้หลังก็เป็นที่ยกย่องของประชาชนถึงกับได้รับการตั้งฉายาว่า “วีรบุรุษนาแก” และ “ขุนพลของประชาชน”

และกระทั่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดี เหรียญรามา เข็มกล้ากลางสมรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในขณะที่มียศร้อยตำรวจเอก

กว่า 10 ปี ที่รับราชการอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานจนได้เลื่อนเป็นผู้กำกับที่จังหวัดมุกดาหารคนแรก เขามีผลงานที่ลือชาขึ้นชื่ออยู่หลายครั้ง โดยจับกุมผู้มีอิทธิพลที่กระทำผิดกฏหมายอย่างไม่ไว้หน้า แม้แต่นักการเมือง จากนั้นก็ได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับฯชลบุรี ก่อนที่จะเลื่อนขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 2 ในปีถัดมา ที่นี่เขาสร้างวีรกรรมที่ไม่มีใครลืม นั่นคือการประกาศชนกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก ไม่ใช่ใครอื่น “กำนันเป๊าะ”

จาก 3 ปี ในชลบุรี เขาก็ได้ขอย้ายตัวเองไปเป็นรองผู้บังคับการโรงเรียนยานร้อยตำรวจสามพรานในฝ่ายวิชาการที่เขาถือว่าเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพ และสำคัญไม่แพ้งานด้านปราปปรามที่ช่ำชอง แต่หลังจากนั้นไม่นานนักชีวิตราชการของเขาก็รุ่งโรจน์ขึ้นมาอีกครั้งในสมัยที่ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ จาก พล.ต.อ.เสรี เป็น พล.ต.ต.เสรี ในตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม เก้าอี้ที่ทำให้เขาต้องผจญกับการคุกคามของอำนาจมืดที่อาจหาญ ด้วยสาเหตุที่มีบางฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตุว่าไปขัดผลประโยชน์ของบิ๊กใหญ่สีเดียวกันเข้า รวมถึงการที่ต้องรับหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารก็เป็นที่วิเคราะห์กันว่าน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง นอกเหนือไปจากการที่เขาพกพาความซื่อเที่ยงตรงเข้าไปในกองปราบจนทำให้เกิดอาการผิดสำแดงขึ้น เหตุการระเบิดห้องทำงานของ พล.ต.ต.เสรี ที่กองปราบปรามนั้น ไม่สามารถแปลความเป็นอื่น

หลังการรัฐประหารของ รสช. เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.ต.ต.เสรี ถูกย้ายเข้ากรุไปเป็นผู้บังคับการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่ด้านการข่าวในสำนักงานสารนิเทศ ด้วยฤทธิ์เดชของคดีลอบสังหารนั่นเอง ต่อจากนั้นก็ไปรักษาการณ์ผู้บังคับการสันติบาล 2 เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธร 6 และผู้บังคับการวิทยาการ ภาค 3 ตามลำดับ

จนกรมตำรวจผลัดอำนาจสู่ยุค พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นอธิบดี พล.ต.ต.เสรี ถูกดึงขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จนถึงเก้าอี้รักษาการณ์รองผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่รองหัวหน้าตำรวจภาค 2 และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ในปัจจุบัน

พร้อมๆกับความดังจากการวิพากษ์การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งล่าสุดของ ก.ตร. พล.ต.ต.เสรี ประกาศเดินหน้าเต็มตัวเพื่อชนกำนันเป๊าะอีกครั้ง กรณีทุจริตซื้อที่ดินสำหรับทิ้งขยะของเมืองพัทยา ที่เขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี

พล.ต.ต.เสรี เตมียาเวส สมรสแล้วกับคุณเชอรี่ หรือ ขจรจิตต์ เทพชาตรี น้องสาวของเพื่อนรักร่วมชั้นสมัยโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พล.ต.อ.ถาวรศักดิ์ เทพชาตรี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลใต้ (รอง ผบก.น.ใต้) ชีวิตครอบครัวอบอุ่นและมีความสุข

ผิดกับชีวิตการรับราชการตำรวจที่เดียวดายยิ่ง!

ไฮ-คลาส : การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ จะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ภาค 2 ที่ท่านรับผิดชอบอยู่หรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : คงไม่ส่งผลอะไร เพราะเรื่องการทำงานก็คือเรื่องของการทำงาน เรื่องของตำแหน่งก็คือเรื่องของตำแหน่ง ต้องแยกออกจากกัน ทุกวันนี้ผมไม่ได้ผิดหวังอะไรเกี่ยวกับการทำงาน ผมเป็นคนที่สร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนมาโดยตลอด อย่างเช่นทุกวันนี้มีคนขึ้นมาร้องเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เมื่อประชาชนขึ้นมา เราก้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเขามากที่สุด ประชาชนที่ขึ้นมาหาผมนี่มีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วมันเป็นนิสัยของเราที่รักความยุติธรรม ในเมื่อมันไม่มีความยุติธรรม เราก็จำเป็นต้องพูด จะอยู่เฉยๆเรื่อยไปนี่ไม่ได้ มันจะไม่มีการพัฒนา

ไฮ-คลาส : ทำไมประชาชนจำนวนมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ที่ขึ้นมาร้องทุกข์ จึงได้เจาะจงมาหาท่านโดยเฉพาะ ไม่ไปหานายตำรวจท่านอื่นๆ

พล.ต.ต.เสรี : เพราะว่าประชาชนเขาติดยึดในชื่อ เขารู้สึกว่า ถ้าเข้ามาหาผมแล้วเขาจะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเราก็ได้แก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ประชาชนที่มาร้องทุกข์ก็พอใจ

ไฮ-คลาส : หมายความว่าไปหานายตำรวจท่านอื่น แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม

พล.ต.ต.เสรี :ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ที่เขาไม่ไปหานายตำรวจท่านอื่นๆเพราะว่าเขาไม่รู้จักนี่ครับ เมื่อไม่รู้จักก็ไม่แน่ใจว่าถ้าไปหาแล้ว เขาจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ผมเองไม่ได้ติดยึดอยู่กับอะไรเพียงแต่ว่าผมชอบความยุติธรรมเท่านั้น

ไฮ-คลาส : ถ้าไม่ได้ยึดติดกับอะไร ก็หมายความว่าในยุคของท่านอธิบดีพจน์ จะไม่มีอุปสรรคที่จะทำให้ท่านปฏิบัติงานไม่สะดวกใช่หรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : คงไม่มีครับ มันเป็นหน้าที่ของเรา เราก็ต้องรู้จักหน้าที่ ใช่ไหมครับ อย่างสมมติให้ผมไปอยู่ในโรงเรียน ผมก็ทำหน้าที่ได้ ให้ผมไปอยู่สำนักวิทยาการผมก็ทำหน้าที่ได้ เวลาให้มาปราบปราม เราก็ทำหน้าที่ของเรา เราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอกกล่าว ผมถือว่าทุกอย่างคือหน้าที่ อย่างกรณีที่ผ่านมามันเป็นหน้าที่ ที่ผมจะต้องออกไปปราบปรามผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มักจะเห็นแก่ตัวเอง ถ้าออกไปปราบปรามผู้มีอิทธิพลแล้ว ผลมันจะเกิดกับตัวเองไม่วันนี้ก็วันหน้า สมมติว่าวันหนึ่งพรรคการเมืองที่หนุนหลังผู้มีอิทธิพลอยู่เกิกกลายเป็นรัฐบาลขึ้นมา ตัวเองอาจจะเดือดร้อน เขาจึงคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าเราทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ ทำหน้าที่ให้กับประชาชน เราต้องคำนึงถึงส่วนรวม เราต้องทำให้ได้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป ไม่เป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ไฮ-คลาส : การโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้ สร้างความอึดอัดในการปฎิบัติงานบ้างหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี :เรื่องการโยกย้ายครั้งนี้นี่ ความจริงแล้วถ้าไปดูคำพูดผมจะเห็นว่าผมยังไม่เคยพูดเลยว่า ผมไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมพูดแต่เพียงว่าผมเสียความรู้สึก ลองไปอ่านดุได้ ทีนี้พอหนังสือพิมพ์กระจายข่าวไป มันก็กลายเป็นเรื่องนั้น เรื่องนี้ เพราะว่าหนังสือพิมพ์จำนวนมากก็ไม่ได้มาสัมภาณ์กับผม มาสัมภาษณ์เพียงนิดหน่อย ทีนี้จากข่าวหนึ่งไปยังอีกข่าวหนึ่งมันก็ขยายไปเรื่อยๆนี่มันจึงเป็นเรื่องของสื่อนะครับ ที่ผมบอกว่ผมเสียความรู้สึกก็เพราะว่า ผมได้รับมอบหมายให้มารักษาการณ์ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการอย่างผมมานั่งทำงานที่นี่ ผมก็มานั่งห้องรองผู้บัญชาการ จะไปนั่งห้องผู้ช่วยเขาได้อย่างไร เพราะว่าผู้ช่วยเขาก็มีอยู่แล้ว แล้วการทำงานนี่หลายครั้งหลายคราวเราก็สั่งงานแทนหัวหน้าภาค โดยเฉพาะเรื่องที่คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องให้หัวหน้าภาคเปลืองสมองมารับรู้ เสียเวลาท่านเปล่าๆ ให้ท่านทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองดีกว่า เราก็จัดการเอง รักษาการเอง แม้แต่เรื่องอิทธิพลต่างๆก็ตามที เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำอยู่ในตำแหน่งนี้ แล้วจะไม่ให้เราเป็นก็ย้ายเราไปอยู่ที่อื่นสีย นี่มาให้ผมเป็นผู้ช่วยที่นี่ มันเสียความรู้สึก เมื่อมาแต่งตั้งแล้ว คนที่เป็นรองฯ เขาก็ต้องมานั่งห้องรองฯ เราเป็นผู้ช่วยฯ จะมานั่งตื๊ออยู่ห้องนี้ได้อย่างไร เราก็ต้องให้เกียรติเขา แม้แต่ที่จอดรถ เราก็ต้องเปลี่ยนไปจอดที่ที่จอดรถของผู้ช่วยฯ เป็นใครๆก็เสียความรู้สึก

ไฮ-คลาส : ช่วงนี้คดีทุจริตเกี่ยวกับการซื้อที่ดินทิ้งขยะเมืองพัทยาไปถึงไหนแล้ว

พล.ต.ต.เสรี : ช่วงนี้ผู้ต้องหามามอบตัวแล้วทั้งหมด 13 คนด้วยกัน เหลืออยู่คนเดียวคือนายพีระ ศีลรัตน์ ซึ่งเป็นคนสวนและเป็นคนซื้อที่ดิน ช่วงที่ผ่านมานี่ ทางป่าไม้ก็ดี ทางสำนักงานที่ดินก็ดี ได้ชี้ชัดเจนว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของป่าสงวน ทุกอย่างที่ผ่านมานั้นบางทีเขาอาจจะสับสน คือยังไม่รู้ว่าเป็นป่าหรือไม่เป็นป่า แต่ในการสอบสวนคดีนี้ เราไม่ได้สอบสวนว่าที่ดินเป็นป่าหรือไม่เป็นป่า เราสอบสวนว่าการจัดซื้อนี้สุจริตหรือทุจริต เพราะฉะนั้นขอให้เป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง มันก็ทุจริตอยู่ที่ดี เมืองพัทยาก็เสียหาย ทีนี้เมืองพัทยากลับไปไขว้เขวในประเด็นที่ว่า ที่ดินดังกล่าวยังไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นป่าหรือไม่เป็นป่า เพราะฉะนั้นเขาจะเสียหายหรือไม่เขาไม่ยอมรับรู้ด้วย นี่คือเขาหลงประเด็น ตอนนี้เขาก็สอบสวนเรื่องทุจริตซึ่งกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอิทธิพล เพราะฉะนั้นในช่วงนี้พนักงานสอบสวนก็ทำไป ผมก็ตรวจสอบไป อะไรก็ตามที่คิดว่าจะหาหลักฐานได้สมบูรณ์ที่สุดก็ต้องทำ บางทีก็รู้ว่ามันเป็นแบบนี้นะ แต่เวลายังไม่ให้ ก็ต้องรอ ส่วนเรื่องของที่ดินป่าสงวน ที่มีเจ้าหน้าที่มาออกเอกสารสิทธิ์ก็ต้องแยกเรื่องกัน

ไฮ-คลาส : ตอนที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินผืนนี้ในราคาถึง 93 ล้านนั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบราคาจากกรมที่ดิน หรือมีการประเมินราคาก่อนหรือ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าทางเมืองพัทยาบกพร่องอย่างมาก

พล.ต.ต.เสรี :เรื่องการประเมินราคานี่มีนะครับ แต่ว่าคนทุจริตนี่เขาก็จัดให้มีการประเมินราคาที่สูงกว่าการจัดทำตามกระบวนการจัดซื้อจัดหาที่เขาอ้างว่าถูกต้องนี่ มีการเปลี่ยนแปลงประกาศถึง 3 ครั้งด้วยกัน หลายสิ่งหลายอย่างมันชี้ชัดว่าสิ่งที่เขาทำทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นการกระทำขึ้นเพื่อที่จะเอาที่ดินผืนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในการประกาศครั้งแรก ปรากฏว่าไม่มีใครยื่นซองประกวดราคา เพราะที่ดินแปลงนี้ไม่เข้าสเป็ค เพราะในประกาศบอกว่าไม่เกิน 15 กิโลเมตร แต่นี่มัน 18 กิโลกว่า จะยื่นก็ยื่นไม่ได้ ก็เลยต้องยกเลิกประกาศไป จากนั้นก็ไปแก้ไขมติ ครม.มา แต่ความจริงไม่ได้ไปแก้มติหรอก ไปขออนุมัติกันเอง พูดเอง เออเอง เพื่อแก้จาก 15 กิโลเป็น 25 กิโลเมตร พอประกาศครั้งที่ 2 ก็ยังไม่มีผู้มายื่นอีก เพราะว่าพัทยาเขาต้องการ 140 ไร่ แต่ว่าที่ดินแปลงนี้มัน 150 ไร่ มันยังแบ่งแยกไม่ทัน จึงยังไม่มีผู้มายื่น ดังนั้นจึงต้องประกาศครั้งที่ 3 มีผู้มายื่นสองราย ซึ่งก็ฮั้วกันมาก

seripisut05

ไฮ-คลาส : หากพิจารณาแล้ว ตรงนี้เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งในเรื่องของการกระจายอำนาจ ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลสามารถเข้ามาหาผลประโยชน์โดยอาศัยราชการเป็นเครื่องมือใช่หรือไม่

พล.ต.ต.เสรี :ไม่หรอกครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องของคน คนเราถ้าเป็นคนดีเสียอย่างเดียว จะใช้ระบบระเบียบอย่างไร มันก็ไม่มีปัญหาหรอก ผมไม่อยากจะพูดหรอกครับว่าผมเป็นคนดี แต่สมัยที่ท่าน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ  ท่านเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ไม่ว่ากรมตำรวจจะจัดประกวดราคาอะไร ท่านมักจะให้ผมเข้าไปเป็นประธานกรรมการในการจัดประกวดราคา งบกี่ร้อยล้าน มีใครเคยได้ยินว่า ผมทุจริตคอรัปชั่นไหม อย่างประกาศราคาซื้อวิทยุมือถือทั่วประเทศ 500 กว่า ล้านนี่ เคยได้ยินข่าวว่าเสรีทุจริตไหม หรือย่างซื้ออุปกรณ์ดับเพลิงเคลื่อนที่ ซึ่งผมเป็นประธานอยู่นี่ มีไหมครับว่าเสรีทุจริต ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าซื้อกันแค่ 80-90 ล้าน แล้วยังมีการทุจริตกันอยู่นี่ แสดงว่าคนมันเลว ระบบระเบียบที่ใช้อยู่นั้นโดยตัวของมันเองเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาเปิดโอกาสให้มีการทำงาน มีการตรวจสอบ นี่เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่คนมันไปเลี่ยงกัน แล้วพอมีเวลามีคนถามว่าก็บอกว่า ทำถูกต้องครบถ้วนกระบวนความ พอตรวจเข้าก็บอกว่าถูกต้อง แล้วรายได้ทุจริตพวกนี้มันได้ทีมมากๆ แล้วมันก็กระจายออกไป

ไฮ-คลาส : จุดมุ่งหมายในการทำคดีนี้ของท่าน เป็นการต้องการล้างอิทธิพลในภาคตะวันออกโดยตรงหรือเปล่า

พล.ต.ต.เสรี :นี่เป็นส่วนหนึ่ง คือตำรวจเรามีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมแต่ส่วนของอาชญากรรมที่มันไม่ลดหรือเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ก็เพราะผู้มีอิทธิพลนั่นแหล่ะ หรือแม้กระทั่งประชาชนไม่สามารถอยู่เย็นเป็นสุข ก็เพราะว่าพวกที่มีอิทธิพลทั้งนั้น จะจัดซื้อจัดหางบประมาณอะไรต่างๆก็ต้องติดต่อผ่านพวกนี้ทั้งนั้น ใครจะมาทำงานในพื้นที่ก็ต้องมาหาพวกนี้ เสียค่าที่ปรึกษา เปอร์เซ็นต์ให้แก่พวกนี้ นี่เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม ซึ่งเราจำเป็นจะต้องจับแต่ว่าผู้มีอิทธิพลระดับสูงจริงๆนั้นเราไต่ไม่ค่อยถึงหรอก เพราะเวลาที่ทำอะไรผิดกฏหมายนั้น เขาไม่ได้ทำเอง อย่างสมัยผมอยู่นครพนมมีนักการเมืองค้ายาเสพติด นักการเมืองเขาไม่ได้มาขนเองหรอกครับ งานแบบนี้เขามีลูกมือทำ แต่โดยหน้าที่ที่เราเป็นตำรวจนี่ เราก็รู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร แต่จะให้ไปจับเขานี่เป็นไปไม่ได้หรอก หลักฐานมันไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นบางทีอาจจะเห็ฌนว่า ผมไปจับบ่อนของประธานสภาจังหวัด ไม้ของประธานจังหวัด จับผู้แทนฯ ตั้งบ่อนการพนันในแม่น้ำโขง นี่เป็นสิ่งที่เราต้องทำ เพราะถ้าเราปล่อยไว้ป่านนี้พวกนี้เป็นรัฐมนตรีกันหมดแล้ว แต่พอเราทำเราก็ถูกกลุ่มอิทธิพลเล่นงาน ถูกคนอิจฉาริษยา ซึ่งคนพวกนี้ไม่กล้าทำอย่างผมหรอก แต่ริษยาว่า โจมตีเราว่าอยากเด่นอยากดัง

ไฮ-คลาส : หากยังไม่มีการปราบอิทธิพลท้องถิ่นให้หมดไป ท่านคิดว่านโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะนำมาใช้กับท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทยได้ไหม

พล.ต.ต.เสรี : โอย…ใช้ไม่ได้หรอก แค่ชลบุรีนี่เราก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่าใครเป็นกำนัน ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ล้วนแต่พวกเขาทั้งนั้น บอกตรงๆว่า ถ้าไม่ใช่พวกบางทีตายไปเฉยๆอย่างนั้นแหล่ะ วันดีคืนดีนั่งอยู่ในบ้านมีคนมายิงเฉยเลย แล้วจับใครไม่ได้หรอก หรือถ้าจับได้ก็มาล้มเหลวตรงกระบวนการยุติธรรม หรือไม่เวลามีการเลือกตั้งท้องถิ่นเขาก็สมัครแค่คนเดียว อย่างตัวกำนันเป๊าะเวลาเขาสมัคร ไม่ว่าเขาจะสมัครเป็นกำนัน ตำบลแสนสุข หรือสมัครเป็นนายกเทศมนตรี ไม่มีใครกล้าสมัครแข่งกับเขาหรอก พอสมัครคนเดียวเขาก็ได้เป็นอย่างเมืองพัทยานี่ก็เหมือนกัน พอมีคนมาสมัครแข่ง ก็จะมีคนบอกว่า ไปซะไป เอาเงินไปใช้แล้วไปซะ ขู่เฉยเลยครับ ตำแหน่งต่างๆนี้ขึ้นอยู่ว่ากลุ่มอิทธิพลพวกนี้เขาจะให้ใครเป็น ดังนั้นทีมที่เข้ามาบริหารก็เป็นทีมของเขา มันจึงเกิดการทุจริตได้ง่ายมาก

ไฮ-คลาส : ตั้งแต่เข้ามาทำคดีนี้ได้มีการข่มขู่ท่านบ้างหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี :ไม่มีหรอก ไม่มีใครกล้ามาข่มขู่หรอก มีแต่การท้าทาย ลองมาข่มขู่สิ จะจับดัดสันดานเสียเลย ให้นอนคุกเสียบ้าง

ไฮ-คลาส : ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นไม่ได้เลยหรือ

พล.ต.ต.เสรี :ก็บอกแล้วไงว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่คนนะครับ ถามว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนหรือเปล่า ก็ตอบว่าเป็นคน ถ้าเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ตั้งใจทำหน้าที่มันก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง ไม่มีความกล้า หรือบางคนอาจคิดที่จะแสวงหาผลประโยชน์อยู่ด้วย มันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก

ไฮ-คลาส : ในฐานะที่เป็นมือปราบ จัดการกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยมาตลอด ท่านคิดว่าต้นเหตุแห่งปัญหาอิทธิพลท้องถิ่นนั้นเกิดจากอะไร

พล.ต.ต.เสรี :มันเกิดจากการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ฝ่ายปกครอง ข้าราชการ ศาล นะครับ รวมถึงที่ดิน ป่าไม้ เกษตร คือข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม นั่นแหล่ะครับ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างรับผิดชอบจริงจัง มันทำให้คนเหล่านี้ ใช้อิทธิพลท้องถิ่น  ใช้อำนาจทางการเงิน จนสามารถเข้ามามีอำนาจกลายเป็นเจ้าพ่อยิ่งใหญ่ในท้องถิ่นต่างๆได้ ยกตัวอย่างใกล้ๆนี่ ถ้ามีเงินเสียอย่าง จะทำอะไรก็ได้ จะออกโฉนด จะออกนส. 3 จะบุกรุกพื้นที่ราษฎรอย่างไรก็ได้ เขาทำได้หมด เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนี่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างที่ควรจะปฏิบัติต่อราษฎร ผมมานั่งประจำอยู่ที่นี่ ได้เห็นราษฎรขึ้นมาร้องเรียน ตาสีตาสา อะไรต่างๆที่เป็นเจ้าของนาที่นี่ เขาเสียภาษีมาโดยตลอด แต่วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ก็ไปออกเอกสารสิทธิ์ให้คนอื่น แม้แต่เรื่องที่ทิ้งขยะเป็นเขตป่าสงวนนี่เขาก็ออกเอกสารสิทธิ์ทับลงไปได้ ถ้าลองเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามตัวบทกฎหมายเสียอย่างเดียว ก็สามารถทำอะไรที่ถูกต้องได้ตั้งเยอะแยะ

 

ไฮ-คลาส : ประชาชนในพื้นที่จริงๆนั้น เขาให้ความเชื่อมั่นใครมากกว่ากันระหว่างตำรวจกับเจ้าพ่อ

พล.ต.ต.เสรี :ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าระบบข้าราชการนั้นมันไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะในส่สนของตำรวจ เช่นให้ผมมาอยู่ตรงนี้ก็ไม่แน่ว่าจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นอีกเมื่อไร ถ้าเป็นตำรวจที่ตั้งใจสร้างสันติสุขให้เกิดกับประชาชนน่ะครับ จะทุมเททำงานให้เต็มที่ได้หรือไม่ก็ไม่รู้ได้ เพราะการทำงานทุกอย่างหากจะให้สำเร็จนั้น เราต้องทุ่มเท ต้องอาศัยเวลา เวลานี่เป็นปัจจัยที่สำคัญทีเดียว ก็ดูสิครับ คำสั่งกรมตำรวจแค่ห้าเดือนหกเดือน เขาก็ย้ายแล้ว อย่างรองผู้บัญชาการ (ภาค 2 ) เพิ่งมาจากภาค 7 ได้สามเดือนก็เจอคำสั่งย้ายแล้ว หรือ ตำแหน่งอื่นๆในกรมตำรวจนี่ เพิ่งย้ายๆก็ย้ายกันอีกแล้ว ย้ายกันเป็นว่าเล่น คือมันไม่มีความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทำไปแล้วก็เกรงว่าจะย้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันก็ทำอะไรไม่ได้ดังนั้นเมื่อกลับมามองประชาชนก็จะเห็นว่า ประชาชนนั้นเขาอยู่ในพื้นที่ แล้วเขาอยู่กับใคร เขาอยู่กับเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลมากกว่าอยู่กับข้าราชการ ถ้าเราตั้งใจทำให้เขา ไม่นานเราก็ไป แต่เขายังต้องอยู่ เขาจึงต้องเกรงกลัวเจ้าพ่อ เพราะว่าวันดีคืนดีที่ท่านไปเมื่อไรผมก็แย่ ดังนั้นจึงเป็นป็นรื่องยากที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องร่วมกับตำรวจ เขาไม่กล้าหรอกครับ

 

ไฮ-คลาส : ในหมู่ตำรวจเองได้ถูกอิทธิพลท้องถิ่นครอบงำบ้างหรือเปล่า

พล.ต.ต.เสรี : -ราชการนี่นะ มันมีอำนาจ ถ้ารู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมันก็ดี แต่ถ้าละเลย ไม่สนใจ ใช้อำนาจไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็เป็นเรื่องชั่วร้ายแล้ว ถ้าถามว่า ข้าราชการถูกอิทธิพลครอบงำไหม ก็ต้องขอตอบว่า โดยตัวของมันแล้วจะมาครอบงำกันไม่ได้เด็ดขาด นอกเสียจากว่าคนมันไม่ดี ทีนี้พวกเจ้าพ่อนี่เขาฉลาด ถ้าเขาจะบีบเขาจะบีบตัวใหญ่ เพื่อให้ตัวใหญ่ไปครอบงำตัวเล็กอีกที

 

ไฮ-คลาส : จากที่ท่านกล่าวมาว่าลักษณะของข้าราชการไทยนั้นไม่มความมั่นคงในตำแหน่ง จะย้ายเมื่อไรก็ไม่ทราบ อยากเรียนถามความเห็นว่าในความไม่มั่นคงดังกล่าว หรือภายในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ตำรวจหรือข้าราชการถูกย้ายไปรับผิดชอบยังท้องที่ต่าง ๆ นั้น จะมีวิธีใดไหมที่จะใช้เวลาสั้น ๆ นั้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กลไกของรัฐมีประสิทธิภาพพอที่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้

พล.ต.ต.เสรี : ถ้าระยะเวลาสั้น ๆ แล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องลำบากมากที่จะทำเช่นนั้น แต่ถ้ามีเงื่อนไขหนึ่งประกอบก็สามารถทำได้ นั่นก็คือประชาชนต้องมีศักยภาพสูง เป็นคนที่มีความรู้ มีคุณภาพ และไม่ได้เกรงกลัวอิทธิพลต่าง ๆ รวมทั้งอิทธิพลจากเจ้าที่ด้วย ถ้าเรามีพลเรือนที่มีศักยภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้นด้วย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดี ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าหน้าที่อีกแล้ว เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นแหละ

ไฮ-คลาส : ประชาชนของจังหวัดชลบุรีมีศักยภาพแค่ไหน

พล.ต.ต.เสรี : ชลบุรีเป็นเมืองที่ใกล้กรุงเทพฯ และเป็นเมืองที่เจริญ เพราะฉะนั้นศักยภาพคนมันจึงมีทั้งสูงและต่ำ เพราะบ้านเรานี่มันหลากหลายมากระบบการเคลื่อนย้ายชุมชนมันไม่มี ใครจะไปอยู่ที่ไหนก็ไป เมืองที่มีความเจริญก้าวหน้ามากก็ต้องการแรงงานมาก คนก็ย้ายถิ่นฐานจากท้องถิ่นที่ไม่มีการพัฒนา หรือมีแรงงานเหลือเฟือเข้ามา เพราะฉะนั้นศักยภาพของคนมันจึงแตกต่างกันออกไป

ไฮ-คลาส : เมื่อเทียบกับมุกดาหารแล้ว ท้องที่ไหนที่ท่านสามารถปฎิบัติงานได้สะดวกกว่ากัน

พล.ต.ต.เสรี : ถ้าพูดถึงความสะดวกก็ต้องเป็นที่มุกดาหาร เพราะว่าในพื้นที่ที่ยังไม่เจริญนั้น ปัญหาไม่ค่อยมีเท่าไรนัก พูดก็ง่าย นำก็ง่าย อยู่ที่นั่นปฎิบัติงานสะดวกกว่าที่นี่เยอะ

ไฮ-คลาส : ประชาชนที่ชลบุรีให้การสนับสนุนท่านมากน้อยแค่ไหน

พล.ต.ต.เสรี : เยอะแยะไปหมดแหละครับ มีทั้งที่กล้าปรากฎตัวและที่ไม่กล้าปรากฎตัว อย่างเมื่อวานนี้ (26 ตุลาคม 2537) ก็มีคนมาถามผมว่าถูกย้ายเข้ากรมแน่หรือ เขาบอกว่าพวกเขากำลังจะรวมตัวกันไปที่กรมตำรวจ ไม่ยอมหรอกที่จะให้ย้ายเราเข้ากรมไปง่าย ๆ ผมก็บอกเขาไปว่าไม่ใช่ อย่าไปเข้าใจผิด นั่นเป็นเพียงชื่อตำแหน่งประจำกรมตำรวจเท่านั้น มีเยอะครับ ประชาชนที่อยู่เคียงข้างผม อย่างเวลาที่มีประชาชนแสดงความคิดเห็นทางสถานีวิทยุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่น 102 คลื่น 96 หรือ 97 ทำให้ผมรู้ว่า ประชาชนเขาคิดเห็นอย่างไร เขาอยู่ฝ่ายไหน ยุคนี้เป็นสังคมประชาธิปไตย ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง และไม่เฉพาะชลบุรีเท่านั้นที่ประชาชนยื่นเคียงข้างผม แต่ประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่างก็แสดงความคิดเห็นเป็นกำลังใจให้เราได้ทำหน้าที่ต่อไปอย่างเข็มแข็ง

ไฮ-คลาส : ในการมาอยู่ประจำที่ชลบุรีในครั้งนี้นอกจากจะรับผิดชอบงานด้านปราบปรามแล้ว ท่านมีความคิดที่จะพัฒนาบุคลากรตำรวจของที่นี่ให้มีศักยภาพมากขึ้นหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : สมัยที่ผมเป็นผู้กำกับ ฯ จังหวัดชลบุรีได้เคยทำมาแล้ว เหมือนที่บอกไปแต่ต้นว่าตอนนั้นเราเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้นำหน่วย แล้วฐานะที่แท้จริงของผมเป็นแค่เพียงช่วยราชการ เพราะฉะนั้นเราจะมากำหนดอะไรต่าง ๆ ตามใจเรา มันไม่ได้แล้ว

ไฮ-คลาส : ท่านไม่ได้รับความร่วมมือจากนายตำรวจอื่น ๆ บ้างหรือ

พล.ต.ต.เสรี : ผมจะบอกให้ก็ได้ว่า จริง ๆ แล้วภายในกรมตำรวจนั้นหาข้าราชการตำรวจที่สามารถทำงานได้ครบทั้งระบบนั้นน้อยมาก แทบจะไม่มีเลย เท่าที่ผมรับราชการผ่านประสบการณ์มายี่สิบกว่าปีนี้ ผมบอกได้เลยว่า ห่ยากมาก มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นเองที่รู้ว่าเมื่อตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วยแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นนี่เป็นปัญหาใหญ่ของกรมตำรวจที่ผ่านมา

ไฮ-คลาส : ปัญหานี้เกิดจากอะไร

พล.ต.ต.เสรี : ปัญหานี้เกิดจากว่า เราไม่ได้รับการพัฒนามาอย่างถูกต้อง อย่างสมมติว่าเราเป็นผู้นำตรงนี้ เราก็ต้องรู้ว่าในฐานะผู้นำนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง ประการแรกเลยต้องย้อนถามว่าใครเล่าที่จะสามารถพัฒนาตำรวจได้ คำตอบก็คือตำรวจนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีการวางแผนพัมนาตำรวจ และถ้าให้ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นเราจะต้องพัฒนาครอบครัวของตำรวจด้วย เพราะว่านี่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ข้าราชการตำรวจทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีแผน แผนแรกนี่คือแผนพัฒนาคน คือพัฒนาตำรวจและครอบครัว ให้เขามีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ มีการอยู่ดีกินดี มีความสุข นี่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วในแผนแรกนี่ ผู้นำก็ต้องรู้ด้วยว่า การพัฒนาคนนั้นเขาต้องพัฒนาอะไรกันบ้าง ถูกไหมครับ ต้องรู้ว่าองค์ประกอบในการสร้างคนนั้นมีอะไร หนึ่ง ความรู้ก็ต้องให้ ด้ายร่างกายก็ต้องมีการพัฒนาให้เขามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ด้ายจิตใจนี่ก็ต้องให้กับเขา เพราะว่าคนเรานั้นประกอบขึ้นด้วยร่างกายและจิตใจ ถ้าเราพิจารณาดูก็เห็นว่า กรมตำรวจหรือข้าราชการ ส่วนใหญ่เน้นในเรื่องทักษะเป็นหลัก ไม่เคยสนใจในการพัฒนาด้านจิตใจเลย ด้านร่างกายก็ไม่เคยมี จริง ๆ แล้วถ้าจะให้ลุคลากรของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ต้องพร้อม เหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยพระราชทานพระบรมโชวาทให้แก่ตำรวจว่า ผู้ที่เป็นตำรวจจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนอบรมตนเองให้แข็งแกร่งเสมอ ทั้งความรู้ กำลัง และจิตใจ ซึ่งพระบรมโชวาทนี้ ข้าราชการอื่นก็สามารถนำเอาไปใช้ได้ ไม่ใช่เป็นตำรวจแล้วรู้แค่อย่างเดียวพอ จะต้องดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้เข็มแข็งอยู่เสมอด้วยจนถึงขั้นมีอุดมคติ คือต้องให้ถึงขั้นมีอุดมคติ คือต้องให้ถึงขั้นมีอุดมคตินะครับ เมื่อมีอุดมคติแล้วจึงจะสามารถก่อให้เกิดความคิดระดับสูง จากนั้นจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เพราะฉะนั้นการให้ทั้งความรู้ ร่างกาย และจิตใจก็ดีต้องให้มากพอจนถึงขั้นให้ตำรวจมีอุดมคติ ผมถามว่ากรมตำรวจได้ให้อะไรกับบุคลากรของตนเองบ้าง หรือในส่วนราชการอื่นได้ให้อะไรกับบุคลากรของตนเองบ้าง และที่สำคัญเมื่อพัฒนาจนให้เขาเกิดอุดมคติแล้ว ให้เขาสำนึกในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่เพื่อปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่า แค่การพัฒนาคนอย่างเดียวนี่ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว อย่างที่สองคือเรื่องของโครงสร้างคือหน่วยงาน ผู้นำหน่วยจะต้องมีความเข้าใจเรื่องการจัดโครงสร้างที่ดีสำหรับหน่วยงาน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ก็จบเลย เมื่อจัดโครงสร้างได้ดีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารสถานที่ ที่ทำงาน บ้านพัก ที่อยู่อาศัย จะต้องสอดคล้องกับโครงสร้างด้วย ดูตัวอย่างของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เขาชะโงก จังหวัดนครนายก นั่นเป็นแบบอย่างที่ดีของการจัดโครงสร้าง แต่ถ้าไปดูหน่วยงานอื่นก็ล้วนแต่อีแหละเขละขละ เหมือนกับวัดนั่นแหละ นึกจะสร้างเมรุตรงไหนก็สร้าง นึกจะสร้างกุฎิตรงไหนก็สร้าง นึกจะสร้างส้วมตรงไหนก็สร้าง ไม่มีการวางแผนวางผังให้มันชัดเจนลงไป ไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ว่าในวัดนั้นจะต้องประกอบกิจการทางศาสนากันอย่างไร ต้องทำอะไรกันบ้าง ต้องวางอะไรไว้ตรงไหนจึงจะถูกต้อง นี่วางกันแหมะ ๆ แหมะ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ การวางโครงสร้างนี้ต้องวางโครงสร้างเผื่อไว้ถึงอนาคตด้วยนะครับ ไม่ใช่วางไว้เพียงแค่วันนี้แล้วเสร็จ ดังนั้นโครงสร้าง กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ การจัดทำงบประมาณ การประเมินผล ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องจัดทำอย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์ให้ได้ส่วนที่สามเป็นเรื่องของงาน งานหลักของตำรวจก็คือ เรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมขณะเดียวกันงานเสริมก็มี เช่น งานบริการ งานจราจร งานด้านความมั่นคง งานให้การศึกษา ทุกอย่างก็ต้องมีแผนทั้งสิ้น ต้องมีแผนงานโครงสร้างให้ชัดเจน แต่ก็เหมือนกับที่ผมบอก คือตำรวจส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานทั้งระบบคือเมื่อรับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามก็ป้องกันและปราบปรามอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่สน เรื่องพัฒนาคนก็ไม่สน โครงสร้างอะไรต่ออะไรไม่สน ยกตัวอย่างการพัฒนาคนสมัยเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ท่านผู้บัญชาการก็มอบให้รองผู้บัญชาการเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนา ผมก็เป็นผู้ช่วยฝ่ายพัฒนา มีหน้าที่ในการฝึกอบรมตำรวจ กรมตำรวจเขาก็ให้เงินมาสี่ล้านบาท ให้กองบัญชาการสอบสวนกลางไปฝึกอบรมตำรวจ ท่านรองซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าก็เชิญทุกหน่วยมาประชุม ไม่ว่าจะเป็นปราบปปราม สอบสวน รถไฟ ป่าไม้ ท่องเที่ยว ทุกหน่วยก็อยากจะได้เงินฝึกอบรมมาก ๆ กองปราบก็บอกว่าเขาคนมาก งานก็เป็นงานหลัก ต้องใช้เงินมาก ทางหลวงก็บอกเช่นเดียวกับกองปราบ ป่าไม้เองก็อยากเอา ท่องเที่ยวก็อยากจะเอา กองปราบก็บอกว่าป่าไม้ก็ได้งบอยู่แล้ว ไปขอกรมป่าไม้สิ ท่องเที่ยวก็มีงบอยู่ที่กีท่องเที่ยว ทางหลวงก็มีงบอยู่ที่กรมทางหลวง ไปเอาทางโน้นเถอะ ต่างคนต่างแย่งกันเพื่อที่จะเอาเงินผลที่สุดที่ประชุมมีมติว่า มีอยู่สิบหน่วย แบ่งกันไปคนละสี่แสน เงินสี่แสนมันทำอะไรได้ ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร แล้วไปที่กองบังคับการมีเงินไปหน่วยละสี่แสนไปฝึกอบรมกันเอง ผมอยากถามว่าคุณมีความรู้ความสามารถในการฝึกอบรมคนหรือ

ไฮ-คลาส : แสดงว่าหน่วยต่าง ๆ ในกรมตำรวจเองก็ไม่ได้มีความเข้าใจโครงสร้างของงานทั้งระบบด้วย

พล.ต.ต.เสรี : แน่นอนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นทางกรมตำรวจก็ดี กองบัญชาการก็ดี กองบังคับการก็ดี ไม่ได้มีความเข้าใจระบบงานเลย เราต้องเข้าใจในระดับกรม ถ้าคุณมีหน้าที่บริหาร พัฒนาคน คุณต้องทำฏครงสร้างจัดระบบงานในส่วนของการพัฒนาคนให้เขาให้ได้ทางกองบัญชาการเขาจะได้ไปปราบปรามโจรผู้ร้ายเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องการฝึกอบรมคนอีก นี่ไม่ได้ทำ โยนกันไปโยนกันมา กองบัญชาการโยนไปให้กองบังคับการ กองบังคับการก็ไม่ทำ เป็นไปรฃษณีย์โยนไปให้กองปราบ กองปราบแทนที่จะไปปราบผู้ร้ายก็ต้องมานั่งฝึกอบรมอีก แล้วขอถามหน่อยเถอะครับ กองปราบมีศักยภาพอะไรในการฝึกอบรมคน คุณเป็นตัวอย่างอะไรให้กับคนที่มาฝึกอบรมได้บ้าง ดังนั้นมันจึงล้มเหลวเงินงบประมาณก็สูญสลายไป เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าหาผู้นำที่สามารถทำงานทั้งระบบนั้นยากเหลือเกิน

ไฮ-คลาส : ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้ท่านเคยขอย้ายตัวเองจากชลบุรีไปประจำอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานเพื่อสร้างคนที่มีศักยภาพสูงขึ้นมา

พล.ต.ต.เสรี : ตรงนี้มันป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นประสบการณ์มากกว่า คือไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ผมจะต้องเสียสละแล้วสร้างสรรค์ให้กับที่นั้น ไปอยู่นาแกก็ทำไว้เต็มที่ ไปอยู่มุกดาหารก็ไว้ มาอยู่ชลบุรีก็ทำงานเต็มที่ เมื่อมามองทบทวนดูก็เห็นว่า มันมีความเสื่อมอยู่ในกรมตำรวจ แล้วเราจะไปบังคับให้คนที่มาแทนเราหรือคนอื่น ๆ ที่ขึ้นมาบริหารให้เขาตั้งใจหรือเสียสละแบบเรานั้นไม่ได้ จิตวิญญาณคนเรามันต่างกัน แต่ที่เราได้ทุ่มเทไว้ให้ ทำอะไรไว้ให้นั้นมันเริ่มเสื่อมไปเรื่อย ๆ ก็มาคิดว่าต่อให้เราขึ้นไป สูงแค่ไหน เราทำอะไรได้แค่ไหน มันก็เสื่อมลงไปอีก เพราะว่าเราไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง งานมันจึงไม่สัมพันธ์กัน เมื่อเทียบกับเอกชนแล้วนี่เราสู้ไม่ได้ มันไม่เหมือนกัน ถ้าเอกชนคุณเป็นประธานบริษัท คุณก็สามารถบริหารได้อย่างต่อเนื่อง อย่างเรานี่เป็นหัวหน้าจังหวัดนี้ แล้วไปเป็นหัวหน้าจังหวัดโน้น มันก็ไม่ไหวแล้ว ผมคงไม่ต้องยกรายละเอียด ถ้ายกรายละเอียดแล้วคนจะยิ่งเกลียดตำรวจมากขึ้นไปอีก ผมจึงคิดว่าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร สู้สร้างคนดีกว่า สร้างคนให้มีความพร้อมที่จะออกมาต่อสู้กับสังคม ทำงานให้กับประชาชนจะดีกว่า ดังนั้นผมจึงขอย้ายตัวเองเสียเลย

ไฮ-คลาส : เมื่อเห็นว่าการโยกย้ายแต่ละครั้ง เป็นการสร้างปัญหา ทำให้งานที่รับผิดชอบอยู่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำไมกรมตำรวจยังคงมีคำสั่งโยกย้ายครั้งใหญ่กันอยู่เป็นประจำ

พล.ต.ต.เสรี : ก็กรมตำรวจเขาไม่คิดจะแก้ปัญหานี่ ที่ผมทำงานได้ แล้วทุกวีนี้ที่คนเห็นผมมีผลงานนั้น ก็เพราะว่าผมอยู่นาน ใช่ไหม นาแกผมอยู่สองครั้งเป็นเวลา 7 ปีด้วยกัน ระยะเวลา 7 ปี คนย่อมสามารถเห็นผลงานได้ แต่ให้ผมไปอยู่แค่ปีสองปี ผมจะทำอะไรได้ คนจะเห็นผลงานผมได้อย่างไร หรือเมื่อผมอยู่มุกดาหาร ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวัดใหม่ และผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้กำกับคนแรกของมุกดาหารตั้งแต่ยังไม่มีอะไร สี่ปีที่ผมอยู่ผมสามารถสร้างผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน ชัดแจ้ง มุกดาหารกายเป็นจังหวัดที่มีคดีน้อยที่สุดในประเทศไทย ไม่มีตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของผมถูกประชาชนร้องเรียนว่าเป็นตำรวจเลว ทางตรงข้ามกลับได้รับการยกย่องจากสังคมเป็นอย่างมาก

ไฮ-คลาส : แสดงว่ากรมตำรวจบริหารงานสวนทางกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการเห็นการทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ต.เสรี : ก็สวนทางสิครับ แล้วกรมตำรวจไม่มีทางเดินไปสู่ความสำเร็จให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนหรอกครับ ถ้ายังไม่มีการพิจารณาโครวสร้างการบริหารกันใหม่ ยังไม่มีการพัฒนาคนอย่างจริงจัง ต้องพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ของกรมตำรวจทั้งหมดแล้วต้องแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ได้เสียก่อน มันจึงจะสร้างกรมตำรวจที่มีประสิทธิภาพได้ ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ รับรองได้ว่าไม่มีทาง

ไฮ-คลาส : ถ้าเป็นเช่นนั้นกรมตำรวจก็ไม่มีทางหลีกพ้นข้อกล่าวหาในเรื่องเล่นพรรคเล่นพวก ยุคใครยุคมันใช่ไหม

พล.ต.ต.เสรี : คือถ้ามันเป็นลักษณะอย่างนี้ มันก็คงจะต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป

ไฮ-คลาส : ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าถึงยุคท่านมีอำนาจเต็มที่ในกรมตำรวจ จะมีการย้ายล้างบางเกิดขึ้นหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : ผมจะล้างใคร จะล้างไปไหนเล่าครับคือคนเราจะต้องเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่ามันจะต้องไม่มีการแบ่งพวก แบ่งสีแบ่งเหล่า แบ่งสถาบัน มันจึงจะทำงานด้วยกันได้อย่างดี มันต้องสอนกันตั้งแต่เริ่มรับคนเข้ามาเป็นตำรวจเลย แล้วเมื่อสอนไปแล้วนี่เราก็ต้องมาดูรูปธรรมที่การปฎิบัติ เพราะฉะนั้นที่ผมทำงานออกมาเป็นรูปธรรมต่าง ๆ นี่ก็ลองไปดูสิครับว่ามันเป็นอย่างไร ผมไม่เคยแบ่งพวก แบ่งรุ่น แบ่งสี แบ่งสถาบัน ผมพิจารณากันตรง ๆ ตามความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต ใครมีศักยภาพเหนือกว่าใคร คนทำดีต้องได้ดี เพราะฉะนั้นลูกน้องเราเมื่อเขาทำดีแล้วได้ดีเขาก็ไม่มีการจุกจิก

ไฮ-คลาส : อย่างการที่ท่านเน้นการทำงานเป็นทีมนั้นมีการกล่าวหาบ้างหรือไม่ว่าท่านเองก็เล่นพวก

พล.ต.ต.เสรี : คนที่กล่าวหาผมนั้นเขาไม่ใช่นักบริหารเขาไม่มีทางเข้าใจ ความจริงผมไม่ได้เน้นที่การทำงานเป็นทีมแต่อย่างใด แต่ว่าการที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพนั้นมันจะต้องมีมือไม้เพื่อให้งานมันออกมาเรียบร้อยรวดเร็ว มันต้องมีมือที่รู้ใจอยู่บ้าง ในองค์กรใหญ่ ๆ ที่ต้องปกครองคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในองค์กรตำรวจนั้น เราไม่รู้เลยว่าเราจะมีเวลาเท่าไหร่ที่จะทำงานที่รับผิดชอบอยู่ให้สำเร็จ ถูกไหม อย่างการไปประมูลงานสร้างอาคารสักหลังหนึ่ง ยังต้องกำหนดเงื่อนไขเรื่องเวลาเลย เพราะจะได้รู้ว่าเรามีเวลาเท่าไหร่ ถ้าเวลาสั้นเราต้องระดมพลเลย แต่ถ้าเวลามาก เราก็สามารถไปทำงานอื่นก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้นในกรมตำรวจนี่ ถ้าใครมาเป็นหัวหน้าหน่วยจะรู้เลยว่ามันไม่ได้มีกติกาเลยว่า เราจะได้อยู่ในตำแหน่งเป็นระยะเวลาสักเท่าไหร่ แค่เพียงสองเดือน สามเดือน ห้าเดือนก็ถูกย้ายแล้ว การไม่มีกติกาแต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะทำงานของเราให้สำเร็จ ต้องวางแผนปฎิบัติและตรวจสอบ ประเมินผลทั้งระบบ ถ้าเราเอาคนที่ไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งในสิ่งที่เราคิดได้ทันท่วงทีมีประสิทธิภาพ งานมันจะสำเร็จได้อย่างไร ดังนั้นองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีคนจำนวนมากแบบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องมีมือไม้ มาสนับสนุนให้งานของเราสำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างสมัยที่ผมอยู่นาแกใหม่ ๆ จะพบว่า นายตำรวจแต่ละคนที่ถูกเนรเทศไปอยู่นาแกนั้นล้วนแต่กินเหล้า เมายา เล่นการพนัน แล้วถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนบุคลากร เราจะทำอะไรได้ ตอนที่อยู่นาแกนั้นผมขอนายตำรวจมาหกคน คิดว่าเป็นทีมหรือแบบนี้ เราขอเพียงมือไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง ถ้าเราจะพัฒนาคนให้มีคุณภาพขึ้นมาแต่ทำอยู่คนเดียวมันไม่สำเร็จหรอก มันต้องมีคนมาช่วยคิด ช่วยทำ แล้วพัฒนาคนส่วนใหญ่ขึ้นมามันถึงจะสำเร็จ ถ้าทางกรมตำรวจมีคำสั่งมาว่าชาตินี้ทั้งชาติให้เสรีอยู่ชลบุรีตลอดไป แผนงานมันก็ต้องออกมาอีกรูปหนึ่งใช่ไหม

ไฮ-คลาส : ในทัศนะของท่านการเล่นพวกในกรมตำรวจส่งผลกระทบต่อระบบงานมากน้อยแค่ไหน

พล.ต.ต.เสรี : มีมากเลยทีเดียว ทำให้คนดี ๆ ไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งความจริงคนดีนี่ก็มีมาก จะดีมากดีน้อยก็แตกต่างกันไปในรายละเอียดของแต่ละบุคคล บางคนก็อาจจะเหมาะกับตำแหน่งนี้ แต่บางคนก็อาจจะเหมาะกับตำแหน่งโน้น เรื่องนี้มันอยู่ที่พื้นฐานของผู้บังคับบัญชาแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชาเป็นคนที่ดี เป็นผู้นำได้ ทุกอย่างมันก็จะดำเนินไปได้อย่างดี ถ้าผู้บังคับบัญชาเป็นผู้นำที่ไม่ดี ก็ไม่มีทางหรอก

ไฮ-คลาส : หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าท่านเป็นนายตำรวจที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก เมื่อเทียบกันายตำรวจรุ่นเดียวกัน บางคนบอกว่าท่านอาจจะมีเส้นสายที่เป็นผู้ใหญ่ในวงราชการ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : ผมว่าคนเราสำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเอง การที่ผมเจริญเติบโตก้าวหน้าขึ้นมาได้ทุกวันนี้ มันอยู่ที่ตัวเราตลอด เราฝ่าฟันอุปสรรค เอาชีวิตเข้าแลก ทุ่มเทให้กับการปฎิบัติงาน พูดง่าย ๆ แม้แต่การที่ผมจะมีครอบครัว คนอื่น ๆ เขาแค่ร้อยตรี ร้อยโท เขาก็มีกันแล้ว ผมกว่าจะมีก็เป็นถึงผู้กำกับ ผมตัวคนเดียว ผมทุ่มเทมามากขนาดไหน มีครอบครัวแล้วก็ต้องมีชีวิตส่วนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว เวลาที่จะทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานก็ไม่เท่าผมแล้ว แล้วจะให้เขาเจริญก้าวหน้าเท่ากับผมได้อย่างไร ถูกหรือเปล่า แล้วผมเองแม้ว่าจะมีเมียแล้ว ผมก็ไม่ต้องไปโกงใครมาเลี้ยงลูกเมียผม คนอื่นบางคนก็ยังโกงอยู่เลย แล้วจะก้าวหน้าได้อย่างไร ผมกล้าพูดได้ว่าผมไม่เคยไปขอตำแหน่งใคร ไม่เคยไปกราบไหว้ใคร เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราเล็ก ๆ นั้น ตำแหน่งมันเยอะ มันไม่มีปัญหาหรอก ทำดีก็ได้ดี ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับมาก็ได้ดี แต่เมื่อโตขึ้น ตำแหน่งต่าง ๆ มันก็น้อยลงไปด้วย มันจำกัด ดังนั้นจึงเป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ ตั้งแต่ผมเป็นนายพล ผมอึดอัดมาตลอดทก็อย่างที่ได้ยินผมออกมาพูดว่าเสียความรู้สึกบ้างอะไรบ้าง แต่ก่อนหน้านั้นไม่มี ก่อนหน้านั้นผมก็โต ๆ ๆ มาเรื่อย หรือแม้แต่กระทั่งผมขอไปอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปอบรมคนดีกว่า แต่พอถึงเวลาผู้ใหญ่จับผมมาเป็นผู้การกองปราบเอง ลองไปถามดูสิว่า ผมเคยขอใครไหม ถ้าขอป่านนี้ผมได้ไปแล้ว แม้กระทั่งไปพบท่านนายก ฯ ไม่เชื่อคุณไปถามท่านนายก ฯ ดูก็ได้ ก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งล่าสุดนี่ออกมา ผมไปพบกับท่านนายก ฯ ตั้งนาน ผมไม่เคยพูดเรื่องตำแหน่งเลย ตอนที่ไปพบท่าน พล.อ.ชวลิต ก็ไปคุยเรื่องจะจับกุมหรือไม่จับกุมผู้ต้องหาเท่านั้น ไม่เคยพูดขอตำแหน่งใคร อย่างท่านอธิบดีกรมตำรวจนี้ไม่เคยพบกันเลย ผมไม่ขอใครหรอก ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่ขอตำแหน่งจากใคร ให้เป็นก็เป็น ไม่ให้เป็นก็ไม่เป็น แต่คนทำงานนะครับ หากไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น มันก็ต้องพูดกัน เพราะฉะนั้นที่บอกว่าผมก้าวอย่างรวดเร็วก็เพราะว่าผมทำงานนี่ครับ ผมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแค่ไหน แล้วคนอื่นเสี่ยงเป้นเสี่ยงตายอย่างผมหรือเปล่า ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าระดับนายพลที่อายุน้อย ๆ ในกรมตำรวจนี่นะครับ มีใครทำงานพื้นที่สักกี่คน มีผมเพียงคนเดียวกระมังในตอนนี้ นอกจากนั้นก็เดินเตร่อยู่แถวกรมแทบทั้งนั้น ไปดูสินายพลเดินเตร่อยู่แถวกรมทั้งนั้น ไม่หรอกครับที่ออกมารับใช้ประชาชน ต่อสู้กับโจรผู้ร้าย หรือผู้มีอิทธิพล

ไฮ-คลาส : ถ้าไม่ทำงาน แล้วโตขึ้นมาถึงระดับนายพลได้อย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : อ้าว…ก็เช้าขึ้น แปดโมงเช้าก็แวะห้องอธิบดี แปดโมงครึ่งไปห้องรองคนนี้ พอเก้าโมงไปห้องรองอีกคนหนึ่ง เข้าไปถึงผู้ช่วยหมด ขอรับใช้เขาหมด เป็นขี้ข้าเขาหมด งานไม่ต้องทำ ผู้ใหญ่เรียกตัวใช้ได้ ถึงเวลาก็ได้ดีไป ถามว่าได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ปรากฎว่าไม่มี แต่ที่ผมได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันมากมายขนาดไหน กรมตำรวจก็ยังไม่ยอมยกย่องผมมีแต่ความริษยา

ไฮ-คลาส : การที่ท่านทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีอุดมคตินั้น เป็นการปลูกฝังจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจหรือว่าเป็นจิตวิญญาณของท่านเอง

พล.ต.ต.เสรี : การได้รับการฝึกฝนจากในโรงเรียนนั้นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าตัวเราเป็นหลัก แล้วก็ประสบการณ์ต่าง ๆ ได้หล่อหลอมให้เราเป็นแบบนี้ ผมไปอยู่ในพื้นที่ที่ทุรกันดารมาก ต้องต่อสู้กับความเป็นความตาย นอนกลางดินกินกลางทราย เราเห็นความทุกข์ยากของประชาชน เราเห็นว่า ประชาชนจำนวนมากมาย คนเราเกดมาครั้งหนึ่งตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้แล้วเราจะเอาอะไรไปกันทำไมมากมาย มีเท่าที่มีก็ควรจะพอ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้จั กพอ ปัญหามันก็จะไม่เกิดความโลภมันก็ไม่มี ลองไปดูคนที่โจมตีผมสิ อย่างใบปลิวโจมตีที่ออกมาเมื่อสองสามวันนี้ เขากล้าพูดอะไรบ้างที่ว่าผมทุจริตคอรัปชั่น มีไหม เพราะผมไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นให้เขาโจมตี ดังนั้นข้อความในใบปลิวจึงมีแต่การอิจฉาริษยา

ไฮ-คลาส : ท่านคิดว่าโครงสร้างการบริหารงานในกรมตำรวจปัจจุบันยังจำเป็นที่จะต้องเหมือนกับโครงสร้างของกองหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : การที่จะเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใดคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องต่อย ๆ เปลี่ยน เพราะฉะนั้นตอนนี้มันเหมือนอยู่ โอเค มันก็ต้องเหมือนจากนั้นจึงต้องค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามความเหมาะสมแม้แต่การฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ ในโรงเรียนเตรียมทหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เราก็ไม่รู้หรอก แต่ทีนี้พอโตขึ้นมาแล้วมันเกิดความเคยชิน เพราะว่าทหารก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ตำรวจก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง การที่จะฝึกคนให้เป็นตำรวจกับทหารนั้นมันก็ต้องแตกต่างกัน แต่ว่าเอาไปฝึกด้วยกัน ถ้าเป็นทหารต้องเสียงดังฟังชัด พอเป็นตำรวจก็เลยขู่ตะคอกประชาชนไปด้วย หรือเป็นทหารต้องฟังตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยเร่งครัด การตายในสนามรบถือเป็นเกียรติของทหาร ท่องกันอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจมันต้องคนละอย่าง เพราะมันไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทหาร

ไฮ-คลาส : มีนักวิชาการบางท่านได้มองโครงสร้างของตำรวจว่า ควรที่จะกระจายอำนาจออกไป อย่างเช่น ตำรวจนครบาลก็ควรที่จะขึ้นอยู่กับกรุงเทพมหานคร ตำรวจภูธรก็ควรที่จะขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านมีความเห็นอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : ตรงนี้เราต้องดูที่ความพร้อมของทุก ๆ ด้าน อย่างสมมติว่านครบาลไปขึ้นกับกรุงเทพมหานครจะเป็นไปได้ไหม หรือในภูมิภาคขึ้นกับจังหวัด จะเป็นไปได้ไหม ผมก็ขอถามว่า ตัวผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากไหน คนที่จะมาเป็นผู้นำ ที่จะปกครองคนนั้นคนนี้เขาเป็นที่ยอมรับหรือเปล่า ก็เห็น ๆ กันอยู่ ก์มีได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง แล้วจะให้เที่ยวไปปกครองคนอื่นเขาทั้งหมดมันยิ่งจะพังกันไปใหญ่ ทางที่ดีตัวเลือกมีเยอะแยะนี่ครับ จริงอยู่ว่าในจังหวัด ผู้ว่า ฯ ใหญ่ที่สุด แต่ตัวเลือกมีเยอะแยะ เอาคนที่ดีที่สุดไปเป็นสิ ไม่ใช่มาจำกัดอยู่ในวงข้าราชการเพียงกรมเดียว แล้วมันจะมีตัวเลือกอะไร คุณอยู่กรมเดียวจะรู้อะไร ก็รู้แต่ในเรื่องของกรมนั้น คนที่จะมาปกครองจังหวัดมันต้องรับผิดชอบในทุกเรื่อง

ไฮ-คลาส : ในทัศนะของท่านเห็นว่าโครงสร้างของกรมตำรวจเท่าที่เป็นอยู่ยังคงใช้ได้กับสังคมไทยปัจจุบัน

พล.ต.ต.เสรี : ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่ว่าต้องมีการปรับปรุง แต่ถ้าจะให้ตำรวจไปขึ้นอยู่กับจังหวัดก็ต้องเปลี่ยนระบบการบริหารจังหวัดด้วย การแต่งตั้งผู้ว่า ฯ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการด้วย ถูกไหมครับ ถ้าระบบต่าง ๆ ของจังหวัดยังเป็นแบบเดิม แต่ให้เปลี่ยนเฉพาะของตำรวจ ผมว่ามันไม่เหมาะสม

ไฮ-คลาส : ท่านคิดว่าทุกวันนี้งบประมาณของกรมตำรวจที่ได้รับจากรัฐบาลในแต่ละปีเพียงพอหรือยัง

พล.ต.ต.เสรี : อย่างที่บอกว่ากรมตำรวจนั้นขาดนักบริหารพัฒนา เพราะฉะนั้นระบบบริหาร ระบบงบประมาณของตำรวจจึงล้าหลัง ไม่ทันสมัย สมัยก่อนตำรวจอยู่กับสังคม ขาดอะไรก็จะเอากับสังคม เวลาไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ ไม่มีแอร์ ก็จะเอาจากพ่อค้า เอาจากคนรู้จัก เอาจากผู้กระทำผิดกฎหมาย มันก็เลยได้ง่ายและเร็วเด้วย แต่ถ้าจะตั้งงบประมาณนี่ไม่รู้ว่าจะได้ไหม แล้วถ้าได้ก็ไม่รู้ว่าปีไหนจะได้ ขณะที่มันต้องใช้ มัวแต่ตั้งงบประมาณก็แย่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการแสวงหากัน พอผิดตรงนี้แล้วก็เลยไม่สนใจเรื่องระบบงบประมาณ พอห้าปีสิบปีผ่านไปแล้วเป็นอย่างไร หน่วยราชการอื่น ๆ ระบบงบประมาณเขาก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ของตำรวจเราล้าหลัง เพราะฉะนั้นพอมาถึงปัจจุบันนี้เพิ่งจะมาเริ่มคิดเรื่องการบริหาร การจัดการงบประมาณ แต่มันก็ไม่ทันคนอื่นเขา ดังนั้นที่ถามว่า พอไหม ก็ต้องตอบว่าไม่พอหรอก เพราะว่ามันล้าหลัง ไม่ทันสมัย ใครมีอำนาจมากก็ได้งบประมาณไปเยอะ แต่ก่อนทหารมีอำนาจ กระทรวงกลาโหมเขาก็เอางบไปมากที่สุด อ้างเหตุแห่งความมั่นคงโดยไม่ได้ดูว่าประเทศเราเน้นไปที่ไหน เขาก็เอาเงินงบประมาณไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซื้อรถถัง ปืนใหญ่ เครื่องบิน แต่คนไม่ได้รับการพัฒนาเลย เราต้องเอาแผนงาน เอาโครงการมาจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจนว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ผมดูในวงการทุกวงการก็ล้วนเล่นพวกทั้งนั้น ใครมีเส้นก็ได้ไปก่อน ที่ไม่มีพรรคพวกก็อด นี่คือปัญหาที่ทำให้เงินงบประมาณของเราไปไม่ถูกจุด นอกจากนั้นยังมีการโกงกันอีก อย่างที่ดินทิ้งขณะเมืองพัทยาเป็นต้น ถามว่าถ้าต้องการทิ้งขณะจริง ๆ ที่ดินหลวงมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมไม่เอา ขอเขาสิ ทำไมต้องเอาเงินงบประมาณมาซื้อ ไม่เห็นจำเป็นต้องตั้งงบประมาณซื้อเลย แต่ข้าราชการไม่ทำ สู้หางบประมาณมาซื้อดีกว่า เพราะว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ปัญหาตรงนี้แก้ไขด้วยการพัฒนาคน อย่างกรมตำรวจนี่ผมจะบอกให้ว่า คนที่เป็นตำรวจตั้งแต่เริ่มรับราชการจนกระทั่งเกษียณอายุราชการนั้น บางคนหรือหลาย ๆ คนแทบจะไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมเลย น้อยมากเหลือเกินที่ผ่านการฝึกอบรม เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเต่าล้านปีอยู่นั้นแหละ ไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เราเองก็มีเพียงแต่กองบัญชาการศึกษากับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ทำหน้าที่ผลิตนักเรียนนายร้อยตำรวจ ส่วนกองบัญชาการศึกษาก็ทำหน้าที่อบรมตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แล้วตำรวจก็คิดแต่เพียงว่า เมื่อเป็นตำรวจก็ต้องมาเป็นตำรวจสิ จะไปอยู่ศึกษาทำไม สมัยก่อนใครที่ไปอยู่ศึกษาก็คือผู้ที่มีปัญหา ดังนั้น การศึกษาของตำรวจเราจึงตกต่ำอยู่อย่างนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจยังเทียบโรงเรียนเตรียมทหารไม่ไดแลย

ไฮ-คลาส : ท่านมองความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการตำรวจอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : มันอยู่คนละฝ่าย การเมืองนั้นเป็นเรื่องของนโยบาย ตำรวจเป็นข้าราชการประจำ เป็นผู้ปฎิบัตินโยบายของข้าราชการการเมืองถ้ามีความคิด มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนก็ไปกันได้ แต่ถ้ามันคนละเป้า มันก็ต้องขัดแย้งกัน การที่ข้าราชการการเมืองและข้าราชการตำรวจจะประสานงานกันด้วยดี ข้อสำคัญที่สุดจะต้องไม่ก้าวก่ายงานซึ่งกันและกัน แต่ปกติการเมืองมักจะอยู่เหนือข้าราชการประจำ และการเมืองมักจะเข้ามาก้าวก่ายข้าราชการประจำเสมอ ข้าราชการส่วนใหญ่จึงต้องจำยอม เพราะว่าไม่มีความกล้าพอ หรือไม่บางทีก็คิดถึงแต่ตนเองมากเกินไป กลัวว่าจะสูญเสีย กลัวว่าจะไม่มีความเจริญก้าวหน้า จึงไม่กล้าโต้แย้งข้าราชการการเมือง

ไฮ-คลาส : ท่านคิดว่าทุกวันนี้ข้าราชการการเมืองยังมีอิทธิพลเหนือกรมตำรวจมากน้อยแค่ไหน

พล.ต.ต.เสรี : ทุกอย่างนั้นมีความสำคัญ มีความหมายต่อประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ถ้าทุกคนมีจุดยืนมีจุดหลัก ก็ไม่มีปัญหา อย่างใครเป็นอธิบดีกรมตำรวจถ้าทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก็ไม่มีใครมาปลดได้หรอก ไม่ต้องไปกลัว ถ้าคุณแน่จริงคุณก็ปลดไป แต่ระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง ผมทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินเพื่อประชาชน ทำได้แค่นี้แล้ว จะปลดก็ปลดไป แต่ส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างนั้น เขาทำงานเพื่อที่จะให้ตนเองอยู่รอดเป็นอันดับแรก เรื่องราวนั้นเป็นอันดับรอง ผมทำงานนะ ผมไม่สนหรอกว่าจะโดนปลด ดังนั้นที่เห็นผมสู้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าผมเป็นคนไม่สน แต่คนเข้าใจ หาว่าผมต้องการที่จะเป็นใหญ่ ผมไม่สนหรอกผมทำหน้าที่ของผม แต่ถ้าแหยมมาผมก็ใส่เข้าให้ อย่าง ส.ส.กลุ่ม 16 ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ คุณมายุ่งอะไรกับผมใช่ไหม คุณเป็นใหญ่แล้วจะเล่นงานผมก็เล่นงานสิ แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ผมก็จวกเข้าให้

ไฮ-คลาส : ระหว่างงานปราบปรามกับงานสร้างบุคลากร ท่านชอบแบบไหนมากกว่ากัน

พล.ต.ต.เสรี : ความจริงมันสำคัญทั้งสองฝ่าย แต่ว่าเราต้องเข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนว่า เราจำเป็นต้องสร้างคนก่อนสร้างงาน ถูกไหม ถ้าคนเราไม่มีความพร้อมแล้ว ไม่มีทางทำงานสำเร็จหรอก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้งานดี จำเป็นต้องสร้างคน การทำงานเป็นเรื่องปลายเหตุ ถ้าเราสามารถสร้างคนให้ดีได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น ทว่าผมเป็นประเภทที่สามารถทำได้ทั้งปราบปรามและสร้างคน แต่บางคนทำได้เฉพาะอย่างเท่านั้น

ไฮ-คลาส : ระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ท่านรับราชการตำรวจ ถ้าให้ท่านประเมินข้าราชการตำรวจทั้งหมดท่านคิดว่าจะมีตำรวจที่ดีและมีประสิทธิภาพสักกี่เปอร์เซ็นต์

พล.ต.ต.เสรี : เรื่องนี้มันอยู่ที่มาตรฐานของแต่ละบุคคลที่จะมอง ถ้ามาตรฐานผมก็อาจจะสูงหน่อย ของบางคนก็อาจจะน้อยหน่อย มันยังไม่ได้มีการตรวจสอบชัดแจ้ง จึงตอบได้ลำบาก

ไฮ-คลาส : ท่านเคยท้อแท้ต่ออุปสรรคภายในกรมตำรวจบ้างไหม

พล.ต.ต.เสรี : คือเมื่อเราก้าวมาถึงจุดนี้แล้ว เราคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ไม่ว่าความคิด จิตสำนึกหรือวิธีการทำงาน ที่เขาว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ผมก็ต้องเป็นของผมอยู่อย่างนี้ จะให้เปลี่ยนอะไรเป็นไปไม่ได้หรอก ประชาชนต้องพิจารณาเอาเองว่าดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ด่ามา ถ้าดีก็ว่ามา จะท้อแท้ได้อย่างไร

ไฮ-คลาส : ระหว่างงานป้องกันและปราบปราม ท่านให้ความสำคัญกับงานส่วนไหนมากกว่ากัน

พล.ต.ต.เสรี : ป้องกันต้องเป็นงานหลัก เราจะปล่อยให้มีการลักวิ่งชิงปล้น ฆ่ากันตาย ตายแล้วค่อยไปจับน่ะหรือ มันไม่คุ้มกันหรอก เพราะฉะนั้นเราต้องป้องกันไว้ก่อน แต่ว่าคนไม่เข้าใจ แล้วคนที่มีจิตใจที่รักความถูกต้องก็อยากจะเข้าไปมีชื่อในกองปราบปรามเสียมาก ก็เลยไม่สนในเรื่องของการป้องกัน หรือหากใครป้องกันดีก็ไม่ให้ความชอบเขา กับไปบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้ทำงานนี่หว่า มองไปเสียอย่างนั้น ส่วนที่ปล่อยปละละเลย เละเทะ ให้คนแสวงประโยชน์ เกิดเรื่องทีก็จับได้กลับกลายเป็นเก่งไป มันไม่ถูกเรื่อง ดังนั้นมันต้องมีจิตใจที่ทุ่มเทกับการงานอย่างจริงจัง

ไฮ-คลาส : ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่าตำรวจมีอำนาจมากเกินไป ทำให้บางครั้งขาดความยุติธรรมในการปฎิบัติหน้าที่ราชการ

พล.ต.ต.เสรี : จะว่าอย่างนั้นบางทีมันก็ไม่จริงเสียทั้งหมด หากมาพิจารณาความจริงก็จะเห็นว่า เวลาที่ตำรวจจะจับใครที ก็ต้องขออนุญาตเขา อย่างคดีที่ผมทำอยู่นี้ เราก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าใครมีอำนาจมากกว่ากัน ตำรวจมีอำนาจมากอย่างที่กล่าวหาหรือ หรือว่าใครมีอำนาจมากกว่ากันแน่ ไม่เฉพาะคดีนี้ คดีอื่นก็เหมือนกัน ใครจะไปลัก วิ่ง ชิง ปล้น เวลาตำรวจจะจับต้องขออนุญาตฝ่ายปกครองหมด ถามว่าฝ่ายปกครองมารู้อะไรเล่า ไม่ได้รู้อะไรเลย ใครเป็นพวกกู กูก็ไม่ให้จับ หรือบางทีใครมีผลประโยชน์ กูก็ไม่ให้จับ มาเจอกับผม ผมไม่ยอมหรอก มันผิดอยู่เห็น ๆ ไม่จับได้อย่างไร ตำรวจไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรเลย แล้วบางทีอำนาจก็ไปอยู่กับอัยการอีก ตำรวจสอบไปแล้ว อัยการไปสอบใหม่ก็มี

ไฮ-คลาส : ขอย้อนถามอีกเรื่องครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่ทางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้สั่งสอบท่านด้วยข้อกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่สมควร ตอนนั้นมีผลสรุปออกมาว่าอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : ไม่ผิด ผมไม่ผิด แล้วผมระบุไปด้วยว่า ผู้บังคับบัญชานั้นปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้ง ด้วยจิตลึก ๆ เราก็มองเกมเห็นว่าผู้ใหญ่ท่านนั้นท่านกลัวว่าเราจะไปแข่งกับน้องชายท่านในอนาคต ท่นจึงต้องสปีดน้องชายของท่านขึ้นไป แล้วก็บีบผมไว้ แล้วเรานี่ก็ตามสเป็คหมด ความรู้ ความสามารถ ผลงาน และอาวุโส อาวุโสเราก็สูงนะครับ แต่ว่าเขาไม่ให้เราขึ้น เราก็ท้วงสิครับว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม ความที่เขามีอำนาจเขาก็กลั่นแกล้งเรา กลั่นแกล้งด้วยวิธีการทำบัญชีให้ผมเลื่อนตำแหน่งขึ้น แล้วก็มาแกล้งผม ด้วยการตั้งกรรมการสอบผมใน ก.ตร. วันนั้นแหละ พอสอบผม ผมก็ไม่มีความผิด พอไม่มีความผิดแล้ว ผมก็ไม่ได้เลื่อนเห็นไหม ซึ่งมันทำให้ผมอาวุโสต่ำมาจนทุกวันนี้ แล้วลองมาเปรียบเทียบกับทุกวันนี้ ขนาดนายตำรวจถูกฟ้องคดีอาญา เขายังให้เลื่อนกันเฉยเลย นี่ผมไม่ได้ถูกฟ้องอะไรเลย เพียงแต่ว่าเขามีจิตใจที่ไม่เป็นธรรมต่อผม แล้วก็หาเรื่องสอบผม แล้วก็ไม่ให้ผมเลื่อน อย่างนี้จะเรียกว่าผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างไร ปฎิบัติหน้าที่ชอบหรือมิชอบ มีอคติไหม เลือกปฎิบัติหรือเปล่า ตอนนั้นผมระบุเลยว่า ผู้บังคับบัญชาผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 เขาถึงได้หยุด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้ความจริงก็มักจะพูดว่าผม ว่า ทำไมถึงได้ชอบพูดอะไรรุ่นแรงอยู่เรื่อย ก็นับตั้งแต่ผมขึ้นมาเป็นนายพลนี่ ผมถูกกลั่นแกล้งตลอดเลย ผมจะยอมได้อย่างไรในเรื่องที่ไม่ถูก ต้อง ผมไม่มีหรอก วันเกิด ปีใหม่ของใคร ผมไม่ไปหรอก ไปทำไม ไม่ใช่หน้าที่ผม ผมมีหน้าที่ทำงานให้ประชาชน

ไฮ-คลาส : ตอนนี้ทางอธิบดีกรมตำรวจที่ประกาศว่าจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจัดการกับท่านในเรื่องของการใช้ข่าวกับสื่อมวลชน ได้มีคำสั่งมาถึงท่านหรือยัง

พล.ต.ต.เสรี : ไม่เห็นมีเลย ก็รออยู่นี่แหละ ถ้ามีผมจะได้ชี้แจงไปเลยว่า ท่านไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผม ทำไมผมจะพูดคำว่า “เสียความรู้สึก” ไม่ได้หรือไร

ไฮ-คลาส : นอกจากพื้นที่ชลบุรีแล้ว ท่านคิดว่ามีพื้นที่อื่นอีกไหมที่อยู่ในข่ายที่จะต้องเข้าไปปราบ

พล.ต.ต.เสรี : (หัวเรอะ) แหม…เห็นผมเป็นเทวดาหรือไร มันก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาว่าท่านจะให้ผมไปทำงานที่ไหนอย่างไร ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ความจริงผมเป็นคนง่าย ๆ ถ้าใครมาอยู่กับผมก็จะรู้และเข้าใจว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ผมเป็นคนพูดง่ายมาก เข้าใจกันง่าย แต่ถ้าพวกงี่เง่า ชอบแสวงหาผลประโยชน์ ก็จะหาว่าผมเป็นคนพูดยาก พูดไม่รู้เรื่อง

ไฮ-คลาส : ท่านคิดว่าตำรวจในยุคที่บ้านเมืองพัฒนาไปไกลมากกว่าแต่ก่อนเช่นปัจจุบันหรือในอนาคตตำรวจควรจะมีลักษณะอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : ตำรวจจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวางเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกที่จะทำงานให้กับสังคมและประเทศชาติ เป็นคนไม่โลภ ไม่มักมากรู้จักพอดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา สมัยที่ผมเป็นผู้นำระดับจังหวัดนี่ ผมอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตัวเองให้เป็นคนที่มีขีดความสามารถ มีคุณธรรม แม้แต่เรื่องอบายมุข เหล้า บุหรี่ ก็ต้องถามเขาเลยว่า กินเข้าไปแล้วมีประโยชน์ไหม มีการสาบานตัวกัน มีมาตรการต่าง ๆ เขาก็ยอมเลิก แล้วเราก็จัดระบบบริการต่าง ๆ ให้กับเขา นำเขาให้ถูกทาง ให้ออกกำลังกาย ให้สันทนาการแทนไปเที่ยวบาร์ เที่ยวคลับ

ไฮ-คลาส : ตอนที่ท่านจัดระบบ จัดสวัสดิการเพื่อพัฒนาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ได้ใช้งบประมาณของกรมตำรวจหรือเปล่า

พล.ต.ต.เสรี : ไม่มีหรอก กรมตำรวจไม่ได้ช่วยอะไรหไรอก ตอนนั้นผมจัดดนตรีการกุศล แล้วดารานักร้องเขาก็พร้อมที่จะมาช่วย ไม่ได้คิดว่าใช้จ่ายแต่อย่างไร คนที่เขาศรัทธาที่เขาเข้าใจการทำงานของเรา เขาก็ช่วยบริจาค เพื่อมาใช้ในกิจการพัฒนานี้

ไฮ-คลาส : เท่าที่พูดมาท่านมักจะเน้นความสำคัญของผู้นำเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวท่านประทับใจกับผู้นำกรมตำรวจท่านไหนมากที่สุด

พล.ต.ต.เสรี : หมายถึงอธิบดีกรมตำรวจใช่ไหม (ส่ายหัว) ไม่ค่อยมี ความจริงท่านประทิน (พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ) ท่านเป็นคนซื่อตรง ทำงานด้วยความเข็มแข็ง จริงจัง แต่ท่านก็ยังไม่ได้ทำงานทั้งระบบ ท่านมักเน้นในเรื่องของการบริหารคน จะเห็นว่าท่านจะโยกย้ายเยอะมาก พยายามให้คนดีได้ดำรงตำแหน่งที่สามารถทำงานให้กับประชาชนได้ ใครไม่ดีก็เอาไปเก็บไว้ ไม่ต้องให้อยู่ในตำแหน่ง อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารคน อีกอย่างหนึ่งตอนนี้เวลาท่านน้อยด้วย

ไฮ-คลาส : กรณีที่ พล.ต.อ.ประทิน ถูกกล่าวหาจากการทำคดีเพชรซาอุฯ ในทัศนะของท่านคิดว่า พล.ต.อ.ประทิน กระทำผิดจริงอย่างข้อกล่าวหาหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี : ผมไม่เชื่อ ไม่มีประโยชน์อะไรที่ท่านจะไปทำ แล้วจากประวัติการทำงานที่ผ่านมา ท่านไม่เคยเป็นคนอย่างนั้น คนเรานั้นเวลาที่จะดูต้องดูตั้งแต่อดีต ผมเชื่อว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ และเชื่อว่าท่านจะได้รับความยุติธรรมในที่สุด

ไฮ-คลาส : ทราบมาว่าที่ท่านเป็นตำรวจก็เพราะแรงบันดาลใจจากสมัยเด็ก ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจ เรื่องราวเป็นอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : อ๋อ…สมัยเด็ก ๆ บ้านผมหลังสถานีตำรวจ ตอนที่เป็นเด็กผมก็วิ่งเล่นอยู่แถวหลังสถานี ก็วิ่งเล่นอยู่หลายปี อยู่มาปีหนึ่งก็มีสารวัตรใหญ่เพิ่งย้ายมาใหม่ เขาก็เอาครอบครัวมาอยู่ด้วย บังเอิญเย็นวันหนึ่งผมก็ไปตีแบดหลังสถานีตำรวจ หน้าบ้านสารวัตรใหญ่ ซึ่งผมเล่นมาเกือบสิบปีแล้ว ผ่านไปหลายสารวัตรใหญ่แล้ว ทีนี้เราจะตีแบด แต่ลูกสารวัตรใหญ่เขาอยากจะเตะฟุตบอล เขาก็มาเตะในสนามแบดนั่นแหละคิดดูแล้วมันจะเป็นอย่างไร (หัวเราะ) นะ..ผมเข้าไปพูดปรากฎว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยหยิบฟุตบอลเตะออกไปนอกถนน ลูกสารวัตรใหญ่เขาก็ไปฟ้องแม่เขา แม่เขาก็จะลงมาตบผม พอตบมาผมก็คว้าข้อมือกระชากไป เขาก็เลยเดินขึ้นไปแจ้งความบนโรงพัก เอาตำรวจมาเล่นงานเรา เราก็ขึ้นโรงพักไป ซึ่งเราไม่ได้ผิดอะไรจริง ๆ ผลที่สุดเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้

ไฮ-คลาส : ช่วงที่ท่านถูกวางระเบิดที่กองปราบฯ นั้นเรื่องราวเป็นอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี : คือเรื่องมันมีอยู่ว่าท่านบรรหารซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เขาเอาผมมาเป็นผู้การกองปราบ ทีนี้กองปราบนี่มันฝังรากลึกมานาน โดยเฉพาะมีนายพลท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้การกองปราบมาหลายปี มี จปร. 5 คุม อิทธิพลกองปราบก็ครอบงำความไม่ถูกต้องอยู่มากมาย ซึ่งไม่มีใครล้างได้ ตอนนั้นรุ่น 5 ก็มีอำนาจอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เอาผมเข้ามานี่ มันก็จะตกทอดไปเป็นรุ่นที่สามอีก แล้วถ้าเป็นสายนี้เข้ามาอีกมันก็จะหนักขึ้นอีก ก็เลยมีการเอาผมเข้ามา พอเข้ามาปุ๊บมันก็ต่างขั้วกันแล้ว พื้นฐานของคนมันต่างกัน ลองไปดูสิอดีตผู้การกองปราบคนหนึ่งเคยถูกไล่ออกจากราชการเพราะว่ายักยอกของกลาง แล้วปัญหาก็มีอยู่มากมาย ทำคดีใหญ่ ๆ ก็อมจนร่ำรวยมหาศาล จนกระทั่งถูก ป.ป.ป. สั่งสอบสวนว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่เพราะว่าเขาวิ่งเต้นจึงเอาชนะไปแค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น กับผมซึ่งเสียสละมาตลอดชีวิตแล้วสังคมก็รองรับผมมาโดยตลอด ให้รางวัลโน้นรางวัลนี้ เห็นไหมว่าคนมันต่างขั้วกันมาก เมื่อมาอยู่ด้วยกัน แล้วเขาเป็นผู้บังคัลบัญชาเรา ปกติผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องยอมผู้บังคับบัญชา แต่นี่มันต่างขั้นกันมากมันยอมกันไม่ได้ ดังนั้นจึงเกิดเรื่องไงครับ ที่ยอมไม่ได้เพราะว่าตั้งแต่เริ่มเข้าไปเขาก็จ้องผมแล้ว ผมก็เข้าไปรายงานตัวกับเขาตามระเบียบ เขาก็ทำบัญชีแต่งตั้งมาให้ผมลงนาม เขามัดมือชกผมตั้งแต่วันแรกเลย เรายอมไม่ได้ เราเป็นนายพล ไม่ใช่พลตำรวจจะมาทำแบบนี้ได้อย่างไร เราก็กลับมานั่งคิดว่า เอ..เราเข้ามาคนเดียวแล้วพวกเขาอยู่ด้วยกันมาตั้งเจ็ดแปดปี พวกเขาทั้งนั้นเลย เราจะเอาอย่างไรดี เราเองก็ไม่อยากจะทะเลาะกับใคร เราคิดว่ามันมีอยู่หกตำแหน่งก็ให้เขาไปเลยห้า เราขอสักตำแหน่งเดียวที่เป็นมือไม้ในการทำงาน ก็คือตำแหน่งผู้กำกับ 2 ซึ่งมีอำนาจดูแลทั่วประเทศ ก็ตกลงกับเขาในที่ประชุม เขาก็โอเค ตกลงว่าเป็นของเขาห้าคนของเราหนึ่งคน แต่พอไปประชุมในระดับกรมก็เบี้ยวผมอีก กาเรื่องว่านายตำรวจที่ผมเสนอนั้นในอดีตเคยมีความผิด ความผิดก็คือในอดีตเคยเป็นกรรมการบริษัท ก็ถูกตั้งกรรมการสอบสวนแล้วภาคทัณฑ์ไป เป็นไม่ได้เราก็นึกว่า เอ๊ะ..แล้วทีเอ็งเคยถูกไล่ออกจากราชการยังเป็นได้เลยตำแหน่งผู้การกองปราบ แล้วนี่ตำแหน่งลูก น้องผู้การกองปราบ เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย คนเป็นกรรมการบริษัทไม่ใช่เรื่องประพฤติชั่วเลย ทำไมเป็นไม่ได้ ก็เลยสู้กันตั้งแต่บัดนั้น ในที่สุดก็มาระเบิดผม ระเบิดเสร็จแล้วยังโยนความใส่ผมอีกนะว่าผมระเบิดเอง แล้วเราเป็นลูกผู้ชายพอว่า เมื่อเหตุเกิดกับเรา เราก็ให้คนอื่นมาสอบสวน ซึ่งตอนนั้นก็ให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากนครบาลมาสอบสวน

ก็สืบกันเต็มที่เลย แต่ต่อมาไม่นานก็มีการยึดอำนาจโดยคณะ รสช. ท่านหัวหน้าชุดสอบสวนที่สืบสวนอยู่ ท่านอยากได้ยศ พลโทก็เลยไปอยู่กับ รสช. เราจะเห็นว่าข้าราชการตำรวจไม่ว่าจะระดับใด มักจะไม่มีจิตสำนึก ความรับผิดชอบ มีแต่ขอให้กูได้เป็นดี แล้วพอกูได้จริง ๆ ก็เบี้ยวซะ แล้วก็เป็นผู้บัญชาการไป นี่แหละครับ มันเป็นแบบนี้ มือสอบสวนแน่แค่ไหน ยังขาดจิตสำนึกเลย

 

ไฮ-คลาส : หมายความว่าความหวังของประชาชนที่มีต่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ยังไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าประชาชนจะหวังพึ่งได้อย่างเต็มที่ใช้ไหม

พล.ต.ต.เสรี : ยังหวังได้ไม่เต็มที่ก็เพราะว่ากรมตำรวจยังไม่สามารถสร้างตำรวจให้เป็นตำรวจที่มีอุดมคติได้ อุดมคตินี้ท่องกันทุกวัน เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปราณีต่อประชาชน อดทนต่อความเป็นไป ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน ดำรงตนในยุติธรรม กรทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาท ขอถามว่า ทำกันหรือเปล่า?

 

ไฮ-คลาส  :  ท่านคิดว่าโครงสร้างการบริหารงานในกรมตำรวจปัจจุบันยังจำเป็นที่จะต้องเหมือนกับโครงสร้างของกองหรือไม่

พล.ต.ต.เสรี :  การที่จะเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใดคงเป็นไปไม่ได้หรอก  เราต้องต่อย ๆ เปลี่ยน เพราะฉะนั้นตอนนี้มันเหมือนอยู่ โอเค มันก็ต้องเหมือนจากนั้นจึงต้องค่อย ๆ  เปลี่ยนไปตามความเหมาะสมแม้แต่การฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ ในโรงเรียนเตรียมทหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เราก็ไม่รู้หรอก แต่ทีนี้พอโตขึ้นมาแล้วมันเกิดความเคยชิน เพราะว่าทหารก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ตำรวจก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง การที่จะฝึกคนให้เป็นตำรวจกับทหารนั้นมันก็ต้องแตกต่างกัน  แต่ว่าเอาไปฝึกด้วยกัน ถ้าเป็นทหารต้องเสียงดังฟังชัด พอเป็นตำรวจก็เลยขู่ตะคอกประชาชนไปด้วย  หรือเป็นทหารต้องฟังตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยเร่งครัด การตายในสนามรบถือเป็นเกียรติของทหาร  ท่องกันอยู่ทุกวัน  แต่ตำรวจมันต้องคนละอย่าง  เพราะมันไม่เหมือนกัน  ไม่ใช่ทหาร

ไฮ-คลาส  :  มีนักวิชาการบางท่านได้มองโครงสร้างของตำรวจว่า ควรที่จะกระจายอำนาจออกไป อย่างเช่น ตำรวจนครบาลก็ควรที่จะขึ้นอยู่กับกรุงเทพมหานคร  ตำรวจภูธรก็ควรที่จะขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการ

ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก  เราเองก็มีเพียงแต่กองบัญชาการศึกษากับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ทำหน้าที่ผลิตนักเรียนนายร้อยตำรวจ  ส่วนกองบัญชาการศึกษาก็ทำหน้าที่อบรมตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  แล้วตำรวจก็คิดแต่เพียงว่า  เมื่อเป็นตำรวจก็ต้องมาเป็นตำรวจสิ จะไปอยู่ศึกษาทำไม สมัยก่อนใครที่ไปอยู่ศึกษาก็คือผู้ที่มีปัญหา ดังนั้น การศึกษาของตำรวจเราจึงตกต่ำอยู่อย่างนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจยังเทียบโรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้เลย

 

ไฮ-คลาส  :  ท่านมองความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการตำรวจอย่างไร

พล.ต.ต.เสรี :  มันอยู่คนละฝ่าย  การเมืองนั้นเป็นเรื่องของนโยบาย  ตำรวจเป็นข้าราชการประจำ เป็นผู้ปฎิบัตินโยบายของข้าราชการการเมืองถ้ามีความคิด  มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนก็ไปกันได้ แต่ถ้ามันคนละเป้า มันก็ต้องขัดแย้งกัน การที่ข้าราชการการเมืองและข้าราชการตำรวจจะประสานงานกันด้วยดี ข้อสำคัญที่สุดจะต้องไม่ก้าวก่ายงานซึ่งกันและกัน แต่ปกติการเมืองมักจะอยู่เหนือข้าราชการประจำ และการเมืองมักจะเข้ามาก้าวก่ายข้าราชการประจำเสมอ ข้าราชการส่วนใหญ่จึงต้องจำยอม เพราะว่าไม่มีความกล้าพอ  หรือไม่บางทีก็คิดถึงแต่ตนเองมากเกินไป  กลัวว่าจะสูญเสีย  กลัวว่าจะไม่มีความเจริญก้าวหน้า จึงไม่กล้าโต้แย้งข้าราชการการเมือง

 

ไฮ-คลาส  :  ท่านคิดว่าทุกวันนี้ข้าราชการการเมืองยังมีอิทธิพลเหนือกรมตำรวจมากน้อยแค่ไหน

พล.ต.ต.เสรี :  ทุกอย่างนั้นมีความสำคัญ  มีความหมายต่อประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ถ้าทุกคนมีจุดยืนมีจุดหลัก ก็ไม่มีปัญหา อย่างใครเป็นอธิบดีกรมตำรวจถ้าทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก็ไม่มีใครมาปลดได้หรอก ไม่ต้องไปกลัว ถ้าคุณแน่จริงคุณก็ปลดไป แต่ระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง  ผมทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินเพื่อประชาชน  ทำได้แค่นี้แล้ว  จะปลดก็ปลดไป  แต่ส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างนั้น เขาทำงานเพื่อที่จะให้ตนเองอยู่รอดเป็นอันดับแรก  เรื่องราวนั้นเป็นอันดับรอง  ผมทำงานนะ ผมไม่สนหรอกว่าจะโดนปลด ดังนั้นที่เห็นผมสู้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าผมเป็นคนไม่สน แต่คนเข้าใจ หาว่าผมต้องการที่จะเป็นใหญ่ ผมไม่สนหรอกผมทำหน้าที่ของผม แต่ถ้าแหยมมาผมก็ใส่เข้าให้ อย่าง ส.ส.กลุ่ม 16 ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ คุณมายุ่งอะไรกับผมใช่ไหม คุณเป็นใหญ่แล้วจะเล่นงานผมก็เล่นงานสิ แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ผมก็จวกเข้าให้

 

ไฮ-คลาส  :  ระหว่างงานปราบปรามกับงานสร้างบุคลากร ท่านชอบแบบไหนมากกว่ากัน

พล.ต.ต.เสรี :  ความจริงมันสำคัญทั้งสองฝ่าย  แต่ว่าเราต้องเข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนว่า  เราจำเป็นต้องสร้างคนก่อนสร้างงาน  ถูกไหม  ถ้าคนเราไม่มีความพร้อมแล้ว  ไม่มีทางทำงานสำเร็จหรอก  เพราะฉะนั้นถ้าจะให้งานดี  จำเป็นต้องสร้างคน  การทำงานเป็นเรื่องปลายเหตุ  ถ้าเราสามารถสร้างคนให้ดีได้  ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น ทว่าผมเป็นประเภทที่สามารถทำได้ทั้งปราบปรามและสร้างคน  แต่บางคนทำได้เฉพาะอย่างเท่านั้น

 

ไฮ-คลาส  :  ระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ท่านรับราชการตำรวจ  ถ้าให้ท่านประเมินข้าราชการตำรวจทั้งหมดท่านคิดว่าจะมีตำรวจที่ดีและมีประสิทธิภาพสักกี่เปอร์เซ็นต์

พล.ต.ต.เสรี :  เรื่องนี้มันอยู่ที่มาตรฐานของแต่ละบุคคลที่จะมอง  ถ้ามาตรฐานผมก็อาจจะสูงหน่อย  ของบางคนก็อาจจะน้อยหน่อย  มันยังไม่ได้มีการตรวจสอบชัดแจ้ง  จึงตอบได้ลำบาก

 

ไฮ-คลาส  :  ท่านเคยท้อแท้ต่ออุปสรรคภายในกรมตำรวจบ้างไหม

พล.ต.ต.เสรี :  คือเมื่อเราก้าวมาถึงจุดนี้แล้ว  เราคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่ว่าความคิด  จิตสำนึกหรือวิธีการทำงาน  ที่เขาว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

 

profiler01

 

Related contents:

You may also like...