วิเชียร อุษณาโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

คงไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวกันมาก สำหรับชื่อเสียงของ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แต่สำหรับเรื่องราวของบุคคลสำคัญระดับผู้นำขององค์กร ที่มีบทบาทสำคัญกับบางจากมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นนั้น ยังมีแง่มุมดีๆอีกมากมายที่สังคมในวงกว้างอาจยังไม่รู้จัก ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่เราได้รับเกียรติจากผู้บริหารแถวหน้าอย่าง วิเชียร อุษณาโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาบอกเล่าถึงหลักคิดที่เป็นประโยชน์ในการบริหารงาน และแบ่งปันมุมมองด้านการลงทุนในชีวิตส่วนตัว
วิเชียร อุษณาโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

“ผมจบเคมิเคิล เอนจิเนีย ที่จุฬาฯ เข้าไปป็นรุ่นตุลาฯ 2516 จบออกมาปี 2519 เรียกได้ว่าเป็นคนยุคนั้นพอดี หลังจากนั้นก็ไปศึกษาต่อปริญญาโทที่โอไฮโอ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่อเมริกา สาขาอินดัสเตรียล แอนด์ ซิสเตม เอนจิเนียร์ ก่อนจะกลับมาเริ่มงานที่ ปตท. กับคุณโสภณ สุภาพงษ์ ได้ 4 ปี ทำจนรัฐยึดโรงกลั่นบางจาก แล้วส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กรมการพลังงานทหารบริหาร 4 ปี ขาดทุนไป 4 พันล้าน รัฐจึงตั้งบริษัทบางจากขึ้นมา ผมก็เข้ามาอยู่บางจากตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเขาให้คุณโสภณ ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผู้ว่าการ ปตท. มาเป็นผู้บริหารของบางจาก ผมย้ายตามคุณโสภณมา แล้วก็อยู่มาตลอดจนทุกวันนี้”

“หลักการทำงานผมได้เรียนรู้จากคุณโสภณเยอะ ในช่วงแรกบางจากยังไม่แข็งแรง ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นเยอะ จนกระทั่งบางจากเริ่มแข็งแรง คุณโสภณบอกว่า เราก็มีหน้าที่ต้องตอบแทนสังคม เกิดเป็นวัฒนธรรมของคนบางจากขึ้นมาว่าคนบางจากต้องเป็นคนดี มีความรู้ และทำประโยชน์เพื่อสังคม

“ในการทำงาน เราต้องทำดีที่สุดที่เราทำได้ในแต่ละวัน เราน่าจะภูมิใจว่าเราเป็นคนซึ่งมีโอกาสมาทำงาน ณ ที่นี้ อย่าไปมองคนที่เขามีโอกาสดีกว่าเรา ให้เรามองคนที่ไม่มีโอกาสเท่าเรา ซึ่งมีมากเลย ซึ่งถ้าเราคิดอย่างนี้ได้ เราก็จะรู้สึกพอเพียงในสิ่งที่เราเป็นอยู่ และเมื่อเราทำดีแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีคนมาชมเชยเรา เราต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเอง ให้รางวัลตัวเอง ผมก็ยึดถือมาตลอด ทำอะไรประสบความสำเร็จก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้รับคำชมเชยจากใคร เรารู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เราได้ทำ”

หลักสำคัญที่เขาใช้กับผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเป็นเรื่องที่ง่ายแต่หลายคนเมื่อเติบโตในสายงานแล้วมักมองข้าม

“หนึ่งคือเราต้องให้เกียรติเขา  สองคือต้องจริงใจต่อกัน มีอะไรก็พูดกันตรงๆ แล้วก็บอกกับลูกน้องเสมอว่าในการติดต่อกับคู่ค้าอื่นๆ การซื่อสัตย์ต่อคำพูดถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่าไปเอาเปรียบเขา แต่ไม่ได้หมายถึงในแง่การเจรจาต่อรองทางธุรกิจด้วยเหตุด้วยผล นี่ก็ต้องทำเต็มที่ แต่หมายถึงอย่าไปโกงเขา

“เราไม่อยากแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย แต่เราควรจะเป็นครีเอทีฟ คอมเพททิชั่น เราพยายามแข่งขันในเชิงสร้างสรรค์มากกว่า คือแต่ละบริษัทก็พยายามนำเสนอสิ่งดีต่อลูกค้า ไม่ใช่ไปพยายามทำให้อีกบริษัทหนึ่งล้มหายตายจากไปจากธุรกิจนี้

“ผมไม่เชื่อปรัชญาของการแข่งขันที่ว่าคนที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่ได้ในธุรกิจนั้น และไม่เชื่อว่าจะมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่จะเก่งในทุกด้านในธุรกิจนั้น ในฐานะที่เราเป็นธุรกิจในโลกเสรี เราก็ต้องพยายามหาจุดแข็งของเราให้เจอ แล้วใช้จุดแข็งนั้นในการทำธุรกิจ เพราะคนในสังคมคงไม่ได้เลือกอะไรเหมือนๆ กัน แต่ละคนมีชอบแตกต่างกัน เราก็หาช่องทางการเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค ว่ามีทางไหนบ้างที่ดีกว่าคนอื่น”

“ผมทำธุรกิจชอบหามิตรมากกว่าหาศัตรู เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตเราเมื่อเราเอางานออกไปทุกคนก็เป็นเพื่อนกันหมด ฉะนั้นอย่าเอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปนกัน”

แต่ใช่ว่าทั้งหมดของการโลดแล่นในธุรกิจพลังงานจะมีงาน งาน และก็งานเท่านั้น ส่วนที่เติมเต็มให้เป็นคนเต็มขั้นก็คือครอบครัว โดยจัดสรรเวลาซึ่งมีอยู่จำกัดให้ลงตัวและคุ้มค่าที่สุด

“แง่ชีวิตส่วนตัว ผมใช้เวลากับงานค่อนข้างมาก ก็โชคดีที่ว่าแฟนผมไม่ได้ทำงาน เพราะฉะนั้นหน้าที่ทางบ้านแฟนผมก็จะเป็นคนดูแลให้หมด (หัวเราะ) เราก็เลยทำงานได้เต็มที่ แต่ผมจะไม่เอางานกลับไปทำที่บ้าน แค่ทำงานให้เสร็จเท่าที่เราคิดว่ามันมีความเร่งด่วนแค่ไหน ไม่เอางานติดตัวกลับบ้าน เพราะเมื่ออยู่ที่บ้านก็เป็นเวลาของที่บ้าน แล้วที่ผ่านมาก็แทบจะไม่เคยเครียดกับงานเลย (หัวเราะ) เพราะปัญหามันก็มีไว้แก้ ปัญหาไม่ได้มีไว้ให้เราปวดหัว เสาร์-อาทิตย์ผมก็ใช้เวลาอยู่กับบ้าน ไม่เคยนัดใครถ้าไม่จำเป็น มีลูกสาว 2 คน ตอนเช้าเราก็ทำหน้าที่ไปส่ง แล้วก็มาทำงาน ส่วนตอนเย็นเป็นหน้าที่ของแม่บ้าน (หัวเราะ) ผมกับลูกนั้นเรียกว่าเป็นเพื่อนกันมากกว่า คุยกันแบบเพื่อน ไม่เคยดุ แต่ก็ไม่ได้ตามใจมาก แล้วเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะออกไปไหน เสาร์อาทิตย์ก็อยู่บ้าน ไม่ชอบไปช้อปปิ้ง ไม่เรียกร้องว่าจะต้องไปโน่นไปนี่”

และเพื่อความมั่นคงในอนาคตนั้น เขาก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ไม่ประมาททั้งหลายที่เลือกความมั่นคงอย่างยั่งยืน

“การลงทุนของผม เนื่องจากบริษัทบางจากเองก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่ก็ลงในกองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยงต่ำจำนวนหนึ่ง ก็จะมีแอลพีเอฟทั้งหมดเท่าที่รัฐมีเพดาน หลักการของแอลพีเอฟเขาให้ลงทุนในตราสารทุนอยู่แล้วเป็นหลัก ที่เหลือคร่าวๆ ก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน 1.ก็คือลงในตราสารทุน 2.คือตราสารหนี้

“ตราสารทุน ส่วนมากเวลาที่จะมานั่งดูตลาดหุ้นไม่ค่อยมี (หัวเราะ) ฉะนั้นใน 50% สัก 40% ก็จะไปซื้อในกองทุนที่เป็นตราสารทุน อีก 10% ก็ซื้อหุ้นบางตัว แต่ไม่ซื้อหุ้นบางจาก (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าหุ้นไม่ขึ้นหรืออะไรนะครับ แต่เพราะเราเป็นผู้บริหาร ทุกวันจะกำไรจะขาดทุนเรารู้ เราไม่ควรเอาอินไซด์ อินฟอเมชั่นไปซื้อ จึงไม่เล่นหุ้นบางจาก

“ตราสารหนี้อีก 50% อีกประมาณ 30% ก็จะซื้อตราสารหนี้ อีก 10% ซื้อตราสารหนี้ของอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ผมก็จะซื้อ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี จะไม่ไปซื้อประเภทยาวทีเดียวหมด จะกระจายความเสี่ยง

“ส่วนเงินเก็บในธนาคารจะน้อยมาก เพราะดอกเบี้ยมันถูก ฉะนั้นเงินที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ก็จะไปลงทุนในมันนี่มาเก็ต เพราะสามารถซื้อขายได้ทุกวัน และให้ผลตอบแทนดีกว่าธนาคาร หากถามว่าชอบเสี่ยงไหม ก็ชอบ แต่เราก็เสี่ยงในระดับที่เรารับได้ เราต้องรู้ตัวเองว่าเราสามารถเสี่ยงได้ขนาดไหน แล้วก็เสี่ยงในสิ่งที่เรามีความรู้พอที่จะเสี่ยง”

 

profiler01

Related contents:

You may also like...