สุนัขจิ้งจอก…องุ่นเปรี้ยว และไวน์ขาว

อีสปได้เล่านิทานเรื่ององุ่นเปรี้ยว (หรือจิ้งจอกกับองุ่น) ไว้สองตอนด้วยกัน ตอนแรกเล่าไว้ว่า “นางจิ้งจอกมองเห็นช่อองุ่นสุกปลั่งห้อยอยู่เหนือศีรษะ นางพยายามใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อปลิดเอาองุ่นช่อนั้นลงมา หากพยายามเท่าไรก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ในที่สุดนางก็ผละจากองุ่นช่อนั้น หมอบกับพื้นพร้อมกับคร่ำครวญออกมาว่า “ฉันว่า องุ่นนั้นมีรสเปรี้ยว และยังคงไม่สุกมากพอจะกิน” ในตอนนี้อีสปไม่มีคำสอนทิ้งท้าย ส่วนตอนหนึ่งอีสปได้เล่าโดยให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศด้วยว่า “เป็นวันที่ร้อนวันหนึ่งของฤดูร้อน จิ้งจอกที่กำลังดังดุ่มอยู่ในสวนผลไม้ได้เดินไปหยุดอยู่ใต้พวงองุ่นที่กำลังสุกได้ที่ จิ้งจอกตัวนั้นจึงรำพึงกับตัวเองว่า “สิ่งนี้ละที่จะช่วยดับกระหายให้กับฉันได้” เจ้าจิ้งจอกเดินกลับไปสองก้าว จากนั้นก็กระโดดขึ้นตะปบ หากมันก็ไม่สามารถนำเอาองุ่นพวงนั้นลงมาได้ มันกลับหลังหันแล้วกระโดดใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็พลาดเหมือนเช่นเคย จนในที่สุดมันก็ละความพยายาม เดินเชิดหน้าจากไปพร้อมกับพูดว่า “ฉันว่าองุ่นช่อนี้เปรี้ยว” อีสปกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “การกล่าวโทษสิ่งที่เราทำไม่สำเร็จเป็นเรื่องง่าย”

สมมุติว่าจิ้งจอกตัวแรกและจิ้งจอกตัวที่สองเป็นคนละตัวกัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้อีสปเชื่อมั่นว่าเผ่าพันธุ์จิ้งจอกจะแสดงออกต่อองุ่นในลักษณะเดียวกัน (คืออยากกิน หากก็กินไม่ได้ อีกทั้งยังกล่าวในทำนองที่เหมือนกัน)

แน่นอนนี่เป็นเรื่องที่น่าคิดหรือชวนให้ฉงนอย่างมากที่จิ้งจอก ซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่า ที่ตรรกะและการใช้เหตุผลของมันไม่ต่างจากคนสักเท่าไรจะไม่ชอบ ‘ความเปรี้ยว’ ที่มีอยู่ในองุ่น

ความเปรี้ยวสำคัญอย่างไร ผู้ที่พิศมัยในการลิ้มรสไวน์ขาวย่อมทราบแน่ชัดว่าความเปรี้ยวอันมีสาเหตุมาจากความเป็นกรดนั้นคือตัวการสำคัญที่เพิ่มความสดชื่น หรือที่สำคัญยิ่งไปว่านั้นการมองไม่เห็นคุณค่าของรสเปรี้ยวทำให้เราไม่สามารถซึมซาบรสชาติขององุ่นสีเขียวชาร์ด็องเนย์ (Chardonay) หรือองุ่นโซวิญ็อง บล็อง (Sauvignon Blanc) ที่เป็นวัตถุดิบของไวน์ขาวชั้นเยี่ยม เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าองุ่นสำหรับไวน์ขาวมีอยู่ด้วยกันมากมาย หากแต่ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดก็คือชาร์ด็องเนย์องุ่นเขียวที่มีบุคลิกภาพที่พิเศษกว่าองุ่นเขียวโดยทั่วไป

ชาร์ด็องเนย์เป็นองุ่นที่ดั้งเดิมปลูกกันมากในบริเวณแคว้นบูร์ก็องดีและแชมเปญของฝรั่งเศส รสชาติขององุ่นชนิดนี้จะชวนให้เราคิดถึงผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลมอน แอปเปิล เกรปฟรุต หรือผลไม้เมืองร้อน ที่แน่นอนสิ่งที่เชื่อมโยงผัสสะทางรสทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันก็คือความเปรี้ยวอมหวานที่มีอยู่ในผลไม้ทั้งหมดนั้น

กล่าวได้ว่าองุ่นชาร์ด็องเนย์มีความสลับซับซ้อนในรสชาติมากกว่าองุ่นสีเขียวชนิดอื่นๆ และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ต่างๆ ที่ผลิตมาจากชาร์ด็องเนย์จึงได้รสที่มีความหลากหลายและที่สำคัญทำให้ผู้ที่ดื่มรู้สึกสดชื่นเหมือนกับได้ลิ้มรสผลไม้นานาชนิดที่ผสมผสานรวมอยู่ในไวน์เพียงแก้วเดียว

แม้จะมีการวิจัยว่าออกมาว่าสายพันธุ์ทั้งหมดของชาร์ด็องเนย์จะมี DNA ชุดเดียวกันกับปิโนต์ (Pinot) ซึ่งแตกออกเป็นปิโนต์ นัวร์ (Pinot noir) ปิโนต์ บล็อง (Pinot Blanc) หรือ ปิโนต์ กริส์ (Pinot gris) แต่ชาวฝรั่งเศสก็ยังเชื่อว่าชาร์ด็องเนย์คือองุ่นเขียวอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนและแตกต่างจากองุ่นสายพันธุ์ปิโนต์หรือกระทั่งไม่ที่ใครจะสามารถนำมาปะปนกันได้

แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์หรือการรับรู้ผ่านลิ้นจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็ตามแต่ความเปรี้ยวของชาร์ด็องเนย์นั้นเป็นสารัตถะทางสุนทรียรสที่ดึงเอารสต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อนออกมา และถ้ายิ่งเราได้ดื่มไวน์ขาวจากชาร์ด็องเนย์ร่วมกับรับประทานอาหารทะเล หรือเนื้อปลา ความโดดเด่นของไวน์และอาหารก็ย่อมจะสร้างรสชาติพิเศษขึ้นมาเหมือนบทสนทนาที่ไม่รู้จบ

ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า องุ่นชาร์ด็องเนย์ไม่ได้เพาะปลูกกันง่ายๆ เพราะลักษณะโดยพื้นฐานของชาร์ด็องเนย์นั้นเป็นองุ่นพันธุ์ที่เปราะบางและง่ายต่อการเป็นโรค ซึ่งส่งผลให้ผลองุ่นที่ได้มีขนาดเล็กลีบกว่าปรกติ หรือรสผิดเพี้ยนไป ที่สำคัญเมล็ดองุ่นชาร์ด็องเนย์เป็นเหมือนกับเฟรมผ้าใบว่างเปล่าที่เมื่อเพาะปลูกที่ไหนหรืออย่างไรก็มักจะได้ผลลัพธ์ที่เฉพาะตัว และอาจส่งผลให้มีความแตกต่างทางรสชาติแตกแขนงออกไปอีกมากมาย

+++++++++++++++++

ผู้เขียน: กิตติพล สรัคคานนท์

Related contents:

You may also like...