อนาคตประเทศไทย ภัยพิบัติใกล้ตัว

วัฒนธรรมสมัยนิยมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของชนชั้นกลางในสังคมไทยไทยนั้นน่าเอามาทำเป็นวิทยานิพนธ์ และอาจจะได้องค์ความรู้อะไรใหม่ๆหลายอย่างเลยก็ว่าได้ คนมีลูกจะมีสภาวะจิตใจและการมองโลกต่างไปจากคนที่ไม่มีลูก กล่าวคือชนชั้นกลางที่มีฐานะเป็นเป็นพ่อแม่เหล่านี้จะมีโลกทัศน์ที่เป็น child centered หรือ มีลูกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ว่าจะอยู่กับใครที่ไหนก็จะคุยแต่เรื่องลูกตัวเอง หากสังสรรค์อยู่ท่ามกลางคนมีลูกด้วยกัน ความถูกคอก็จะทวีคูณมากขึ้น เพราะต่างคนต่างก็คุยเรื่องลูกตัวเองได้อย่างไม่เบื่อหน่าย

แม้ว่าจริงๆแล้วคนมีลูกจะไม่ได้สนใจลูกคนอื่นนัก เพียงแค่ต้องการข้อมูลเพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับลูกตัวเองว่าดีกว่าหรือแย่กว่าตรงไหน จริงหรือไม่จริง ? สิ่งที่น่าสังเกตคือ ลูกของตัวเองมักจะดี น่ารัก ฉลาด วิเศษกว่าลูกคนอื่น ในสถานการณ์ที่พ่อแม่พาลูกๆที่ยังเล็กของตัวเองไปไหนมาไหนด้วยกันนั้น ไม่ว่าลูกจะทำอะไร วิ่งเล่น แหกปาก กรีดร้องโวยวาย ร้องไห้ จะเอานั่นนี้ กระทืบเท้า ขว้างปาสิ่งของก็ล้วนแต่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของพ่อแม่ทั้งสิ้น

สิ่งหนึ่งที่มากไปกว่านั้นพ่อแม่ชนชั้นกลางไทยสมัยใหม่จะมีระบบเรียกชื่อและการนับญาติของลูกตัวเองที่เปลี่ยนไป นั่นคือเรียกลูกตัวเอง เป็น “น้อง” น้องเอ๋ น้องจ๊ะเอ๋ น้องสารพัดน้อง การพบปะพูดคุยระหว่างญาติหรือมิใช่ญาติก็จะวนๆเวียนๆอยู่กับการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง “น้อง” ที่เป็นลูกตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะยิงข้อมูลด้านบวกของลูกตัวเองเข้าใส่วงสนทนาอย่างไม่ลดราวาศอก ให้เกิดเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่อไป

พ่อแม่สมัยใหม่มีความต้องการประชันขันแข่งกันอย่างเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร ปลูกต้นไม้ด้วยการใส่ปุ๋ยตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้าเปรียบเสมือนการเร่งให้เด็กโตเกินวัย มีความแก่แดดมากขึ้น เรียกร้องสิ่งต่างๆที่ไม่สมควร แล้วถ้าเด็กเหล่านี้โตขึ้นอีกสัก 5 ปี สังคมไทยเป็นอย่างไรเล่า พ่อแม่ไม่มีการบ่มเพาะชีวิตเด็กให้เป็นระเบียบแบบแผน ไม่ได้ให้เด็กได้มีการสร้างพลังตัวตน คนเรามีต้นทุนติดตัวมาด้วยตั้งแต่แรกเกิดทุกคน แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนที่เหลือจะมาจากการหล่อหลอมของครอบครัว และสถาบันการศึกษา พลังตัวตนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเองตั้งแต่แรกเกิดทั้งหมด แต่เป็นต้นทุนที่ต้องสร้างเสริมขึ้นมาในภายหลัง พลังตัวตนจึงเป็นพลังที่มีความสำคัญมากสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงชีวิตวัยรุ่น พลังตัวตนถือเป็นแกนสำคัญที่มีความหมายมาก โดยเฉพาะการรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เป็นเหมือนดังฟางเส้นสุดท้ายซึ่งถ้าเด็กยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ก็จะพอดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่คิดสั้น ไม่คิดฆ่าตัวตาย แต่ถ้าอ่อนแอแล้วกระทบมาถึงคุณค่าในตัวเอง เด็กคนนั้นก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เลย

ครอบครัวเป็นพลังที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุดโดยเฉพาะช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ขวบ เพราะเด็กยังต้องมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับครอบครัว เป็นช่วงของการหล่อหลอม พลังครอบครัวจึงมีน้ำหนักมากในช่วงนี้ เด็กยิ่งเล็กเท่าไหร่ พลังครอบครัวก็จะยิ่งมีความหมายมากเท่านั้น และครอบครัวนี่เองที่จะช่วยสร้างพลังตัวตนให้เด็กในภายหลังด้วย พลังครอบครัวจะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันชีวิต เพราะเมื่อไหร่ที่คนคนนั้นตกอยู่ในพฤติกรรมเสี่ยงที่รายล้อมรอบตัว ถ้ามีพลังครอบครัวที่เข้มแข็งก็อาจจะช่วยดุลกันไว้ได้ ทำให้ไม่เฉไฉออกนอกลู่นอกทางมากเกินไป หรือถึงจะเฉไฉไปบ้างก็ไม่รุนแรงตัวชี้วัดที่มีความหมายของพลังครอบครัว คือ สัมพันธภาพที่ดีภายใต้ความรักและความอบอุ่น เพราะเราพบว่าถ้าเด็กควานหาความรักจากครอบครัวไม่พบ เขาก็อาจจะไปหาข้างนอก ซึ่งอาจได้รับความรักปลอมๆ ที่เป็นอันตราย อาจเป็นเพราะพ่อแม่ให้ความรักแก่เด็ก แต่ไม่ถึงมือเด็ก ซึ่งอาจจะตกหล่นระหว่างที่พ่อแม่หยิบยื่นให้หรืออาจเป็นเพราะพ่อแม่ไม่เคยรับฟังเด็กจริงๆว่าเด็กต้องการอะไร

จริงๆเราทุกคนเกิดมามีต้นทุนชีวิตในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งต้นทุนภายในและต้นทุนภายนอก ต้นทุนนี้จะเพิ่มขึ้นตามการเลี้ยงดูของพ่อแม่ สิ่งแวดล้อมที่ดี และความใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่โลกยุคเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ชีวิตผู้คนมีความเป็นวัตถุนิยม ห่างไกลธรรมชาติมากขึ้น ต้องแย่งกันอยู่ แย่งกันกิน แย่งกันเรียน แย่งกันทำมาหากิน พ่อแม่จำนวนไม่น้อยพลอยเลี้ยงลูกแบบเครื่องจักรเครื่องยนต์ ขาดความเข้าใจในพัฒนาการ มีความคาดหวังเกินความเป็นจริงจนเกิดความเครียด

สมัยก่อนสังคมไทยเป็นครอบครัวขยาย มีชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสมานฉันท์ อยู่กันด้วยความรัก มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รู้จักการแบ่งปัน การให้ การทำกิจกรรมร่วมกัน นี่คือต้นทุนชีวิตแบบไทยๆที่ดีที่มีอยู่แล้วทว่าช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเปลี่ยนไปด้วยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและความเป็นสังคมเมือง ที่รุกคืบเข้ามาแทนที่ความงดงามตามวิถีเดิม ครอบครัวเริ่มอ่อนแอ ชุมชนขาดความเข้มแข็ง กิจกรรมระหว่างเพื่อนฝูง เด็ก เยาวชนค่อยๆ ลดน้อยลง การเรียนรู้นอกโรงเรียนในรูปแบบต่างๆ ของเด็ก เยาวชนก็พลอยน้อยลงไปด้วย ต้นทุนชีวิตของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันจึงอ่อนแอลงไปในหลายๆด้าน
กว่าพืชจะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ อยู่ในดินที่เหมาะสม มีการปลูกด้วยวิธีการที่เหมาะกับธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์นั้น กอปรกับการดูแลฟูมฟักและที่สำคัญมีการดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดี ขนาดต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอารมณ์ ยังต้องการสิ่งต่างๆเหล่านี้ในการเจริญเติบโต สำหรับมนุษย์ซึ่งมีทั้งอารมณ์และความคิด จึงต้องการทักษะบางเรื่องที่ซับซ้อนกว่าต้นไม้

ลูกเหมือนต้นกล้าที่เพาะไว้ เมื่อจะให้กล้านั้นเติบใหญ่ต้องมีระเบียบแบบแผน ก็จะขึ้นเป็นระเบียบสวยงามตามแผนที่วางไว้ ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบ นึกจะปลูกก็ปลูก จะเป็นความเกะกะที่หาความสวยงามไม่พบ แล้วจะโทษอะไร คนปลูกหรือต้นไม้

Text : Kittisak Kandisakunanont
**********************************************************************************************************
Thanks to infornmation and image from
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/thailand/3684082/Etonian-expected-to-be-next-Thai-PM.html
http://flickrhivemind.net/Tags/chissa
http://www.anonymousproductionassistant.com/2012/08/06/one-big-happy-family/
http://www.sheknows.com/parenting/articles/823871/fighting-the-favoritism-bug-one-child-at-a-time

Related contents:

You may also like...