นายแพทย์ชัชพล เกียรติขจรธาดา…เรื่องเล่าจากร่างกาย

อาชีพหมอนั้นเหนื่อยหนักแค่ไหนใครๆก็รู้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่หมอจะลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปอ่านสนุก เข้าใจง่าย ได้ความรู้ กลายเป็นความนิยม และที่สำคัญยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ นายแพทย์ชัชพล เกียรติขจรธาดา อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ตัดสินใจยุติบทบาทงานวิจัยและอาจารย์หมอผู้สอนนักศึกษา ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา จนเป็นจุดหักเหให้เริ่มหันมามุ่งมั่นเรียบเรียงหนังสือที่ให้ทั้งความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่คนไทย แบบที่เรียกว่า Pop Science จากประสบการณ์ตรง ที่สังเกตและเปรียบเทียบความแตกต่างในระบบการเรียนการสอนของไทยกับตะวันตก ทำให้ตกผลึกออกมาเป็นงานเขียนที่อธิบาย “ผล” ในปัจจุบันนั้นเกิดจาก “เหตุ” ในอดีต ผ่านพอคเก็ตบุ๊คขนาดพอดีมือ “เรื่องเล่าจากร่างกาย” และตามมาด้วยภาคต่อ “เหตุผลของธรรมชาติ”

“เมื่อก่อนมีหลายคนถามว่าทำไมถึงได้เขียนหนังสือ ผมเชื่อว่าเรื่องค่ารักษาที่มันแพง เรื่องของการเรียนที่ต่างกัน คือเราเรียนเอาสำเร็จรูป เน้นตรงเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริงมาก แต่สำหรับฝรั่งเขาเน้นในแง่ของการคิด

“หนังสือแนว Pop Science มันก็เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ อาจจะหนักสำหรับบางคนแต่ว่าเป็นหนังสือที่ไม่เหมือนตำรา ไม่เน้นข้อเท็จจริง แต่เน้นที่มา วิธีคิด เรื่องราว ให้คนที่ไม่ได้เรียนทางวิทยาศาสตร์ก็อ่านได้ แล้วมีความน่าสนใจพอที่จะดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงให้อ่านได้ หนังสือแนวนี้ผมว่าสำคัญ ในแง่ของผู้ที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์คือได้เห็นภาพได้คิด แต่ในแง่ของสังคมมันเหมือนกับได้เกิดความคิด นวัตกรรมใหม่ๆ ถ้าอยากให้วิทยาศาสตร์ในเมืองไทยมันโต ต้องมีคนพอที่จะคุยเรื่องวิทยาศาสตร์ได้เยอะ”

คุณหมอหนุ่มพบว่าในสิ่งแวดล้อมแบบอเมริกันชนวิทยาศาสตร์อยู่รอบตัว นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเป็นคนดังในสื่อต่างๆ ไม่น้อยกว่าดารา ขณะสำรวจตนเองแล้วพบว่าในขณะที่มีการศึกษาในระดับสูงขึ้น กลับรู้สึกว่าตนเองรู้อะไรๆน้อยลงทุกที

“เมื่อมาถึงจุดหนึ่งผมเริ่มเห็นแล้วว่า เทคโนโลยีที่ผมเรียนใหม่ๆ นั้นมันแพงมาก และมันออกเร็ว ทุกวันนี้เมื่อคนอายุมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เขากลัวอันดับหนึ่ง คือ กลัวไม่สบาย แต่ก่อนเป็นหวัดเราไม่เคยต้องตรวจเลือดก็แค่กินพาราเซตตามอล ตอนที่เราไม่รู้ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่พอเรารู้ว่ามีหวัดบางอย่างที่ฆ่าคนได้ เราก็ต้องตรวจว่าใช่หวัดนั้นหรือเปล่า ถ้าใช่ต้องกินยาและรับการรักษา ตอนนี้จึงเป็นไปในลักษณะที่อะไรที่เปลี่ยนเร็ว ค่าใช้จ่ายค่ารักษาก็แพงมาก และเครื่องใหม่ๆ ที่โรงพยาบาลใช้ราคาหลายพันล้าน เมืองไทยซื้อมามีประโยชน์ก็จริง แต่อาจมีประโยชน์แค่กับสองพันคนในประเทศ แต่เงินเราไปทำอะไรได้อีกเยอะ จึงรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์มันสำคัญ”

“สังเกตว่านักเรียนฝรั่งมีหนังสือนอกเวลา 1.Suggested Reading 2.Essential Reading ซึ่ง Essential Reading จะไม่ใช่ตำราแต่เป็นหนังสือแนว Pop Science ก็คือหนังสืออย่างที่ผมเขียน พวกนี้จะเล่าที่มาที่ไป ประวัติศาสตร์ เรื่องราวต่างๆ ถ้าอ่านประวัติศาสตร์การค้นพบบางครั้งในการค้นพบไม่ได้พิสดารมาก เราไปอยู่ตรงนั้นสังเกตเห็นตรงนั้นก็ตั้งคำถามนี้ได้ ถ้าเรามีวิธีทดสอบพื้นฐานก็จะหาคำตอบได้ แต่การมาถึงตรงนี้ได้ถ้าเราย้อนเวลาไป 100 ปีมันเหมือนกับค่อยๆ ต่อภาพเล็กๆ เหมือนต่อจิ๊กซอว์จนกระทั่งวันหนึ่งเราเห็นภาพใหญ่”

การอ่านในสิ่งที่ตนเองไม่เคยสนใจใคร่รู้หรือมองว่าเป็นเรื่องเล็ก อาจสร้างความตระหนัก และก่อให้เกิดความเข้าใจในเหตุและผลทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรา อย่างน้อยประเด็นคำถามชวนคิดที่ว่า “มีเซ็กส์แล้วดีอย่างไร” “ทำไมผู้ชายอยู่เป็นคู่กับผู้หญิง” “หูช้าง ขานกกระสา เส้นเลือดปลาทูน่า และอัณฑะคน เหมือนกันอย่างไร” “ทำไมอุลตราแมนและไฟฉายย่อส่วนเป็นจริงไม่ได้” เหล่านี้จึงน่าจะทำให้เราเข้าใจเหตุและผลโดยผ่านกระบวนการคิดจนกระทั่งเข้าใจมากกว่า รู้แค่เพียงว่าผลคืออะไรโดยไม่เข้าใจสาเหตุ

************************************
Text: Wasin Tubwong
Photo: Sorawich Homsuwan

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...