ชีวิตคือการเรียนรู้และแบ่งปัน

หากใครเคยกล่าวคำแผ่เมตตา ที่เริ่มต้นด้วย “สัพเพสัตตา…สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น…” แล้วลองคิดให้ลึกซึ้งสักนิด ก็คงจะเห็นตรงกันว่า สรรพชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่มีวิถีการดำรงอยู่และดับไปโดยต้องผจญทั้งสุขและทุกข์กันถ้วนทั่วไม่แตกต่างกัน ทุกชีวิตที่เราได้ประสบพบเจอบนเส้นทางการเรียนรู้ในโรงเรียนชีวิตของคนเรา จึงเปรียบได้กับเพื่อนนักเรียนร่วมชั้น ร่วมรุ่น หรือร่วมสถาบัน ที่เราพึงมีมิตรไมตรีหยิบยื่นให้แก่กันเสมอเมื่อยามพบเจอ หรือมีเหตุให้ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน และหยิบยื่นความเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อกูลให้แก่กันตามอัตภาพ

หลายคนเชื่อว่า ในห้วงอารมณ์ที่เรารู้สึกสุข หรือสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์มีความร่ำรวยมั่งคั่ง คือจุดที่คนเรามีความรู้สึกอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นมากที่สุด เพราะมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา และกำลังทรัพย์ และในขณะเดียวกันก็เชื่อไปว่า ในยามที่คนเราประสบกับความทุกข์ยาก ขาดแคลน แร้นแค้นแสนกันดารนั้น เป็นช่วงเวลาที่คนเรามักจะเห็นแก่ตัว แก่งแย่งแข่งขัน ช่วงชิงและเอารัดเอาเปรียบกันด้วยเล่ห์กลต่างๆ

น่าแปลกที่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนมากกลับมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับข้อสันนิษฐานดังกล่าว เช่นที่เราได้เห็นในหลายโอกาสที่เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่เกิดสึนามิ หรือเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ สถานการณ์อันแสนทุกข์ยากและบีบคั้นหัวใจอย่างรุนแรงเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้มนุษย์เพิ่มความแข็งกระด้างหรือเห็นแก่ตัว แต่กลับอ่อนโยนลงและมีจิตใจเมตตาสงสารในความทุกข์ยากของผู้อื่นที่ประสบความทุกข์เช่นเดียวกับเขา ซึ่งเป็นความทุกข์ในแบบที่เข้าใจได้เพราะต้องประสบอยู่เช่นเดียวกัน ในยามยากเราจึงได้เห็นภาพของคนที่ทุกข์น้อยกว่าอุตส่าห์มีแก่ใจหยิบยื่นช่วยเหลือคนที่ทุกข์มากกว่า เป็นภาพที่แสนธรรมดาทว่าสะเทือนหัวใจยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่า หัวใจที่เคยผ่านความทุกข์มาแล้วเท่านั้น จึงจะมีช่องว่างหรือรอยแตกให้ความรู้สึกอันอ่อนโยนไหลผ่านออกมาช่วยปลอบประโลมใจผู้อื่นที่ทุกข์เช่นเดียวกับเราได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้เข้าใจว่า ไม่ว่าความรู้สึกสุขหรือทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่เคยมีเรื่องใดเป็นสิ่งจีรัง ต่อให้เป็นเรื่องดีเลิศหรือร้ายสุดๆแค่ไหน เมื่อผ่านเข้ามาแล้ว ถึงเวลาหนึ่งก็จะต้องผ่านไป ไม่มีสิ่งใดเป็นสมบัติที่เราเก็บสะสมติดตัวไปจนตายหรือเอาไปใช้ต่อในภพหน้าได้ นอกจากความทรงจำและการเรียนรู้ที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้นเท่านั้น

คนเรามีความสามารถในการเรียนรู้ความจริงต่างๆของชีวิตได้เร็วช้าต่างกัน เหมือนกันกับนักเรียนในห้องเรียนที่บางคนเข้าใจสิ่งที่ครูสอนได้ช้า และบางคนเข้าใจได้เร็ว หรือบางคนน่าสงสารกว่านั้น เพราะต้องใช้เวลานานมากจนอายุขัยอาจจะยืนยาวไม่พอสำหรับการเรียนรู้ จึงต้องจากโลกนี้ไปพร้อมกับความไม่รู้ ซึ่งคนที่รู้และเข้าใจในเหตุผลหรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้เร็ว ย่อมได้เปรียบหรือมีภาษีดีกว่าคนอื่น ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข และรับมือกับความทุกข์ที่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผันแปรที่เราไม่อาจควบคุม

ผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้เร็ว หรือผู้มีความฉลาดในการใช้ชีวิต ย่อมคิดได้และเข้าใจได้ว่าการแสวงหาหรือกอบโกยหาวัตถุมาครอบครองนั้นไม่ใช่ปัจจัยของความสุขที่แท้ แม้ว่าเขาอาจหาได้มากกว่าคนอื่นเพราะความเก่งในการทำมาหากิน แต่เขาก็ยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าสิ่งต่างๆทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้เช่นอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่เข้ามาเพื่อให้สัมผัสและเรียนรู้ มิได้เข้ามาเพื่อให้ยึดเหนี่ยวหรือครอบครองไว้ถาวร เขาจึงไม่ยึดติด และใช้โอกาสและศักยภาพที่มีเมื่อชีวิตพร้อมสมบูรณ์นั้นในการช่วยเหลือและแบ่งปันแก่ผู้อื่น ดังที่เราได้ยินข่าวกันเร็วๆนี้ว่า มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง บิล เกตส์ หรือ วอเรน บัฟเฟตส์ ซึ่งมีสินทรัพย์มหาศาลแต่ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสมถะเรียบง่าย ได้ตัดสินใจแบ่งมอบสมบัติมูลค่าเหลือคณานับของเขาให้กับการกุศลเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆในโลก ซึ่งเป็นการตัดสินใจด้วยสติอันเต็มพร้อมบริบูรณ์ ณ จุดที่สูงสุดของชีวิต คนประเภทนี้นับเป็นผู้โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องให้ความทุกข์หรือเหตุการณ์เลวร้ายใดๆมาสร้างความสูญเสียสะกิดเตือนเพื่อเป็นบทเรียนในการทำความเข้าใจชีวิต อีกทั้งยังมีจิตใจที่เปิดกว้างพร้อมที่จะช่วยเหลือและแบ่งปันให้กับสรรพชีวิตเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลายในโลก … ได้เป็นสุข…และเป็นสุข สมดังถ้อยคำในบทกล่าวแผ่เมตตานั้นเอง

+++++++++++++++++++++++++


TEXT : Wannasiri Srivarathanabul

Excecutive Editor
Editor@HiclassSociety.com

Related contents:

You may also like...