“เพศกับชีวิตคู่” คือ สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวดูเหมือนไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่า “ความรัก” คนในวัยนี้มันจะมองความรักว่าเป็นสิ่งที่ทำให้โลกสดใส หัวใจสดชื่น มีความสุข รู้สึกอบอุ่นและอยากให้มีใครสักคนคอยอยู่ใกล้ๆ ให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน สิ่งที่ตามมากับความรักเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องการมีสัมพันธ์ทางเพศเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกซึ่งความรักวิธีหนึ่ง แต่หลายๆคนก็พบว่าตนเองมีปัญหาในการแสดงความรักวิธีนี้

อันที่จริงถ้าเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ เรื่องเพศก็เหมือนเรื่องอื่นๆในชีวิตประจำวันของเราที่อาจจะมิได้ลงตัวราบรื่นเสมอไป ในช่วงหนึ่งของชีวิตคู่ใครๆก็อาจประสบปัญหาทางเพศได้ ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากเกิดปัญหาขึ้นมา คนใกล้ชิดของคุณคือผู้ที่จะช่วยได้ ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมาค้นหาสาเหตุของปัญหา ถ้าพูดอ้อมไปอ้อมมาก็หาสาเหตุไม่พบ ขนาดเรื่องอื่นๆที่มีการพูดตรงๆยังเสียเวลาแก้อยู่นาน แล้วเรื่องเพศหรือเซ็กส์จะพูดอ้อมได้อย่างไร

ถึงวันนี้การอยู่ร่วมกันมิใช่โดยอาศัยเพียงแค่ความรักที่มีต่อกัน หรือความคิดที่ว่าความรักเท่านั้นที่จะผูกพันชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้ตลอดไป แต่ต้องประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันดังที่กล่าวมาแล้ว การเรียนรู้และเข้าใจจิตเวทเรื่องเพศ ความเหมือนความต่างของเพศ การรู้จักใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การปรับตัวเข้าหากันทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีความอดทน มีความเมตตากรุณาต่อกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นคุณค่าที่ดี ถูกต้อง และสร้างความเข้าใจอันดีตลอดไป

อย่าเพียงแค่ใช้อารมณ์ชั่ววูบที่เห็นแก่ความสุขไม่กี่นาทีทำลายชีวิตคุณและครอบครัว สิ่งหนึ่งที่ตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ นั่นก็คือ “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์”(ตามที่บัญญัติในราชบัณฑิตยสถาน) (Sexually transmitted disease; STD) อาจเรียกว่า “กามโรค” (Venereal disease) หรือ “วีดี” เกิดขึ้นจากการติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก กับผู้ที่กำลังมีเชื้อ ปัจจุบันใช้คำว่า “การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์” เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้น

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่สามารถเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบมากในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นในปัจจุบันนิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานโดยที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง รวมทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันคู่แต่งงานมีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้น ทำให้คนมีสามีหรือภรรยาหลายคน จึงเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น

สิ่งที่อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือเมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เกิดอาการ บางคนจึงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วโดยไม่รู้ตัว และเป็นปัญหาในการจัดการทางระบบสาธารณสุข และที่สำคัญโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้
วันนี้ The Classy Diva นำมาเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ที่ยังหลงระเริงในเรื่องพรรค์นี้อยู่ ทั้งคุณเองหรือแม้แต่คนที่คุณรักอาจกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้!

      • ซิฟิลิส (Syphilis) จัดเป็นโรคที่พบบ่อยอีกโรคหนึ่ง อาการที่พบ คือ แผลมีลักษณะสะอาด ก้นแผลเรียบ ติ่มน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต กดไม่เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้เชื้อโรคจะลุกลามเข้าทางหลอดเลือด ทำให้มีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตัว คัดจมูก น้ำมูกไหล มีผื่นขึ้น(ออกดอก) ไม่คันไม่ปวด หากปล่อยทิ้งไว้อีก จะมีอาการซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด ผมร่วงและเชื้อลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นๆได้ทั่วร่างกาย การตรวจเลือดจะบอกได้แน่นนอนว่าเป็นซิฟิลิสหรือไม่ ส่วนใหญ่หญิงที่จะตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อซิฟิลิสก่อน เพราะเชื้อนี้สามารถติดต่อไปยังทารกในครรถ์ ทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิตได้

      • เริม (Genita Herpes Simplex Virus Infection) เกิดเชื้อไวรัส herpes simplex virus ทำให้เกิดอาการปวดแสบบริเวณขา ก้นหรืออวัยวะเพศ และตามด้วยผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะกลับเป็นใหม่ โรคนี้เป็นๆ หายๆ ยังไม่มียาขนานใดที่จะรักษาเริมซึ่งเป็นเชื้อไวรัสให้หายขาดได้ อาการเริ่มแรกของโรคเริมจะเป็นตุ่มเล็กๆ ใสๆ แล้วแตกเป็นแผลเจ็บ หากมีการร่วมเพศในช่วยที่โรคกำเริบจะติดต่อไปสู่คู่สมรสได้ และถ้าแม่มีโรคเริมกำเริบที่ช่องคลอดขณะใกล้คลอดก็อาจติดทารกขณะคลอดได้ ทำให้ทารกเป็รโรคเริมขั้นร้ายแรงได้ แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแทน

      • ตับอักเสบไวรัสบี อันว่าตับอักเสบไวรัสบีนั้น เป็นโรคติดต่อหรือสามารถถ่ายทอดถึงลูกได้ โรคนี้อาจทำให้เกิดจับอักเสบชนิดเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ในระยะยาวอาจทำให้โรคตับแข็ง มะเร็งตับ ส่วนเด็กที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดอาจทำให้เกิดโรคตับอักเสบ มะเร็งของตับเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ผู้ติดเชื้อวัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่จะหายและมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น แต่บางคนจะยังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงออก และเป็น “พาหะ” ที่จะแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น
      • เอดส์ (AIDS) โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และทางเลือดที่ร้ายแรงหรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เกิดจากการรับเชื้อ Human immunodeficiency virus หรือ HIV เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็ง วัณโรค และสาเหตุการเสียชีวิตก็มักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เหล่านี้ ที่จะทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว  และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือยาที่จะรักษาให้หายขาดได้ ไวรัสเอดส์เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเม็ดเลือดขาวของร่างกายซึ่งทำ หน้าที่คุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคเสื่อมลง ง่ายต่อการเกิดโรค ติดเชื้อแทรกแทรกช้อนและมะเร็งบางชนิด และสุดท้ายผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตจากโรคแทรกช้อนเหล่านั้น สำหรับแม่ที่ติดเชื้อ อาจติดต่อถึงลูกขณะตั้งครรภ์ และเด็กมักจะตายในเวลาต่อมา จึงนับว่าเป็นโรคที่ร้ายแรง

    • ธาลัสซีเมีย จากการสำรวจพบว่า คนไทย 18 ล้านคนเป็นพาหะโรคนี้โดยไม่รู้ตัว! ธาลัสซีเมียเป็นโรคซีดชนิดหนึ่งที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ เกิดขึ้นโดยการถ่ายทอดจากพ่อและ/หรือแม่ทางกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเหลีย ไม่เติบโตตามวัย เจ็บป่วยบ่อยๆ ซีด ตับ-ม้ามโต บางครั้งจำเป็นต้องให้เลือดบ่อยๆ ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคแสดงอาการ (เป็นโรค) เท่ากับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 และมีโอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะถึงร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2 ถ้าพ่อหรือแม่เป็นพาหะเป็นเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกจะเป็นเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2 โอกาสที่จะมีลูกปกติเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 1 ใน 2 การซักประวัติครอบครัวและการตรวจเลือดด้วยวิธีพิเศษของแพทย์จะช่วยให้ทราบ ว่าเป็นพาหะของโรคนี้หรือไม่

    • โรคปัญญาอ่อน หากจะถามถึงสาเหตุของ โรคปัญญาอ่อน (ดาวน์ซินโดรน) นั้น ก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่อาจพอสรุปได้ว่ามีปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซม คือ อายุของแม่ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นสาเหตุที่สำคัญของการให้กำเนิดทารกที่มีลักษณะปัญญาอ่อน ดังนี้

แม่อายุ 20 ปี พบ 1 ต่อ 1,925
แม่อายุ 30 ปี พบ 1 ต่อ 85
แม่อายุ 35 ปี พบ 1 ต่อ 365
แม่อายุ 40 ปี พบ 1 ต่อ 110
แม่อายุ 45 ปี พบ 1 ต่อ 32
แม่อายุ 48 ปี พบ 1 ต่อ 16

โดยภาพรวมแล้วความพิการ-ปัญญาอ่อนเป็นผลจากโครโมโซนที่ผิดปกติ ปัจจุบันนี้การตรวจหาสาเหตุเมื่อมีความพิการ-ปัญญาอ่อนสามารถทำได้หลายๆแห่ง เพื่อค้นหาสาเหตุและป้องกันมิให้เกิดภาวะดังกล่าวเกิดขึ้น ดังนั้นควรมีการตรวจโครโมโซมในกรณีต่อไปนี้
1. มารดาที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป
2. เคยมีประวัติครอบครัวว่ามีคนในครอบครัวมีความผิดปกติ
3. ตัวเตี้ยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพี่น้องคนอื่นๆ
4. การเจริญทางเพศช้าผิดปกติเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว
5. เพศหญิงที่ไม่เคยมีประจำเดือนเมื่อถึงวัยอันควร

      • หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากไวรัส Human papilloma virus ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่อวัยวะเพศบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตลอดทั้งบริเวณรอบรอยเปิดขอบ,ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนักและฝีเย็บ หูดมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษาและทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด


      • หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus (MCV) ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนบนผิวหนัง ผิวเรียบขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร จะพบมากขึ้นในรายที่มีการติดเชื้อ HIV จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้น ว่าร่างกายมีความแข็งแรงเพียงใด ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดูจะได้เนื้อหูดสีขาวๆ คล้ายข้าวสุก มักเป็นที่บริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศภายนอกและโคนขาด้านใน

      • แผลริมอ่อน (Chancroid) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิด จากเชื้อ Haemophilus Ducreyi ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวมและเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก บางรายต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวม และเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะเป็นแผล

      • หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis/Non gonococcal Cervicitis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ

      • หนองใน (Gonorrhoea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

      • หิด (Scabies) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากตัวไร Sarcoptes scabei ลักษณะจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองคันขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักพบตามง่ามนิ้วมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า หลังเท้า ก้น ผู้ป่วยมักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสทางเพศหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

      • โลน (Pediculosis Pubis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ชอบไชตามรากขนอ่อน และดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้ การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า จะพบไข่สีขาวเกาะตรงโคนขนไข่จะมีลักษณะวงรี ส่วนตัวแมลงเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน การรักษาสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา แต่คนท้องหรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์

      • พยาธิช่องคลอด (Vaginal Trichomoniasis)  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Trichomonas vaginalis ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีสีเขียวขุ่นหรือเหลืองเข้ม มีฟองอากาศและมีกลิ่นเหม็น เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ คันและแสบปากช่องคลอด

      • เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Candida ซึ่งร้อยละ 80 – 90 เกิดจาก Candida albicans ทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอด มีการตกขาวขุ่นจับเป็นก้อน อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะร่วมเพศ

      • อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Diseases, PID) หรือโรคปีกมดลูกอักเสบ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อของมดลูก รังไข่ หรือท่อรังไข่ อาจเสียชีวิตได้หากติดเชื้อรุนแรง และหากไม่รักษา อาจเกิดโรคแทรกซ้อนจนเป็นหมันหรือเสียชีวิตได้

      • แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ (Granuloma inguinale) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  Donovania granulomatis โดยจะมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ซอกขา หรือบริเวณหน้าและไม่พบในประเทศไทย (มักพบในคนผิวดำ)

 

สาเหตุของการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ :-

    1. เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่ และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้แก่ เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ
    2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ
    3. เกิดจากเชื้ออื่นๆ เช่น พยาธิ สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

 

กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • คนที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือหญิงบริการ ใน 3 เดือนก่อนหน้า
  • คนที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
  • คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
  • ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใน 1 ปีที่ผ่านมา
  • ผู้ที่มีคู่ครองอยู่คนละที่

 

อาการแบบใด สงสัยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ?? หากมีอาการเหล่านี้ สามารถสงสัยได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    • ในผู้ชาย จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวดอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผล บริเวณอวัยวะเพศ มีเมือกใส หรือหนองไหลออกมา
    • ในผู้หญิง จะรู้สึกเจ็บ เสียวท้องน้อย ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวด คันอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผลบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น

 

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  1. ใส่ถุงยางอนามัย หากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่
  2. รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ
  3. ไม่เปลี่ยนคู่นอน ให้มีสามี หรือภรรยาคนเดียว
  4. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังอายุน้อย เนื่องจากมีสถิติว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีโอกาสติด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สูง
  5. ตรวจโรคเป็นประจำทุกปี เพื่อหาเชื้อโรค แม้จะไม่มีอาการใดๆ โดยเฉพาะคู่ที่กำลังจะแต่งงาน
  6. เรียนรู้ ศึกษาอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  7. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่าย
  8. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย
  9. ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่าย


วิธีปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  1. ต้องรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค
  2. แจ้งคู่นอนให้ทราบว่า เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อจะได้ป้องกัน ไม่ให้เชื้อแพร่ไปสู่คนอื่น
  3.  รักษาอาการ และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการอักเสบลุกลาม
  5. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของมึนเมาทุกชนิด
  6. ไม่ควรซื้อยามารักษาเอง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจากกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)และสถาบัน ChangeFusion

ระหว่างสืบค้นข้อมูลในเรื่องนี้ The Classy Diva ได้พบกับข้อมูลหนึ่งซึ่งสอดคล้องในหัวข้อเพศกับชีวิตคู่ ของชาวฝรั่งเศส (Sexual Chronicles of a French Family) จึงได้นำมาให้คุณผู้อ่านได้เปรียบเทียบระหว่างบ้านเรากับเขา ว่าเขากับเราต่างกันอย่างไร

Attempting to investigate the importance of sex within society, using a middle class family as a barometer, Jean-Marc Barr and Pascal Arnold’s Sexual Chronicles of a French Family is a quirky but raunchy dissection of the role sex plays within our lives.

Everybody seems to be having sex exceptt Romain (Mathias Melloul) and it’s driving him mad. Now 18 and with eyes for the beautiful Coralie (Adeline Rebeillard), his virginity is becoming a real issue. His elder brother is constantly experimenting, often with numerous people at once. His adopted sister is in her first serious sexual relationship with a long term boyfriend and his parents, married for 25 years, are having new experiences of their own. Even grandpa, a widower and pensioner, visits a prostitute twice a month. So when Romain is caught masturbating in school, the societal and family taboo is at the forefront of family discussion and Romain’s mother Claire (Valerie Maes) starts to show an interest in her family’s sex lives.

Strangely enough, for a film that deals so openly with sex – including its fair share of explicit material – Sexual Chronicles of a French Family is, at its core, a rather charming little story. As it contains so many explicit scenes, it could have easily turned into something sleazy or awkward, but the injection of comedy and the handling of that adolescent urge for your ‘first time’ is delicately and appropriately played.

The generational choices of sex, from first time nerves and excitement to that of a elderly lonely widower, are key to the film’s message. It is obvious that the directors are trying to break down walls around the taboo of sex and get people talking about it, presumably thinking that it’ll be healthier for everyone if sex is just another topic included in day-to-day conversation. And with this ideal at its centre, the film never once tries to be provocative, dealing with sex in a simple and straight-forward manner.

That all said, I must admit there are instances where I struggled to find any reason for a scene being included other than to show some nudity and sex – particularly the sister’s storyline, which is just sex scene after sex scene. Which, I admit, could be an intended representation of the relationship and sheer lack of complexity within it; but if that’s the case, I think it could have been a bit more skilfully communicated.

Sexual Chronicles of a French Family surprised me with its sweet outlook, caring more to tell the story of a healthy sex life and the important role it plays within a good relationship than focusing on the act itself.

Thanks to image from
http://www.tressugar.com/Do-Tell-Would-You-Elope-2617174
http://www.tressugar.com/Do-Tell-You-Affectionate-Front-Family-1558226
http://www.eatsleeplivefilm.com/eiff-review-sexual-chronicles-of-a-french-family/

Related contents:

You may also like...