Audrey Hepburn, ความสง่างามแบบเทพนิยาย

Audrey Hepburn (ออเดรย์ เฮปเบิร์น)เธอเป็นนักแสดงมากความสามารถ มีความงามเพรียบพร้อมด้วยความสง่างาม เธอเป็นไอดอลคนหนึ่งที่ใครๆอยากเป็นเหมือนเธอ เสน่ห์ของออเดรย์ก็อย่างที่ทุกคนบอกกันคือเธอแตกต่างไปจากสาวๆคนอื่นในยุคนั้น ในขณะที่คนอื่นจะมีความงามแบบเซ็กซี่ เย้ายวน หรือไม่ก็มีรัศมีดารายิ่งใหญ่ แต่ออเดรย์เธอดูกระทัดรัดกับภาพลักษณ์ผู้หญิงสวยเดินดิน ที่มีความสง่างามแบบเทพนิยาย ที่สำคัญเธอก็ผอมและตัวเล็กเกินมาตรฐานผู้หญิงยุคนั้นนะ มันเลยทำให้เธอยิ่งดูน่าสนใจและแตกต่างขึ้นไปอีก เธอเป็นคนไม่สวมเครื่องประดับ แต่เธอขึ้นชื่อและเจิดจรัสกับการสวมหมวก และผ้าโพกหัว มีไม่กี่คนที่สวมหมวกทรงแปลกๆ แล้วยังสวยได้ถึงเพียงนี้

เฮปเบิร์นเกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1929 ในกรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยี่ยม เป็นนักแสดงอังกฤษเชื้อสายเนเธอร์แลนด์ โตในเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองอาร์นเฮม ในช่วงวัยเด็กและในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอเรียนบัลเล่ต์ที่นี่ หลังจากนั้นย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนเมื่อปีค.ศ.1948 โดยเธอเรียนการแสดงและทำงานเป็นนางแบบ หลังจากนั้นมีผลงานแสดงภาพยนตร์ และแสดงในละครเวทีเรื่อง Gigi เฮปเบิร์นแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Roman Holiday (ค.ศ.1953) ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์ รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลบาฟต้า เธอยังได้รับรางวัลโทนีจากการแสดงในเรื่อง Ondine (ค.ศ.1954)

หลังจากนั้นอีกหลายปี เธอถือว่าเป็นนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก โดยแสดงในหนังฮอลลีวูดที่มีนักแสดงนำชายชื่อดัง อย่างเช่น ฮัมฟรีย์ โบการ์ต, แครี แกรนต์, เฮนรี ฟอนดา, แกรี คูเปอร์ และเฟรด แอสแตร์ ที่เธอเต้นรำร่วมกันใน Funny Face(ค.ศ.1957)เธอได้รับรางวัลบาฟต้าจากการแสดงในเรื่อง The Nun’s Story (ค.ศ.1959) และ Charade (1963) เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง Sabrina (ค.ศ.1954), Breakfast at Tiffany’s(ค.ศ.1961) และ Wait Until Dark (ค.ศ.1967) เธอยังแสดงในบทเอลิซา ดูลิทเทิล ในผลงานฉบับภาพยนตร์ของ My Fair Lady (ค.ศ.1964)

ด้านครอบครัว เฮปเบิร์นแต่งงาน 2 ครั้ง และครั้งล่าสุดไม่ได้แต่งงาน รายนามสามีมีดังนี้

  • Mel Ferrer (ค.ศ.1954-1968)
  • Andrea Dotti (ค.ศ.1969-1982)
    • Robert Wolders (ค.ศ.1980-1993)

 

จากประสบการณ์ในช่วงสงครามของเธอทำให้เธอมีแรงบันดาลใจในงานทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ เธอทำงานกับยูนิเซฟตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เธอยังอุทิศเวลาและกำลังกายให้กับองค์กรตั้งแต่ปี ค.ศ.1988-1992 เธอทำงานให้กับชุมชนในแอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชีย โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ ในปีค.ศ. 1992 เธอได้รับเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์เหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี สำหรับการทำงานให้ในฐานะ UNICEF Goodwill Ambassador

เฮปเบิร์นเสียชีวิตจากมะเร็งที่ไส้ติ่ง ที่บ้านในสวิตเซอร์แลนด์ อายุได้ 63 ปี เธอได้รับรางวัลหลังการเสียชีวิตอย่างรางวัล The Jean Hersholt Humanitarian Award จาก Academy of Motion Picture Arts and Sciences สำหรับงานการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เธอได้รับรางวัลแกรมมี่จากผลงานบันทึกเสียงเกี่ยวกับการพูด ในผลงาน Audrey Hepburn’s Enchanted Tales ในปีค.ศ.1994 และในปีเดียวกันเธอได้รับรางวัลเอมมี ในสาขา Outstanding Achievement for Gardens of the World นอกจากนี้เธอยังอยู่อันดับ 3 จากการจัดอันดับ ดาราสาวตลอดกาลจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน

TEXT : Kittisak Kandisakunanont

Thanks to images and information from :-
http://winhid2011.wordpress.com/2011/09/04/audrey-hepburn-%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99/
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=msdonat&month=03-12-2006&group=1&gblog=41
https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99&hl=en&client=firefox-a&hs=Q5L&rls=org.mozilla:en-US:official&prmd=imvns&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=2TRtUNawC4rQrQeE-YCAAQ&ved=0CAoQ_AUoAQ&biw=1024&bih=629
http://noelsbeautifulife.blogspot.com/2012/08/flashback-friday_24.html

Related contents:

You may also like...