Art Nouveau, immortal arts.

หลังการเสด็จสวรรคตของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ได้เกิดการจุดประกายใหม่ในการออกแบบเครื่องประดับ และวิธีการผลิตในการทำอุตสาหกรรมเครื่องประดับ อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกอัดอั้น เก็บกดอยู่ภายในจากจารีตประเพณีนิยมที่เคร่งครัดมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ได้ระเบิดออกมาอย่างรวดเร็วและได้พัฒนารูปแบบเครื่องประดับมาสู่ยุคอาร์ต นูโว ยุคอาร์ต นูโว (1890-1915) เครื่องประดับจำนวนมากที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยศิลปินในยุคอาร์ต นูโว ผลงานมักจะอยู่ในเรื่องของธรรมชาติและผู้หญิง ลักษณะที่โดดเด่นมากที่สุดของเครื่องประดับในยุคนี้คือ ธรรมชาติที่มีลักษณะของการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ โดยเฉพาะ“ลายเส้น (Line) ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด” เส้นที่มีลักษณะโค้ง เคลื่อนไหลที่พบในยุคนี้แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหว, ความรู้สึก, ความสดใส และพละกำลังของคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการเปลี่ยนแปลงศตวรรษใหม่ สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ เครื่องประดับในยุคนี้แสดงถึงลักษณะของเพศหญิง ภาพผู้หญิงในสมัยกรีกและโรมันที่พบเห็นได้ในงานลักษณะแบบคามิโอ(Cameo)ในรูปแบบของยุควิคตอเรียนได้ถูกแทนที่โดยภาพของผู้หญิงที่มีผมยาวสลวย, มีความดึงดูดทางเพศ และเต็มไปด้วยความรู้สึก ซึ่งลักษณะของเส้นผมที่พลิ้วไหวซึ่งแสดงออกมานี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระและการปลดเปลื้องของผู้หญิงหัวใจของเครื่องประดับในยุค อาร์ต นูโว ที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวนี้คือ รูปทรงจากธรรมชาติ ซึ่งรวมไปถึง ดอกไม้ ซึ่งมีทั้งดอกไม้ตูมไปจนถึงดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรย สิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของแหล่งพลังงาน, การเคลื่อนไหวจากธรรมชาติ และรูปทรงจากธรรมชาตินี้ได้รวมไปถึง สัตว์, งู และนก เช่น นกยูง เป็นต้น

กรรมวิธีการผลิตเครื่องประดับที่สำคัญในยุคนี้คือการลงยาสี(Enamel) ซึ่งรวมถึงการลงยาที่มีกรรมวิธีเฉพาะเช่นแบบ พลิกาจัว(Plique a jour) และอัญมณีที่มักใช้มักเป็นพวกพลอยเนื้ออ่อน เช่น โอปอล, มูนสโตน, อำพัน, มุก และเขาสัตว์เป็นต้น หากกล่าวถึงเครื่องประดับ ยุคอาร์ต นูโวแล้ว อาจให้นิยามและคำจำกัดความเช่น ความเพรียบพร้อม ความหรูหรา บ่งบอกถึงความรู้สึก และการแสดงออกเป็นต้น เครื่องประดับหลายชิ้นในยุคนี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งประดับตกแต่งเท่านั้น หากแต่ยังเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริงด้วย องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เครื่องประดับสวยงามอย่างหนึ่งก็คือ การใช้สีที่อ่อนนุ่มและแสงเงาที่เกิดขึ้น รวมถึงรูปทรง และจินตนาการที่ละเอียดลึกลับซับซ้อน การชื่นชมเครื่องประดับต้องให้เวลาพอสมควรในการพิจารณาเพื่อจะได้เห็นความงามเนื่องจากเครื่องประดับเหล่านี้เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ไปด้วยจินตนาการ ความกล้าหาญและรูปทรง ซึ่งแตกต่างไปจากเครื่องประดับในยุคอื่นๆ การเคลื่อนไหวของเครื่องประดับยุคนี้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสั้นๆ(ประมาณ 1890-1910) แต่ก็มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในวงการเครื่องประดับจวบถึงปัจจุบันคือเรื่องของการผลิตเครื่องประดับเพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งได้เริ่มมีชื่อเสียงมากในยุคสมัยวิคตอเรียน

รูปแบบเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมทั่วไปมักได้แนวความคิดในการออกแบบมา จากรูปทรงของสิ่งมีชีวิต เช่น กล้วยไม้ ดอกลิลลี่ ดอกไอริส เฟิร์น งู แมลงปอ สัตว์ รูปทรงของมนุษย์ ผลงานอยู่ในรูปแบบที่เหมือนมีชีวิต เหมือนจริง ไปจนถึงเหมือนฝัน ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานลงบนโลหะประดับด้วยอัญมณีที่มีค่าและผสมผสานกับการแกะ สลักทองและการลงยา ซึ่งเป็นวิธีการที่ละเอียดและซับซ้อนมาก กรรมวิธีการลงยาที่ใช้บ่อยและมีชื่อมากที่สุดในยุคนี้คือ Plique a’ jour ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผลงานมีลักษณะโปร่งใสและไม่มีโลหะรองที่ด้านหลังของผลงาน ซึ่งผลสำเร็จของการลงยาวิธีนี้จะมีลักษณะคล้ายกับกระจกสีสเตนกลาส (Stain glass) ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่ยากมากและได้รับความนิยมเป็นอันมาก เพราะได้แสดงให้เห็นถึงทักษะความชำนาญ และความเป็นศิลปินในตัวของผู้สร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับ ซึ่งผลลัพธ์นี้ทำให้เครื่องประดับมีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจและโดดเด่นดูคล้าย กับงานจิตรกรรมแบบสามมิติ การลงยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจเช่นกันคือการลงยาแบบBass-taille และGuilloche ซึ่งวิธีการนี้ต้องอาศัยการแกะสลักร่องแม่พิมพ์ หรือ การแกะนูนลวดลายของโลหะ จากนั้นเทน้ำยาของการลงยาที่มีความโปร่งใสซ้อนทับกันเป็นชั้นบางๆเหนือตัวงาน การลงยาวิธีนี้และวิธีCloisonne’และวิธี Chamieve ได้รับความนิยมอย่างสูงจากศิลปินชื่อ Faberge และ Rene Laligue ซึ่งเป็นนักออกแบบเครื่องประดับของยุคอาร์ต นูโว ที่มีชื่อเสียงมาก ภายในผลงานเครื่องประดับหนึ่งชิ้นมักนำวิธีการลงยาชนิดต่างๆมาใช้ผสมผสาน สร้างสรรค์ร่วมกันลงในชิ้นงาน เมื่อมีความนิยมและสนใจในเครื่องประดับลักษณะนี้ กลุ่มคนบางกลุ่มจึงหาผลประโยชน์กับสาธารณะชนที่ขาดความรู้จริงในเรื่องการ พิจารณาแยกแยะเครื่องประดับยุคอาร์ต นูโว ที่เป็นของดั้งเดิมแท้จริงออกจากของที่ผลิตเลียนแบบของดั้งเดิม ซึ่งคุณภาพของเครื่องประดับเป็นสิ่งแรกและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาว่าเครื่องประดับนั้นเป็นศิลปะแบบอาร์ต นูโว ที่แท้จริงหรือไม่ โดยสามารถพิจารณาได้จากทุกส่วนของชิ้นเครื่องประดับ โดยดูจากรายละเอียดที่เล็กที่สุดจนถึงการออกแบบโดยรวม และนอกจากนี้ลักษณะของการลงยานับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างสูงสุดในการพิจารณาว่าชิ้นงานนั้นเป็นชิ้นงานดั้งเดิมหรือไม่ การลงยาบนชิ้นงานเครื่องประดับที่เป็นของดั้งเดิมนั้นจะค่อนข้างเป็นระเบียบและคมชัด โดยมีข้อบกพร่องน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยและที่ขอบของชิ้นงานจะมี ลักษณะที่คมชัดมาก ปรากฏให้เห็นว่ามีร่องรอยการสวมใส่น้อยมากหรือไม่มีเลย นอกจากนี้เครื่องประดับชิ้นโบราณดั้งเดิมมักจะมีตราเครื่องหมายแสดงคุณภาพของโลหะ(Hall mark) ด้วย แต่ในเครื่องประดับที่ผลิตเลียนแบบของดั้งเดิมหรือผลิตในปริมาณมากจะมีลักษณะที่ดูใหม่และการฝังชนิดต่างๆ จะบ่งบอกว่าเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมหรือผลิตในปริมาณมาก เครื่องประดับที่ผลิตเลียนแบบของดั้งเดิมมักจะมีหลุมเล็กๆปรากฏตามผิวของ โลหะทองเนื่องจากว่าคุณภาพของแม่พิมพ์ที่ใช้ในการผลิตมีคุณภาพต่ำหรือแม่ พิมพ์ถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งรวมไปถึงรายละเอียดต่างๆของชิ้นงานมักจะละเลยในเรื่องของความประณีตพิถีพิถัน และการออกแบบโดยมากมักจะไม่ค่อยงดงามในเรื่องของศิลปะซึ่งถือเป็นคุณภาพที่แท้จริงของเครื่องประดับยุค อาร์ต นูโว การพิจารณาคุณค่าและคุณภาพโดยรวมของเครื่องประดับยุคอาร์ต นูโว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณา การสร้างเสริมทักษะในการที่จะจดจำยุคต่างๆของเครื่องประดับที่เป็นชิ้นที่ แท้จริงและดั้งเดิมนั้นต้องอาศัยความพยายามและความอดทนอย่างสูง

กล่าวโดยสรุปเครื่องประดับยุคอาร์ต นูโว รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่ายูเกนด์สติล เป็นลักษณะศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะประยุกต์ ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีจุดเด่นคือใช้รูปแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้และพืชอื่นๆ มาทำเป็นลวดลายเส้นโค้งที่อ่อนช้อย มีความเป็นโรแมนติคและจินตนาการสูง ส่วนมากจะมีรูปแบบที่นำรูปทรงธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบเช่น ดอกไม้ ปีกนก ได้รับความนิยมจากฝรั่งเศส และแพร่หลายไปทั่วตะวันตกในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากรูปทรงที่งดงามของสัตว์ ต้นไม้ ใบไม้แล้วยังมีการใช้สี enamel มาเป็นส่วนประกอบของงานด้วย ลักษณะรูปแบบจะเป็นการลดทอนรูปแบบจากรุขชาติ แมลง และเปลือกหอย ใบไม้ เถาวัลย์ ตามธรรมชาติ นำมาประดิษฐ์เป็นลวดลายประดับทั้งภายในภายนอก อาคารตลอดจนเครื่องใช้ ของประดับบ้านและเครื่องแต่งกายทำให้อาร์ตนูโว เป็นรูปแบบที่นำกลับมาใช้ตกแต่งเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในอาคารพาณิชย์ เช่น ร้านอาหารฝรั่งเศส ร้านขายเสื้อผ้าสตรี และกิจการเกี่ยวกับความงามอื่น ๆ โดยแรงบันดาลใจจากรูปทรง คือ สีจากธรรมชาติ ของฤดูใบไม้ร่วง ได้แก่ สีจากฤดูกาล เช่น สีโทนส้มและน้ำตาล สีจากพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น สีเขียวเข้ม สีเขียวตอง และ สีของดอกไม้ เช่น สีขาวนวลดอกมะลิ สีม่วงดอกไอริส สีแดงดอกป๊อบบี้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการหาวัสดุและแร่ธาตุจากธรรมชาติ ได้แก่ งาช้าง เงิน ทองแดง นำมาใช้ด้วยเช่นกัน

TEXT : KITTISAK KANDISAKUNANONT Thanks to image from : http://www.tademagallery.com/ArtNouveau/02-GEORGES%20FOUQUET.htm http://www.ajewelrystyle.com/wp-content/uploads/2011/01/tatiana-art-nouveau-mucha-lalique-style-face-fairy-ring-michelle-robison.jpg http://www.internetstones.com/tarantula-brooch-house-of-hemmerle-stefan-horse-conch-pearl.html http://www.tademagallery.com/Buckles/Cont/AN2Rasumny.htm http://polarbearstale.blogspot.com/2009/02/art-nouveau-jewellery.html http://gemgossip.com/home/2009/2/1/jewelry-time-periods-art-nouveau-period.html http://www.mister-vector.com/art-nouveau-free-vector-art.shtml http://www.romanovrussia.com/Art_Nouveau_Jewelry_Sale_Garnet_Bangle_Bracelet.html http://www.mysticunicorn.com/artn7434.html http://www.jewelrycollection.eu/de-beers/de-beers-art-nouveau-necklace-specs-picture/ http://annahatvani.blogspot.com/2011/02/dragonfly-diva-black-and-turquoise-art.html

Related contents:

You may also like...