ไตรลักษณ์…กฎธรรมชาติ

เป็นเรื่องน่าคิดที่พฤติกรรมการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ของผู้คนส่วนใหญ่ ล้วนแต่ดำเนินไปเพื่อการแสวงหา ‘ความสุข’ ในขณะที่แนวคิดทางศาสนาพุทธมองว่า การเกิดของคนเราเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ และชีวิตแทบทุกขั้นตอนก็มีแต่ความทุกข์เป็นองค์ประกอบเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกเป็นทุกข์ก็คือความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต และความไม่สามารถยึดเหนี่ยวหรือควบคุมสิ่งต่างๆในชีวิตให้ดำเนินไปได้ดังใจปรารถนา

ยิ่งน่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ ทั้งที่ชีวิตคนเรานั้นคลุกเคล้าเกลือกกลั้วกับความทุกข์แทบทุกย่างก้าว เรากลับไม่รู้สึกเคยชินกับความทุกข์เหล่านั้นเสียที เมื่อมีทุกข์เข้ามาปะทะใจคราวใด ก็พาลตระหนกตกใจ ขึ้งเครียดกังวล หม่นหมอง เศร้าใจได้เสมอ ในทางกลับกัน ความสุขที่ไม่เที่ยงแท้กลายเป็นสิ่งที่เรามักผูกติดยึดเหนี่ยวและปล่อยตัวปล่อยใจให้เกิดความมักคุ้น รู้สึกเคยชินและติดหนึบกับความสุขอันไม่เคยจีรังได้ง่ายดายราวกับมิตรแท้ที่เกิดมาคู่กันแต่ชาติปางก่อน กระทั่งเมื่อกฏธรรมชาติอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้สำแดงตัวขึ้น ทำให้ความสุขที่เราพยายามไขว่คว้าต้องสูญสลายหายไป คนจำนวนไม่น้อยก็เกิดอาการรับไม่ได้ ทนไม่ได้ กับความจริงของทุกชีวิตและทุกสรรพสิ่งที่จะต้องดำเนินไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ เป็นธรรมะที่ทำให้เป็นพระอริยะ (อริยกรธรรม) แปลว่า ลักษณะ 3 ประการ หมายถึงสามัญลักษณะ คือ กฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง อันได้แก่ อนิจจลักษณะ ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ทุกขลักษณะ ความเป็นทุกข์ คือ มีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป และ อนัตตลักษณะ ความที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามต้องการได้ เช่น ไม่สามารถบังคับให้ชีวิตยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ไม่สามารถบังคับจิตใจให้เป็นไปตามปรารถนา เป็นต้น
มองดูข่าวสารรอบตัว มองดูผู้คนรอบข้าง และมองเข้ามาในตนเองที่มีหมอกควันแห่งความทุกข์จากการยึดติด ยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด หากตั้งสติให้ดีก็จะเห็นว่า เราไม่เคยหลีกหนีกฎแห่งไตรลักษณ์นี้ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ของบรรดาสิ่งของนอกกาย ผู้คนรอบข้าง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทั้งหน้าที่การงาน อำนาจวาสนา หรือแม้แต่สังขารที่เคยสวยสดงดงามแข็งแรง เมื่อถึงเวลาก็จะทรุดโทรม ร่วงโรย และที่สุดก็ดับสูญไป หากใครที่สามารถมองกฎแห่งชีวิต กฎแห่งธรรมชาตินี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่มีสิ่งใดมาทำให้เขาเป็นทุกข์ หรือเครียดได้อีก เพราะเมื่อตระหนักได้เองว่าชีวิตไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ใครจะเคยผ่านเรื่องราวชนิดใด เคยสูงต่ำแค่ไหน สุดท้ายก็จะต้องพบกับความว่างเปล่าและจุดสิ้นสุดเดียวกันทุกคน เรื่องหนักใจใดๆที่เคยเห็นว่าใหญ่โต แก้ไม่ได้ ดิ้นไม่หลุด ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปในทันที
แม้แต่ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ส่งให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลในทุกช่วงเวลาที่ผ่านๆมา ก็เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมดาของโลกที่เราต้องยอมรับและเข้าใจ การตระหนกหมกมุ่นจมอยู่กับความทุกข์และความหวาดกลัวย่อมจะเสียเวลาเปล่า การปรับตัวเพื่ออยู่ต่อไปให้ได้กับทุกสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงต่างหาก เป็นสิ่งที่มนุษย์เราควรระลึกไว้ว่าเป็นหน้าที่ และเมื่อจัดการกับความคิดตนเองได้เข้าที่เข้าทางดีแล้ว เราจะมองเห็นทั้งความสุขและความทุกข์ด้วยโลกทัศน์ที่ถูกต้อง ไม่ถูกอคติมาบดบังให้ยึดติดกับความสุขทางโลกแบบไม่ยอมปล่อยวางและหวาดกลัวความทุกข์เกินกว่าเหตุดังเช่นที่เคย ซึ่งน่าจะทำให้เราพบกับความสุขที่แท้จริงได้มากขึ้น

+++++++++++++++++++++++++


TEXT : Wannasiri Srivarathanabul

Excecutive Editor
Editor@HiclassSociety.com

Related contents:

You may also like...