ชลัคร ชีวเกษมสุข ตัวตนที่ไม่ตกหล่นกับกาลเวลา

“เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” สำนวนนี้สามารถสะท้อนภาพของการเริ่มต้นทางธุรกิจของชายหนุ่มวัย 28 อย่าง ชลัคร ชีวเกษมสุข กรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไกซริน ผู้นำเข้านาฬิกาแบรนด์หรูอาทิ Armand Nicolet,Technomarine, Muhle Glashutte และ blu ได้เป็นอย่างดี ด้วยความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ถึงขั้นนักสะสมบวกกับการสนับสนุนทั้งกำลังใจและเงินทุน ผนวกกับความมั่นใจที่คุณพ่อและคุณแม่มอบให้แก่ลูกชายคนเดียวของครอบครัวที่มาพร้อมความ ‘ฟลุ๊ค’ ในชีวิตสมกับชื่อเล่นเพราะเกิดมาหลังจากทั้งสองแต่งงานมานานจึงส่งผลให้น้องใหม่ธุรกิจเป็นที่ยอมรับทั้งจากคู่ค้าต่างชาติและผู้มีรสนิยมกระเป๋าหนักชาวไทยแบบไม่ฟลุ๊ค

“ตอนเด็กเมื่อมีคนถามว่าอยากเป็นอะไร คนอื่นบอกว่าอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นนักบิน อยากเป็นนู่นเป็นนี่ แต่ผมบอกว่า “ผมอยากเป็นพ่อค้าคนกลาง” ใครถามผมก็ตอบแบบนี้ เพราะเราเห็นคนในครอบครัวทำการค้ามาตลอด คุณปู่มาจากเมืองจีนทำรองเท้าขายซึ่งผมก็ได้เห็นคุณปู่ขายของมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับคุณตาเป็นพ่อค้าคนกลางซื้อสินค้าหลากหลายมาขาย ผมจึงชอบด้านนี้ ทั้งๆ ที่คุณพ่อผมเป็นวิศวกรผมก็ชอบแต่รู้สึกว่าถ้าผมเป็นพ่อค้าคนกลางเมื่อขายของผมสามารถไปจ้างวิศวกรมาทำงานให้ผมได้ แต่หากผมติดต่อธุรกิจไม่เป็นผมก็อาจจะต้องไปทำงานให้คนอื่น นี่คือความคิดในตอนเด็กๆ อาจจะไม่ถูกก็ได้…ผมค้นพบว่าการขายของน่าจะเหมาะกับเราและเราก็ชอบด้วย ประกอบกับการที่คุณแม่บอกว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมากเราจำเป็นจะต้องรู้ตอนปริญญาตรีจึงเลือกเรียนการเงิน”

“ก่อนที่จะมาทำธุรกิจนี้ผมชอบอยู่แล้วชอบซื้อนาฬิกาและสะสมนาฬิกาซื้อไปซื้อมาจนคิดว่าเงินที่ซื้อน่ะสงสัยจะทำธุรกิจนาฬิกาได้เลยนะ (หัวเราะ) ก็จึงลองทำดู บวกกับโอกาสที่ผมไปช่วยคุณแม่ในการส่งออกเสื้อจึงได้ไปออกงานแฟร์ที่ต่างประเทศซึ่งผมไปเจอแบรนด์นาฬิกาค่อนข้างเยอะประกอบกับโอกาสดีด้วยที่เขาก็หาตัวแทนจำหน่ายเมื่อคุยกันลงตัวในที่สุดจึงได้สิทธิ์นำนาฬิกาเข้ามาขาย

 

“ผมรับผิดชอบธุรกิจในแผนกนาฬิกาทั้งหมดตั้งแต่ด้าน Brand Selection ด้าน Promotion Marketing รวมถึงการวางกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับแบรนด์นาฬิกาซึ่งมีอยู่ 4 แบรนด์และกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกในเวลาอันใกล้ เราสร้าง portfolio โดยมองความเหมาะสมของแบรนด์กับบริษัทและไม่ให้แต่ละแบรนด์นั้นแข่งกัน ณ ปัจจุบันเราคิดว่า portfolio ของเราโอเคแล้วจึงคิดว่าน่าจะเพิ่มแบรนด์ที่เน้นดีไซน์อีกสักหนึ่งซึ่งเรายังไม่มี เพราะเท่าที่มีอยู่นั้น 70% เป็น Mechanical แบบ hi-end ที่เหลือเป็นแบบ Lifestyle Brand ฉะนั้นจึงควรเพิ่มแบบ Designer Brand”

 

“ทุกบริษัทที่อยู่ในธุรกิจนี้เป็นมืออาชีพและเป็นบริษัทเก่าแก่มีโครงสร้างที่ค่อนข้างดีมาก ขณะที่ครอบครัวผมไม่มีประสบการณ์เรื่องนาฬิกาเลย 3 ปีที่แล้วตอนนั้นอายุเกือบ 26 ก็ถือว่าเรายังใหม่มาก อาศัยปรึกษาผู้ใหญ่ ผู้รู้ ศึกษางาน ตั้งใจ ขยันมากๆ ค่อยๆ ทำก็จึงค่อยๆ รู้ จนถึงตอนนี้ผมก็พยายามตั้งมั่นนะครับแต่ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งมั่นแค่ไหนแต่ก็ใช้ความพยายามที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

 

แต่ลืมไม่ได้เสียทีเดียวว่าใช่ว่าจะออกสตาร์ทอย่างสวยหรู เนื่องด้วยสถานการณ์เมื่อตอนที่เขาเริ่มต้นในธุรกิจนี้นักลงทุนนักธุรกิจหลายรายต่างชะลอตัวเพราะสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะที่เขากลับมองว่าท่ามกลางวิกฤตนั้นมีแสงแห่งโอกาสเรืองรองอยู่ปลายทาง

 

“พูดได้เลยว่า 3 ปีที่ผ่านมาทำแล้วเหนื่อยค่อนข้างมาก แต่ผมคิดในใจว่ามันเป็นช่วงที่ทุกอย่างช้าหมด ทุกคนก็ไม่อยากจะลงทุนจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับหน้าใหม่อย่างผมสามารถเกิดได้ หากผมเลือกเข้ามาในจังหวะที่ธุรกิจกำลังฮอตทุกคนบุกลงทุนเต็มที่ผมแข่งกับเขาไม่ได้แน่นอน ผมจึงถือโอกาสนี้ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ทำ ปูพื้นฐานมาเรื่อยๆ เมื่อถึงจังหวะที่ตลาดกลับมาฟื้นตัวผมคิดว่าตอนนั้นคงได้เรียนรู้มามากและบริหารต่อไปได้”

 

ไม่เพียงแต่งานทางด้านธุรกิจที่กำลังไปได้สวยเท่านั้น หากการสอนหนังสือก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดให้ก้าวออกสู่ภาคธุรกิจแม้จะเป็นเพียงอาจารย์พิเศษวิชาการจัดการ Export Import Management และ International Business Environment ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ด้วยดีกรีบริหารธุรกิจเอกการจัดการทางการเงิน มหาวิทยาลัยลาโทรบ เมลเบอร์น ออสเตรเลีย เพิ่มเติมความเข้มข้นด้วยความรู้ด้านธุรกิจระหว่างประเทศในระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม สหราชอาณาจักร และต่อยอดในประกาศนียบัตรธุรกิจแฟชั่น ด้าน Fashion Merchandise ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำมาใช้ประโยชน์ในธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกของคุณแม่อีกด้วย

 

“สำหรับงานสอนหนังสือใจหนึ่งก็ไม่อยากนะครับเพราะว่างานเยอะช่วงนี้เหนื่อยมากเวลาสอนก็โอเคได้ทำในสิ่งที่สนุกแต่เวลาตรวจการบ้านกับตรวจข้อสอบเป็นตั้งๆ ซึ่งการเป็นอาจารย์นั้นเป็นความต้องการของผมที่อยากจะถ่ายทอดความรู้นั่นคือประการแรก อีกด้านหนึ่งด้วยความที่ผมไม่ได้เรียนระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง สักวันเมื่ออยากเรียนต่อปริญญาเอกก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งความรู้ก็ยังได้นำมาประยุกต์ใช้ขณะที่หลักวิชาก็ยังได้นำมาสอนนักศึกษา

“ด้วยความที่ผมทำธุรกิจด้วยจึงไม่สอนแบบที่เคยเรียนมา จากประสบการณ์ผมได้รู้ว่าสอนแบบไหนเบื่อทำให้เราไม่ชอบเรียน-ง่วง ผมจึงเลือกตัวอย่างที่เคยเรียนแล้วเราสนุกเอามาเสริมเทคนิคของผมเข้าไป สิ่งที่ชี้วัดความชอบในรายวิชาที่เราสอนก็คือเป็นห้องที่มีจำนวนนักศึกษาเยอะแต่ไม่ขาดเรียนที่สำคัญคือมาแล้วเขาก็ตั้งใจฟังไม่คุยในเวลาผมสอน ผมจับทางได้เลยว่านักศึกษาปี 4 กำลังจะเรียนจบเขากำลังมุ่งไปยังเรื่องธุรกิจจึงยกกรณีศึกษาจริงมาให้เขานำเสนอแนวคิดแนวทางการทำงานหากกรณีนั้นๆ เป็นงานที่เขาจะต้องเจอ”

 

“ครอบครัวผมทุกคนชอบทำงานเหมือนกันหมด ถ้าอยู่เฉยจะเกิดอาการเบื่ออยากหาอะไรทำจนบางคนเขาบอกว่าหาเรื่อง (หัวเราะ) แต่ว่าผมอยากทำนะ แรงผลักดันนั้นมันเป็นความอยากทำผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าพูดถึงเรื่องงานว่าอยากทำอะไรบ้างนั้นมีประเด็นอยู่มากมายเต็มหัวไปหมดโดยเฉพาะการทำงานในด้านธุรกิจที่เราชอบเป็นความอยากเป็นตัวตนซึ่งผมก็ได้ค้นพบมานานมากตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต”

 

ที่มา : นิตยสาร HI-CLASS-269 ข้อเขียนนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของนิตยสาร  HI-CLASS ห้ามนำไปลอกเลียน ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...