Everlasting Glory ทุกลมหายใจแห่งความสุข ของ สุมณี คุณะเกษม

แม้เรามิอาจออกแบบชีวิตได้เองเพราะมีเหตุปัจจัยคอยกำหนด หากแต่เราสามารถเลือกและกำหนดวิถีในปัจจุบันได้ ทุกสิ่งที่เราประสบในชีวิต ไม่ว่าทุกข์หรือสุขสุดท้ายก็ผันผ่านกลายเป็นอดีต คนเขลามักนิยมความทุกข์ไว้ในกล่องความทรงจำ แต่คนฉลาดคือผู้ที่รู้จักเก็บงำความสุขเอาไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงดวงใจ และเปิดใจรับความสุขที่เข้ามากับสิ่งใหม่และวันใหม่อยู่เสมอ ทำให้ทุกวันไม่ว่านี้หรือวันไหนๆ ของคนที่ฉลาดในการใช้ชีวิต ล้วนเป็นวันคืนที่มีคุณค่าและมีความหมาย เฉกเช่นเดียวกับ สุมณี คุณะเกษม สุภาพสตรีผู้สุขสดใส และมีรอยยิ้มอันชื่นบานให้กับทุกนาทีของชีวิต ที่เธอเป็นผู้เลือกและกำหนดความรื่นรมย์ด้วยตนเอง

 

ไฮคลาส : เมื่อย้อนระลึกถึงอดีต อาจจะเรียกได้ว่าเส้นทางชีวิตของคุณเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อ หรือแม้กระทั่งคุณพ่อของสามี จนถึงสามี ล้วนอยู่ในแวดวงของนักการทูต

ที่จริงก็ไม่ได้คลุกคลีตั้งแต่ต้นหรอกนะคะ พอดิฉันเกิดคุณพ่อคุณแม่ (พลตำรวจจัตวา ปราโมทย์ – คุณหญิงสุภัทรา จงเจริญ) เห็นว่าเป็นลูกสาว คุณแม่จึงมาซื้อที่สร้างบ้านอยู่แถวหลังสวน เพื่อจะให้ไปโรงเรียนมาแตร์ฯ ได้สะดวก พอจบมัธยมฯ คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าให้หัดไปลำบากซะบ้าง ก็เป็นลูกคนเดียว ท่านเลยส่งไปอังกฤษ ไปให้ลำบาก เป็นโรงเรียนประจำ

 

ไฮคลาส : แล้วชีวิตของสาวน้อยในวันนั้นที่ต้องไปอยู่ต่างแดน ห่างไกลครอบครัวเป็นครั้งแรก ต้องปรับตัวอย่างไร

ก็ว้าเหว่เอาเรื่องเลยค่ะ ตื่นมาร้องไห้ตอนเช้าทุกวัน คุณแม่ให้ผ้าเช็ดหน้าไปเป็นโหล พอเช้าขึ้นก็เปียกหมด แต่หลังจากนั้นเดือนหนึ่ง เรียกกลับดิฉันก็ไม่กลับแล้ว…เพราะเข็ดเรื่องนั่งเครื่องบิน

อยู่อังกฤษได้ 6 ปี พออายุ 21 คุณพ่อก็บอกให้กลับ ตอนนั้นท่านไปเป็นทูตที่เวียดนาม เมื่อกลับจากอังกฤษก็ไปอยู่กับคุณพ่อร่วม 2 ปี ที่เวียดนาม ตอนแรกก็อยู่ที่ไซง่อน คุณพ่อออกงานทุกวัน ดิฉันรู้สึกเบื่อ อากาศก็ร้อน คุณพ่อจึงแนะนำให้ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสต่อที่ดาลัด บรรยากาศก็ดี เป็นประโยชน์นะคะ และยังไปเรียนเปียโนต่อด้วย โดยคุณพ่อไปประจำอยู่เวียดนามหลังจากดิฉันถูกส่งไปอยู่อังกฤษ ที่จริงท่านเป็นตำรวจ แต่พอดีช่วงนั้นมีเหตุระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ต้นสังกัดเขาก็เลยส่งคุณพ่อไป ท่านอยู่แผนกสืบราชการลับค่ะ จึงถูกส่งไปปฏิบัติงานอยู่ในส่วนของกงสุลใหญ่ ตอนนั้นก็ไปติดสงครามอยู่ ลำบากลำบนมาก จึงทำให้ดิฉันกลัวสงคราม จะไปไหนต้องเตรียมอยู่เสมอนะ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น

ตอนที่สามี (ดร.ประชา คุณะเกษม) ถูกย้ายไปเป็นทูตอยู่ที่นิวยอร์ค ออกจากเวียดนามใต้เพียงสองวัน เวียดนามใต้แตกพอดี ตอนนั้นต้องขนอะไรๆ ไปหลายอย่างเลย เพราะลูกก็ยังเล็ก เป็นลูกคนเดียวด้วย ดิฉันประสบกับเหตุการณ์นั้นก็กลัวจะเป็นเหมือนตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในครั้งนั้น คุณพ่อเอาดิฉันไปด้วย ตอนนั้นก็ยังเด็ก พอมีสงครามก็ถูกตัดการช่วยเหลือหมดเลย ทางกระทรวงก็ไม่ได้ส่งอะไรไปให้ ทางนี้ก็ยากลำบากอยู่แล้ว ความทุกข์ในตอนนั้นยังฝังใจ จึงเข็ดกลัวว่าถ้าออกไปรับราชการ (ประจำอยู่) ต่างประเทศ เกิดมีเหตุอะไรกลับบ้านไม่ได้ แล้วเราจะเอาอะไรกิน เพราะทางหลวงเขาก็ไม่มีเวลามาดูแล

 

ไฮคลาส : กลายเป็นว่าไปเรียนภาษาฝรั่งเศสที่เวียดนาม

เคยเรียนไปบ้างก่อนแล้วตอนที่อยู่อังกฤษ พอไปเวียดนามคุณพ่อบอกว่าไหนๆ ก็มาอยู่ที่นี่แล้วให้ไปเรียนภาษาฝรั่งเศส คุณครูท่านก็สอนให้เป็นพิเศษ แม้ว่าเราโตแล้วในตอนนั้น อายุ 20 ไปเข้าเรียนกับเด็กๆ ป.4 เขาก็สอนให้ตัวต่อตัว ซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ซึ่งตอนนั้นเราก็ขี้เกียจนะคะ แต่มีประโยชน์เมื่อเวลาผ่านไปครั้งที่คุณประชาไปประจำการอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

 

ไฮคลาส : ฟังดูเหมือนพรหมลิขิตชีวิตคุณไว้แล้วให้ได้มาสู่เส้นทางนี้ ได้ไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกกว้าง ได้เรียนรู้ทักษะเพื่อเข้าสังคม เพื่อวันหนึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ ‘หลังบ้าน’ ที่ดีในฐานะภรรยาของนักการทูต

ค่ะ ก็ได้ประโยชน์ทุกอย่างที่คุณพ่อให้ไปเรียน อยากจะวาดรูปท่านก็ให้ไปเรียนศิลปะ อยากจะเล่นเปียโนก็ไปเรียนเปียโน ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง ฟังเพลงเป็น วาดรูปได้ จัดตกแต่งบ้านก็ได้ พอจะมองออกว่าต้องจัดอย่างไรถึงจะให้สวย และเข้าสังคมเป็น

ไฮคลาส : จนถึงวัยที่มีคู่ครองก็ได้พบรักกับนักการทูต

ใช่ค่ะ ตอนนั้นคุณประชาเพิ่งกลับมาจากอเมริกา จบปริญญาเอกแล้ว จากมหาวิทยาลัยเยล อายุ 25 กลับมาก็มาเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าเธอชิงทุนกระทรวงฯ ไปได้ ตอนนั้นได้ที่หนึ่งของประเทศไทย โดยไปเรียนอยู่ 11 ปี และก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่อังกฤษก่อน จากนั้นก็ไปต่อมหาวิทยาลัยเยลที่อเมริกา กลับมาก็ต้องมาทำงานชดใช้กระทรวงฯ

คุณประชากลับมาอยู่เมืองไทยได้สักปีกว่าๆ ดิฉันกับคุณพ่อก็กลับมาจากเวียดนาม จึงได้มาพบกัน คุณพ่อกลับมาเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ท่านไม่อยากกลับไปเป็นตำรวจ เพราะว่ามาอยู่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว ชีวิตก็สนุกสนานดีไปอีกแบบหนึ่ง คุณพ่อเป็นปลัดกระทรวงฯ สมัยคุณถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อเปลี่ยนจากลูกสาวนักการทูตเป็นภริยานักการทูต จากเดินตามคุณพ่อก็ต้องเดินทางตามสามี พอแต่งงานได้สามเดือนก็ต้องไปนิวยอร์ก ไปประชุมสหประชาชาติ ไปทีก็สามเดือน ก็เลยถือโอกาสฮันนีมูนรอบสองตอนขากลับ ครั้งแรกคุณพ่อของคุณประชา (โชติ คุณะเกษม) ให้ไปประชุมที่ฮ่องกง ตอนนั้นคุณประชาเป็นเลขานุการโท พอกลับมาได้สักพักหนึ่งก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ไคโร จริงๆ แล้วจะให้ไปอังกฤษ แต่ท่านถนัด คอมันตร์ บอกว่าเขาเคยไปอยู่อังกฤษมาแล้วอย่าเพิ่งให้กลับไป ให้ไปลำบากซะก่อน เมื่อตอนเป็นนักเรียนก็ได้สบายแล้ว ลองเปลี่ยนสถานที่ให้ไปลำบากดู ซึ่งช่วงนั้นไคโรก็เพิ่งปฏิวัติพอดี พอไปถึงลูกชาย (วชิรมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ เดิมชื่อ ประมณฑ์ คุณะเกษม) อายุได้ 11 เดือน ตอนนั้นทหารก็ไม่ให้อิมพอร์ต อะไรเลยสักอย่างเดียว จึงต้องไปซื้อหาที่โน่นหมด แม้แต่ผ้าอ้อมหรืออะไรต่างๆ ต้องซื้อจากสถานทูตอเมริกัน ช่วงนั้นก็ลำบากค่ะ รวมทั้งมีเห็บมีหมัดอะไรเยอะแยะ

 

ไฮคลาส : ชีวิตของคุณส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปอย่างสวยหรู แม้จะเจออุปสรรคช่วงสงครามบ้าง หากมองย้อนไปคิดว่ามีช่วงระยะเวลาไหนที่เรียกว่าลำบากที่สุด

ลำบากทั้งนั้นแหละคะ จริงๆ ที่ไปนั้นลำบากนะคะ แต่ดิฉันเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบแต่งบ้าน ขนาดได้เป็นเลขานุการโท ยังไปเช่าบ้านของซิกิ ปาชา ตอนนั้นระดับเลขาโทฯ ได้ค่าเช่าเพียงประมาณห้าพันบาทเท่านั้น เราต้องควักกระเป๋าออกเองอีกห้าพันบาท ก็ได้อยู่บ้านติดแม่น้ำไนล์เลยนะคะ เป็นคอนโดฯ ซึ่งลูกชายของซิกิ ปาชา เธอเป็นสถาปนิกสร้างติดกับแม่น้ำไนล์ ติดกับสถานทูตรัสเซีย สวยมากค่ะ เฟอร์นิเจอร์นี่เป็นหลุยส์ที่ 14 แล้วเธอก็แบ่งให้เช่า เพราะว่าพอหลังปฏิวัติแล้ว ทรัพย์สินอะไรต่ออะไรของเธอก็ต้องถูกริบหมด แม้แต่บ้านที่เธออยู่ที่เราไปเช่านั้น เธอก็ยังต้องเสียค่าเช่าให้กับรัฐบาล ก็ยังโชคดีที่มีสองควอเตอร์ ควอเตอร์หนึ่งสำหรับมีลูกมีเต้าด้วยอยู่ อีกควอเตอร์รับแขก เธอก็อุตส่าห์ให้เราเช่าด้านรับแขก เพราะเธอจะได้มีสตางค์ค่าเช่าจากเราเอาไปจ่ายให้กับรัฐบาล

ดิฉันชอบเลี้ยงลูกเอง ถึงจะลำบาก ก็เหนื่อยค่ะ กลางวันเลี้ยงลูกดิฉันนี่ทำกับข้าวให้ลูกกินทุกมื้อนะคะ เพราะเขาเป็นคนทานยาก เราก็สรรหามาให้ลูก ผักก็เอามาบดให้ทาน พอกลางคืนจะต้องไปออกงาน ตอนนั้นรัฐบาลไทยให้ระดับเลขาโทฯ มีแม่ครัวได้แค่คนเดียว เราก็เอาคนเลี้ยงลูกไปด้วยอีกคนหนึ่ง ถ้าต้องออกงานก็ต้องทิ้งไว้กับคนเลี้ยง แต่ตอนนั้นบ้านที่เราพักนั้นหรูมากค่ะ ก็ได้จัดงานเลี้ยงบ่อยๆ เพราะว่านั่งอยู่ในห้องทานข้าวประเดี๋ยวเรือสำเภาก็แล่นผ่าน ก็จะมองเห็น เพราะว่าบ้านยื่นลงไปในน้ำ

 

ไฮคลาส : เวลานั้นในแวดวงนักการทูตระดับโลก เขามองประเทศไทยอย่างไร

ภาพพจน์ที่คนมองประเทศไทยจริงๆ มันก็อยู่ที่เราด้วย เพราะเราไปอยู่ที่นั่นในฐานะตัวแทนของประเทศ แต่อันนี้จริงๆ ดิฉันก็ไม่ทราบนะคะ ต้องถามคุณประชา (หัวเราะ) แต่ว่าสมัยโน้นก็ยังไม่มีอะไร สำคัญที่เราว่าจะพรีเซนท์อย่างไรมากกว่า เวลามีเพื่อนมีฝูงมากๆ เราก็ต้องเชิญเขาตอบกลับ ต้องเข้าไปคบค้ากับเขาด้วย ไม่ได้เก็บตัว

 

ไฮคลาส : ประเทศแรกที่คุณประชาได้เป็นเอกอัครราชทูต

พอกลับจากไคโร พอดีท่านสอบได้เป็นชั้นเอกก็เลยได้ไปเป็นกงสุลใหญ่ที่ฮ่องกง ตอนนั้นเรายังไม่มีสัมพันธ์กับเมืองจีน แต่ก็ส่งไปคล้ายๆ เป็น China Watcher เป็นด่านหน้าไปดูเขา คอยรายงานข้อมูลกลับมา จากนั้นก็กลับมาเมืองไทยก่อน 2 ปี แล้วก็ย้ายไปเป็นทูตที่นิวยอร์ก ตอนไปนิวยอร์กก็ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต คุณประชานี่ถือว่าเป็นทูตที่เด็กมาก ตอนเป็นกงสุลใหญ่ก็เพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ยังไม่สามสิบดีเลยค่ะ ไปเป็นเอกอัครราชทูตตอนนั้นราวๆ 34 ยังหนุ่มยังสาว ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ยังมีแรง ก็สนุกสนานไปด้วย เมืองใหญ่ๆ มันก็น่าสนใจนะคะ

สำหรับลูกนี่เราก็ต้องพาเขาไปด้วยทุกที่ค่ะ นอกจากตอนที่เขาเรียนปริญญาตรี แล้วเราต้องย้ายไปอยู่สวิส เมื่อพาเขาไปด้วยไม่ได้ก็ต้องทิ้งเขาไว้อยู่ที่นิวยอร์ก ตอนที่อยู่สวิสเขาก็มาเยี่ยมบ้างนะคะ หลังจากประจำการที่นิวยอร์ก 6 ปีก็ถูกส่งไปอยู่ที่สวิสอีก 3 ปี ระยะนั้นไม่ได้กลับเมืองไทยเลย

 

ไฮคลาส : ชีวิตในช่วงเวลานั้นคุณได้เดินทางเห็นโลกกว้าง มีกิจกรรมทางสังคมที่ดูสนุกสนานมีสีสันมากมาย ได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงอย่างไรบ้าง

การที่เราได้เห็นเมืองใหญ่ๆ ก็ถือว่าเราก็โชคดีนะคะ การใช้ชีวิตในนิวยอร์ค ก็เหมือนได้ท่องเที่ยว 365 วันไม่ต้องซ้ำกันเลย เพราะอะไรที่ดีที่สุดในโลกล้วนอยู่ที่นิวยอร์ก แล้วเราก็มีเพื่อนอเมริกันอยู่มาก มีรถยนต์ก็แห่กันมา พวกภรรยาเศรษฐีทั้งนั้น เรามีรถติดธงสถานทูต สามารถไปจอดได้ทุกที่เลย เวลาจะไปไหนเพื่อนก็เต็มรถเลยค่ะ

 

ไฮคลาส : การที่ต้องนำเสนอประเทศไทยในฐานะภริยาเอกอัครราชฑูต ต้องปฎิบัติตัวอย่างไร

 

เราก็ปฏิบัติตัวเหมือนกับภรรยาทั่วๆ ไป แต่งตัวให้ดูดี ต้องมีความรู้รอบตัวจะคุยอะไรก็ได้ ผู้คนส่วนใหญ่เขาจะเห็นเรา exotic เขาก็จะชอบนะคะ บางทีมาทานเลี้ยงที่บ้าน ดิฉันก็มีของเก่า มีเตียง ฯลฯ ตอนช่วงแรกก่อนจะย้ายไปนิวยอร์กนั้นเวียดนามแตก มีพ่อค้าขายของเก่าเขาก็เอาเตียงของจักรพรรดิเบ๋าได๋มาขาย มีสี่เสานะคะ เสานี่ก็แกะเป็นตัวมังกร ข้างบนรอบๆ ก็เป็นหงส์กับมังกร และตั้งแต่ดิฉันได้มาก็ยังไม่เคยได้ใส่ทั้งหงส์ทั้งมังกรเลย ใส่หงส์ก็หงส์ ใส่มังกรก็มังกร คล้ายๆ วาสนาเราไม่ถึง ก็นี่แหละคะ…มีของเก่า ใครมาบ้านก็สนุกสนาน ก็หาอะไรมาคุยกัน ดูอะไรต่อมิอะไรไป

ตอนนั้นดิฉันก็ขนของเก่าไปเยอะแยะมากมายเลยค่ะ เอาไปแต่งบ้าน เพราะว่าไปถึงที่นิวยอร์กตอนนั้น รัฐบาลเราก็มีงบประมาณจำกัด ทั้ง ททท. กงสุล ทูตทหารบก ทหารเรือ อะไรๆ ก็สุมกันอยู่ที่สถานทูต แล้วพอเวลาที่เขาก็เปิดออฟฟิศ กั้นเป็นกระจก แบ่งเป็นช่องๆ เราก็อยู่บนสุด ท้ายก็เป็นครัว ท่านทูตกินอาหารอะไร ก็ได้กลิ่นทั่ว รู้หมดเลยว่าวันนี้ทูตกินอะไร (หัวเราะ) เวลามีจัดเลี้ยงทีมันก็หมดสวย แต่ข้างบนยังสวยนะคะที่เป็นชั้นสอง เป็นห้องรับแขก แต่อย่างว่ากลางวันประเดี๋ยวก็มีคนไทยมา เพราะมีกงสุลอยู่ที่นั่นด้วย คนไทยเขาก็มาติดต่อทำพาสปอร์ตทำธุรกรรมกัน พอเดินลงไปจะไปจัดห้องเดี๋ยวจะมีงานเลี้ยง ก็จะมีคนไทยมานั่งกางหนังสือพิมพ์อ่าน ซึ่งก็เป็นใครไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก อย่างนั้นก็ไม่ว่ากัน ที่สุดก็เลยออกไปเช่าบ้านอยู่เอง โชคดีที่เราเอาเฟอร์นิเจอร์ไปด้วย

อยู่ต่างประเทศหลายปี ช่วงที่หมดวาระจากสวิส ได้กลับมาอยู่ที่เมืองไทยระยะหนึ่ง คือกลับมาประจำที่กระทรวงฯประมาณ 2 ปีค่ะ จากนั้นถูกส่งไปอยู่ที่ปารีส ก็ได้ไปแต่ที่เมืองใหญ่ๆ ทั้งนั้น เรามีเงินทองเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ (หัวเราะ)

อย่างตอนอยู่ที่นิวยอร์ค อยู่สวิส (ผู้แทนไทยประจำสหประชาชาติ) ก็มีสถานทูตตั้ง 97 ประเทศค่ะ พอไปถึง กว่าจะไปพบเขา เขาเรียกไปคารวะเขา พวกที่อยู่เก่าๆ อยู่ก่อนแล้ว มีมากมายก็ไม่ครบนะคะ ทำอย่างไรก็ไม่ครบ เพราะเราก็เอาเฉพาะประเทศที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยเรา ต้องออกงานอยู่ตลอด มี morning coffee ไปคารวะเขา เสร็จแล้วเราก็ต้องเลี้ยงเขา ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่ไปคารวะ เขาก็จะไม่เชิญเราไปเลี้ยง เขาจะถือว่ายังไม่รู้จัก เป็นธรรมเนียมค่ะ หลังจากที่เราไปคาราวะแล้วก็ถือเป็นการรู้จักกัน ทีนี้เขาก็เชิญเราไปทุกงานค่ะ

 

ไฮคลาส : เงินเดือนของภริยาเอกอัครราชทูต

5% ของสามี สำหรับดิฉันถ้าไม่ได้ทางบ้านแย่เลยค่ะ ได้แค่กระเป๋าใบเดียวก็ กระเป๋าใบหนึ่งก็คือห้าเปอร์เซ็นต์ในส่วนของภรรยา ก็จะเป็นกระเป๋าดีๆ หน่อยนะคะ ที่นิวยอร์กสมัยนั้นก็มีเพื่อนส่วนตัวด้วย มีภรรยาเศรษฐีทั้งนั้นก็แต่งตัวกันสวย เราเองจึงต้องแต่งตัวให้ดูดีไปด้วย พวกคณะทูตก็เหมือนกันเขาก็จะสนใจพวกที่เข้าขั้นหน่อย

 

ไฮคลาส : ฟังดูเป็นเหมือนชีวิตในฝันที่หลายๆ คนอิจฉา

ค่ะ ดิฉันก็ตัดสินใจถูกนะคะที่เลือกคุณประชา ทีแรกที่กลับมาจากไซ่ง่อนกับคุณพ่อ ก็เบื่อแล้วนะชีวิตการทูต จนกระทั่งหนีไปอยู่ดาลัด พอย้อนกลับมาคิดอีกที ตอนนั้นก็เบื่อแล้วสัญญากับตัวเองว่าจะไม่แต่งงาน กับคนที่ทำงานกระทรวงการต่างประเทศโดยเด็ดขาด (หัวเราะ) เราก็คิดถึงเพื่อนคิดถึงบ้าน จากไปตั้งแต่ไปอยู่อังกฤษตั้ง 6 ปีแล้ว แล้วก็ไปอยู่ต่อที่เวียดนาม ไม่ได้กลับเมืองไทยเลย หายไป 7-8 ปี เพื่อนฝูงก็ห่างๆ กันบ้าง

 

ไฮคลาส : แต่สุดท้ายก็เป็นภริยาทูต และกลายมาเป็นภริยาปลัดกระทรวง

ค่ะ พอกลับจากปารีส คุณประชาก็มาเป็นปลัดกระทรวงฯ แต่ยังไม่เกษียณนะคะ คุณทักษิณก็เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ตอนนั้นคุณทักษิณอยู่พรรคพลังธรรมก็มาสนิทสนมกับคุณประชา รู้สึกว่าท่านจะโปรดปรานเหมือนกันนะคะ ท่านก็เลยชวนออกมา บอกให้ออกจากราชการก่อนเกษียณ จึงได้ตัดใจทิ้งกระทรวงฯ ออกมา

พอไปเล่นการเมืองแล้วก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ คงเป็นเพราะชำนาญด้านนี้ คุณประชาเขาเป็นอธิบดีมาแทบจะทุกกรมเลย ยกเว้นกรมพิธีการทูตที่ไม่ได้เป็นอธิบดี ก็คล้ายๆ ว่าถ้าได้คุณประชามาก็จะรู้จักดี คืออยู่มาตั้งแต่อายุ 25 จนกระทั่งจะเกษียณแล้ว ท่านก็จึงรู้จักกระทรวงฯ ดี และรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน

 

ไฮคลาส : การที่คุณสุมณีเขียนถึง ดร.ประชา ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ว่าทำให้รู้จักใช้ชีวิตอิ่มเอม

ได้มาหวนนึกว่าถ้าไปแต่งงานกับคนอื่นคงไม่ได้มีชีวิตแบบนี้ สมัยก่อนดิฉันก็มีคนมาขอคุณพ่อเยอะเหมือนกันนะคะ แล้วพอดีคุณพ่อชอบคนเรียนเก่ง คือดิฉันเกิดมาคุณพ่อก็ผิดหวัง เพราะอยากจะได้ลูกชายแต่ดันเป็นผู้หญิง แล้วคุณแม่คลอดยากมาก พอดีดิฉันตัวยาว แล้วคุณแม่ท่านก็ตัวเล็กๆ ปวดท้องห้าวันห้าคืน กว่าจะคลอดมาได้จนคุณหมอที่อยู่ศิริราช ท่านผู้อำนวยการปรึกษากันแล้วว่าจะผ่า ดิฉันก็เอียงตัวออกมาหน่อย คุณหมอก็เลยเอาคีมลากตัวออกมา ดีตาไม่บอดนะคะเนี่ย เกือบแล้ว (หัวเราะ)

เพราะคุณพ่อเคยใฝ่ฝันอยากได้ลูกชาย แล้วก็สอบชิงทุนได้ เรียนหนังสือเก่งๆ อะไรประมาณนั้น พอมาเจอคุณประชาเขาเป็นลูกเขยในฝันเลย เป็นลูกชายในฝัน เขามาขอก็ให้เลย แต่พอมานึกถึงช่วงที่ผ่านมาแล้วก็คิดว่า ถ้าดิฉันไปแต่งกับนายทหารก็จะได้ออกต่างจังหวัดแทนที่จะได้ไปต่างประเทศ อาจจะเป็นภรรยานายพลแทน ก็ไม่ทราบว่าถูกหรือเปล่า การได้เป็นคู่กับคุณประชาทำให้ชีวิตดิฉันสนุกสนานมาก (หัวเราะ) เหนื่อยก็จริง แต่ตอนนั้นยังหนุ่มยังสาว ก็ไม่เป็นไร

 

ไฮคลาส : มองย้อนไปสู่ชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจบ้าง

ดิฉันอายุ 22 เจอคุณประชา เจอกัน 3 เดือน แกมาขอ สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือ ยังไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนตัวเท่าไหร่ หลังจากกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ก็ได้แต่งงานกันแล้ว เมื่อขอรับพระราชทานน้ำสังข์เผอิญจังหวะที่พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำสังข์ได้เร็วด้วย จึงเรียกได้ว่าแต่งงานกันเร็ว

 

ไฮคลาส : ถ้ามองว่าคุณมีโอกาสได้ไปสัมผัสความเจริญของนานาอารยประเทศ ในทัศนะของคุณเองคิดว่าประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นประเทศชั้นนำเหมือนประเทศเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง

ของเราคล้ายๆ เรียนหนังสือกันน้อยไปหน่อยนะคะ จริงๆ เด็กไทยเราสมองดี อะไรดี ถ้าได้มีโอกาสละก็จะยิ่งดี แต่เสียอย่างเดียวคือมันไม่กว้าง ไม่ได้ออกไปเห็นโลก นอกจากลูกคนมีฐานะถึงจะได้ไปต่างประเทศ หรือไม่ก็ลูกคนที่ไม่ค่อยมีฐานะแต่ปัญญาดี ก็สอบชิงทุนไปได้ ซึ่งก็เป็นส่วนน้อย ผู้คนของเรานี่ไม่ใช่ด้อยกว่าเขาเลย เพียงแต่เราไม่มีโอกาสเท่านั้น

 

ไฮคลาส : ระยะหลังมานี้คุณยังไปเดินทางไปต่างประเทศอยู่ไหม

ไปบ้างค่ะ แต่ไปไกลๆ น้อยแล้วค่ะ เพราะหลังจากคุณประชาเสียชีวิต ดิฉันก็ต้องดูแลกิจการส่วนตัวเอง ลูกชายเขาก็ออกมาจากการเมืองแล้ว หลังจากเป็น ส.ส. อยู่ 2 สมัย ก็พอดีพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค เขาก็เลยขอหยุดพัก ก็ไปอยู่พรรคเพื่อแผ่นดินสักหน่อยนึง เผอิญท่านผู้ใหญ่ชวนไปให้ไปเป็นโฆษก แล้วเขาก็ลาออกมาเพราะว่าก็อยากจะเว้นวรรคสักพักนึง อะไรทำนองนั้นค่ะ

 

ไฮคลาส : แล้วระยะหลังเมื่อที่เหลือกันสองคนแม่ลูกเวลาเดินทางนั้นคุณไปกับลูกชายหรือ

หลังๆ เขาไม่ค่อยได้ไปค่ะ ก่อนหน้านั้นเขาไปกับคุณพ่อ ดิฉันก็เอาแต่เต้นรำเท่านั้น (หัวเราะ) เพราะว่าต้องอยู่รั้งท้ายเอาไว้ จะได้ดูแลที่บริษัท ตอนหลังคุณประชาเขาเกษียณออกมาแล้ว เขาก็เที่ยวเยอะ แกก็น่าจะเบื่อนะคะ ไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก็สัก 4-5 ปีก่อนที่คุณประชาจะเสีย ก็ไปเที่ยวตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดีย สองคนพ่อลูก ดิฉันก็ไปไม่ไหวแล้วมันลำบาก เขาก็ไปกันจนทั่วเลย กลับมาลูกชายเลยกลายเป็นมังสวิรัติเลย (หัวเราะ) ศรัทธามาก ตอนนี้เลยเตรียมที่ดินเขาแผงม้าเอาไว้ กะว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับให้เขาไปนั่งวิปัสสนา ก็ไม่ทราบจะสำเร็จหรือเปล่านะคะ ที่เราไปพัฒนาเอาไว้ และอากาศเย็นสบายดีด้วย

 

 

ไฮคลาส : ถ้าหากมองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการเป็นลูกสาวของคุณพ่อ จนถึงตอนนี้วิธีการมองโลกของคุณสุมณีเปลี่ยนไปไหม หลังจากที่ผ่านอะไรต่างๆ มามาก

คุณพ่อเป็นคนทันสมัยมากเลยค่ะ เพราะท่านเป็นนักเรียนฮ่องกงนะคะ จากสวนกุหลาบท่านก็ไปฮ่องกง ภาษาอังกฤษดีมาก พอตอนหลังก็เรียนภาษาฝรั่งเศสด้วย ทั้งสองภาษาเก่งมากเลย ทางกรมตำรวจส่งให้ไปเป็นทูตอยู่ต่างประเทศ ท่านก็ให้ดิฉันเรียนเปียโนเรียนอะไรไป เรียนทุกอย่างที่ขวางหน้าว่าอย่างนั้นเถอะค่ะ เผื่อว่าวันหนึ่งจะต้องแต่งงานกับใคร มีอาชีพอะไร เราก็จะได้ตามสามีได้

สมัยนั้นแม้จะเป็นลูกสาวคนเดียว อายุก็เพิ่ง 15 ท่านก็กล้าส่งไปนะคะ คุณแม่ก็ร้องไห้ซะใหญ่เลยก็ลำบากนะคะไปเมืองนอกในสมัยนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย อะไรๆ ก็มันไม่ใช่สุขสบายเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่ก็ดีค่ะ ไปลำบากได้ผจญอะไรต่ออะไร เราก็จะได้ช่วยตัวเองได้ เพราะไม่อย่างนั้นลูกคนเดียวจะทำอะไรไม่เป็น ก่อนหน้านั้นจะไปไหนคุณพ่อคุณแม่ยังให้คนเดินตามทุกวัน ไปรับไปส่ง กลางวันก็ส่งถึงโต๊ะ ไม่เคยได้เดินไปโรงเรียนคนเดียวเลย

 

ไฮคลาส : จนถึงตอนนี้ คุณมีเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ที่อยากจะทำ มีอะไรบ้างหรือเปล่า

จริงๆก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้วนะคะ แม้กระทั่งทานข้าวติดกับนีล อาร์มสตรอง ที่เขาขึ้นไปโลกพระจันทร์ เราก็เจอมาหมดแล้ว ตอนนี้ก็มีลูกคนเดียว เขาก็อายุ 40 กว่า มีอะไรทุกอย่างก็ยังไม่ทราบว่าจะไปให้ใครอะไรเลย เพราะมีกันสามคนพ่อ แม่ ลูก

มาตอนนี้คุณประชาเสียไปแล้ว ดิฉันกำลังนั่งกลุ้มใจอยู่ว่าจะทำยังไงดี ก็ตั้งมูลนิธินะคะ แต่ว่ามูลนิธินี่เราก็ยังไม่รู้นะคะ ฟังจากรอบด้านเขาก็ว่าภัยธรรมชาติจะมา ที่จริงตั้งไป 5-6 ปีแล้วค่ะ แต่ว่ายังไม่ได้ให้มันแอคทีฟขึ้นมาเพราะว่าเรายังอยู่ ก็จะยกทุกอย่างนี้ให้มูลนิธิ ยกเว้นจิวเวลลี่ที่อาจจะดูก่อนอีกที เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะหากรรมการที่ไหนได้ สำหรับเราตอนนี้ก็จะหาไว้ได้ดีสัก 6-7 คนอะไรทำนองนั้น แต่ว่าต่อจากนั้นจะหาให้ได้ต่ออย่างไรยังไม่ทราบ

 

ไฮคลาส : เป้าหมายของมูลนิธิมณีมณฑ์ชา ชัดเจนหรือยังว่าสุดท้ายจะมุ่งไปทางไหน

ดิฉันก็จะยกให้หมดแหละค่ะ จริงๆ ยังมีอยู่ในห้องเก็บของอีกเยอะแยะมาก แต่ว่าดูๆ แล้ว เราจะหาคนดูแลได้ไหม เพราะต้องเป็นคนที่รู้จัก ต้องเข้าใจ อย่างที่เมืองนอกเขายกให้เป็น private museum ได้ เพราะว่าเขามีคนเข้าใจ แต่ที่นี่แม้แต่เราจะหาเครื่องทำอากาศสำหรับสิ่งเหล่านี้ก็แพง แพงหมด รูปวาดต่างๆ เฉพาะพรมนั้น ดิฉันมีตั้งประมาณ 70 ผืน ผืนนึงก็หลายสตางค์ซึ่งก็เป็นของเก่าของดีทั้งนั้น แต่ว่ามันต้องหาเครื่องที่จะมาปรับอากาศ ความชื้นมากไปก็ไม่ได้ เมืองไทยดินฟ้าอากาศมันไม่อำนวย ก็ยังหาคนที่คิดว่าเขาจะเข้าใจมาทำไม่ได้ ที่มีอยู่ก็น้อยคน อาจจะมีอยู่เป็นหลานๆ แต่ว่าก็ยังเด็กนะคะ มันต้องมีคนที่รู้จักและรักในสิ่งเหล่านี้มาบริหารจัดการค่ะ

 

ไฮคลาส : จากภาพถ่ายต่างๆ คุณดูมีความสุข มีพร้อมทุกอย่าง แล้วอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ได้บ้างในเวลานี้

ก็เพราะทรัพย์สินนี่แหละค่ะ ทำให้มีความกังวล เป็นห่วง เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปอีกได้นานสักเท่าไหร่ ก็พยายามจะทำอะไรให้มันเรียบร้อยก่อนที่จะเป็นอะไรไป เพราะว่าลูกชายเขาก็มีของเขาแล้ว ซึ่งเขาก็เป็นผู้ชายและก็ไม่แต่งงานด้วย เขาก็ไม่ค่อยสนใจนะคะ ก็เป็นห่วงอยู่แค่นี้เท่านั้น ตั้งใจว่าจะยกให้ แต่ถ้าเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมา ถ้าปีหน้าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ขึ้นมาดิฉันจะทำอย่างไร มันก็มีอะไรๆ หลายอย่าง ดิฉันว่ามันไม่ยากนะคะ ถ้าเกิดจะไม่ทำมูลนิธิ หรือจะขายก็ได้นะคะ แต่ก็สงสารในความงามของมันที่ต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่ควร เราก็เคยไปร้านของเก่า เจ้าของเขาเป็นคนฮ่องกงมาเปิดร้านอยู่ ก็ยังอุตส่าห์ไปซื้ออะไรเขามาอีกจนได้ เราซื้อไอ้นี่เขาแล้วเขาจะซื้ออะไรเราบ้างไหม เขาก็บอกเอาสิๆ ก็ให้เด็กให้คนงานมาช่วยดู ดิฉันชอบสะสมอะไรเป็นคู่ๆ นะคะ คนงานเขาเอาออกมาตั้งไว้ ดิฉันก็ยังไม่ได้ออกมาดูเลยค่ะ พอมาดูก็ขายไม่ลงสักตัว เขาคงเอาไปด่าซะไม่มี (หัวเราะ) อุตส่าห์เรียกรถโกดังมาเลยนะคะ

ไฮคลาส : ไลฟ์สไตล์ในชีวิตปัจจุบันยังคงมีสีสัน

ก็คิวเยอะเหมือนกันนะคะ อย่างพรุ่งนี้เช้าต้องไปงานแต่งงานลูกเพื่อน ที่โรงแรมเอราวัณ ส่วนงานเต้นรำก็ไปทุกวันแหละคะ เขามีที่ไหนก็ไป หรือจัดกันเองก็มี

เพื่อนฝูงก็มีเยอะแยะค่ะ เต้นรำกันเป็นร้อยนะคะ ก๊วนดิฉันคือเขาก็ไม่ได้ไปทุกวันอย่างดิฉัน (หัวเราะ) ส่วนมากก็ไปอาทิตย์ละ 2-3 หน ก็ไปกับก๊วนนู้นบ้าง ก๊วนนี้บ้าง

 

ไฮคลาส : ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้ดูแลบริหารร่างกาย

ค่ะ ก็ช่วงบ่าย เพราะว่าช่วงเช้าดิฉันก็ทำงาน หมายถึงต้องเซ็นเช็ค มีประชุมกับบริษัททั้งหลาย บริษัทที่ลูกเขาเปิดทิ้งไว้ นี่ก็พยายามจะปิดอยู่หลายบริษัทเหมือนกัน แต่มันไม่ได้ปิดกันง่ายๆ (หัวเราะ) ไอ้เราก็พยายามไม่ค่อยจะทำอะไรแล้วนะคะ แต่มันก็ยังมีอยู่ แต่พอบ่าย 2 โมง ดิฉันก็ไม่เอาอะไรแล้ว เลิก หยุด ยกเว้นว่าอันไหนสำคัญจริงๆ จะเอาไปใส่รถไว้ แล้วระหว่างทางไปเต้นรำจะได้เซ็นให้

 

ดิฉันตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าค่ะ

 

ไฮคลาส : แล้วมีเกณฑ์ไหมว่าจะต้องเข้านอนกี่โมง

ไม่มีค่ะ มันกะเกณฑ์ไม่ได้ บางทีเต้นรำเสร็จเลิกเที่ยงคืน กว่าเราจะกลับบ้าน กว่าจะล้างหน้า เอาเครื่องสำอางออก ขนาดนี้ยังมีสิว แก่แล้วยังมีสิวขึ้น (หัวเราะ) กว่าจะได้นอนตี 1 ตี 2

 

ไฮคลาส : ปรัชญาการใช้ชีวิตของคุณต้องไม่เหมือนคนทั่วไปในวัยเดียวกันแน่ๆ เพราะคุณยังสนุกสนานอยู่ได้ทุกวัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนี้

ก็คือชีวิตอยู่ในสังคมมาตลอด ตั้งแต่เด็กจนแก่ ก็ชอบอยู่กับเพื่อนกับฝูง การงานก็พยายามจะรับเท่าที่เรารับไหว มันก็ยังเห็นหน้ากันอยู่นะคะสังคมไทย กรุงเทพฯ มันก็แคบนะคะ

 

ไฮคลาส : คุณมองภาพสังคมชั้นสูงในปัจจุบันนี้ต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร

สังคมชั้นสูงเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีนะคะ

 

ไฮคลาส : หมายถึง…ไม่รู้ว่านิยามตอนนี้มันคืออะไรด้วยซ้ำ

ใช่ค่ะ มันไม่ใช่อย่างที่เราเคยมานะคะ อย่างเราก็นั่นมาเป็นศตวรรษแล้วนะคะ ก็ได้เห็นอะไรมาก่อน และหลัง อะไรทำนองนั้น เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปเรื่อยๆ

 

ไฮคลาส : เดิมมันเป็นอย่างไรในความรู้สึก แล้วปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร

เดิมมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นสังคมอีกอย่างหนึ่งไปเลย จริงๆ มันควรจะเป็นเหมือนเมื่อก่อน ออกไปเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เวลาเราจะเลี้ยงจะอะไรกัน ก็ไปเลี้ยงกันที่ร้านอาหาร มีใครจะมีสักกี่คนที่มีบ้านใหญ่โตแล้วไปเลี้ยงในบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้คนในบ้านหายาก แม่บ้าน คนครัว ที่จะมาเลี้ยง ที่จะมาเอนเตอร์เทนเหมือนในสมัยก่อน มันก็ยากนะคะ

 

ไฮคลาส : การออกงานของสาวสังคมในวันนี้ มาสู่ยุคที่มีวัฒนธรรมเปิดตัวสินค้า ก็เป็นงานอีกลักษณะหนึ่ง

อันนั้นจริงๆ มันไม่ใช่งานสังคมนะคะ เหมือนเราไปช่วยเขา ดิฉันก็ไม่ค่อยรู้จัก จริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ไป งานใหญ่จริงๆ ก็มีงานการกุศลเท่านั้นเอง เมื่อก่อนก็จะไม่มีพวกงานเปิดสินค้าต่างๆ เดี๋ยวนี้เหมือนเป็นเทรนด์ใหม่ งานสังคมชั้นสูงในยุคก่อน เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน สมัยที่อยู่วงการทูตก็ต้องออกไปหาข่าวสาร ถึงแม้เราจะเป็นผู้หญิง คือการออกงานของทูตนั้นภรรยาก็ช่วยได้ด้วยนะคะ คือการไปหาข่าวสารนี่เอง รู้จักทูตพูดจาด้วยกัน ข่าวสารอะไรก็ต้องรายงานมาทางกระทรวงฯ ถ้าเราแคบไม่ได้เลี้ยงใครเลย เขาก็ไม่เลี้ยงเรา ก็ไปนั่งเก็บเงินเฉยๆ

 

ไฮคลาส : แต่สมัยนี้ไปออกงาน ก็คือไปออกงานให้เขา เหมือนเราไปแสดงตัว

ไม่ได้ไปแสดงตัว แต่ก็ไปช่วยเขา ให้งานเขามีสีสัน เขาเชิญมาเราก็ไป ก็ไม่ใช่ว่ามีสีสัน ก็ไปช่วยว่าเขาจะได้มีคนเยอะๆ ไป

 

ไฮคลาส : ผ่านชีวิตมาหลายประเทศแล้ว เมืองไทยยังเป็นเมืองที่น่าอยู่เหมือนเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เมืองไทยเป็นบ้านของเรานะคะ ทรัพย์สมบัติก็อยู่ที่นี่ ดิฉันจะขายหมดทุกอย่างแล้วไปอยู่เมืองนอกก็ได้ แต่ว่ายังมีคนเก่าคนแก่ ยังมีอะไรต่ออะไรอยู่ ลูกเขาก็อยู่ที่นี่ ทั้งที่น่าจะเป็นเด็กฝรั่ง เพราะไปทั้งฮ่องกงตั้งแต่ยังเด็ก ตามไปไคโร ไปไหนๆ แทบจะไม่ได้อยู่เมืองไทย สมัยนั้นเขาเด็กๆ ช่วงไหนที่เรากลับมาอยู่เมืองไทยก็ส่งเขาไปโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี เรียนเป็นภาษาฝรั่ง เพราะว่าเวลาเขาไปต่างประเทศจะได้ไปต่อได้เลย แต่ก็สงสาร พอกลับมาบ้านตอนเย็นดิฉันก็เอาครูไทยเอามาให้สอนพิเศษอีกสองชั่วโมง แล้วพอถึงปีทีหนึ่งก็ไปซื้อหนังสือเรียนให้เหมือนชั้นเรียน ปีหนึ่งเขาก็ไปสอบเทียบเท่า เขาก็จบป. 4 ไทยนะคะ ก็เขียนหนังสือได้แต่เขียนไม่เป็นตัว เดี๋ยวนี้ดีขึ้นค่ะ ตั้งแต่เป็นส.ส. ไม่อย่างนั้นอายเขา เขียนตัวเท่าหม้อข้าวหม้อแกง เมื่อก่อนนี้บอกว่าจะเอาปลอกหมอนก็พูดว่าเอาผ้าห่อหมอน แต่พอมาอยู่เมืองไทยก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ต้องปรับตัว ลูกพวกกระทรวงต่างประเทศก็เป็นแบบนี้นะคะ ก็ต้องลำบากหน่อย

 

ไฮคลาส : นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ยังทำให้ดูสวยสดใสอยู่ตลอดหรือเปล่า และเป็นเพราะดูแลตัวเองดี

ค่ะ อันนี้ก็ทำให้เสียเวลาเยอะอยู่เหมือนกัน ในการดูแลตัวเอง ทุกอาทิตย์ก็ต้องไปหาหมอผิวหนัง อายุเยอะแล้ว พอดีหน้ามันมีสิวก็ไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลในเมืองไทยนี่แหละคะ ไปขอยาเขามา หรือจะเลือกแชมพูสระผมควรจะใช้อะไรดี

 

ไฮคลาส : ทราบว่าทานอาหารไม่เหมือนทั่วไป มีสูตรลับอะไรพิเศษบ้าง

ค่ะ อย่างจะถ่ายทำนี่ดิฉันก็กินตามสูตรสักอาทิตย์นึง อันนี้มันเวิร์คเพราะว่ามาจากโรงพยาบาลที่นิวยอร์ก แล้วเราก็ไม่อด เรากินทุกวัน และก็ต้องกินตามของเขานะคะ สองสามวันแรกก็เป็นพวกผักผลไม้ เหมือนกับดีทอกซ์ จะทำให้เราไปห้องน้ำบ่อยขึ้น ท้องแบนเลยนะคะ ทานผลไม้ทั้งวัน จะทานมากเท่าไหร่ก็ได้ คือหิวก็ทาน วันที่สองก็ผักทั้งวัน มันอาจจะมีซุปบ้าง วันที่สามก็ผักผลไม้ วันที่สี่ก็กล้วย นม วันที่ห้า อย่างวันนี้ก็ทานเนื้อได้ ทานเนื้อกับมะเขือเทศ พรุ่งนี้ก็ทานปลาพอดีเลย ไปงานลูกเพื่อนจะได้ทานอะไรกับเขาได้ ไม่อย่างนั้นต้องหิ้วปิ่นโตไป (หัวเราะ)

 

ไฮคลาส : ไปออกงานก็ต้องเอาไปทานเองด้วยหรือ

เวลาไปเต้นรำก็หิ้วไปเองค่ะ เพราะว่าถ้าทานสูตรแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะควบคุมไม่ได้

 

ไฮคลาส : นอกจากดูแลธุรกิจ ใช้ชีวิตสนุกกับการเต้นรำ ไปงานสังคมบ้างเป็นครั้งคราว ทราบว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อิ่มเอมคืออุปการะเพื่อนร่วมโลกสี่ขาที่ขาดแคลน

ก็มีสุนัขที่ซอยพัฒนาการ 44 ดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจ ก็ดูทีวี เขาบอกมีหมาสี่ห้าร้อยตัวกำลังอดอยาก ดิฉันก็ส่งเลขาฯ ไปดู ไปกับคนรถและแม่บ้านบริษัท…เขาร้องไห้กลับมากันใหญ่เลย สงสาร แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแลแบบนี้เราก็ไปช่วยสนับสนุน ก็ให้ทุกอย่าง ให้เพราะสงสาร เดือนหนึ่งๆ ก็มีข้าว 4 กระสอบ แล้วอาหารก็ต้องเพิ่มเพราะมันเพิ่มเป็น 600 ตัวแล้ว คือเราก็พยายามให้ พอพวกทีวีเวลาเขามาสัมภาษณ์ ก็ขอให้เขาช่วยเผยแพร่ให้บ้าง ก็ให้ช่วยหน่อยเพราะเราคนเดียวก็แย่ อาหารสุนัขนี่มีสี่รส ไก่ หมู เนื้อ ปลา ก็เป็นพันกิโลนะคะ ข้าวด้วยอะไรด้วย ก็อย่างละร้อยกิโลฯ อะไรทำนองนั้น กรงนี่ก็ห้าสิบหกสิบกรง บางทีหมาแม่ลูกอ่อนเขาก็ต้องใส่กรงไว้ เดี๋ยวหมาตัวอื่นมันมาข่มเหง ตัวไหนมันขี้เรื้อนมากๆ ก็ใส่กรงไว้ไม่ให้มันมายุ่งกับตัวอื่น แล้วก็มียา มีโต๊ะที่มีน้ำเกลือเหมือนเวลาไปหาหมอ แต่พอคนดูทีวีแล้วก็มีเอาไปทิ้งเพิ่มอีก ไม่ได้ไปทิ้งดีๆ นะ บางทีเอาไปโยนไว้ มันก็ขาหัก ก็ต้องมานั่งดูแลกันอีก เหมือนรู้แหล่งแล้วว่ามีที่นี่ที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ก็เลยเอามาปล่อย แล้วเราก็รักสุนัขอยู่แล้วด้วย

ไฮคลาส : คุณเจอคนมาเยอะมาก คงทำให้เข้าใจโลกทะลุปรุโปร่ง

อยู่มาจนป่านนี้แล้วก็เข้าใจค่ะ ไม่ค่อยถือสาใครอะไรนะคะ ใครทำอะไรบางทีก็อาจจะมีระคายบ้าง แต่นึกถึงเราก็ใช้ความเมตตา เราก็ต้องอภัยค่ะ มองดูแล้วก็อยากจะช่วยเขานะคะ

 

————————————————

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...