HiclassSociety.com-Thailand 's Luxury Lifestyle & High Society » INTERVIEW
รพี สุจริตกุล
May 18, 2013เสพศิลป์เพื่อจินตนา เครือธนาคารกสิกรไทยถือได้ว่าเป็นองค์กรที่พิสมัยงานศิลปะมากเป็นอันดับต้นๆ ในแวดวงธนาคารของประเทศไทย ถึงขนาดมีหอศิลป์เป็นของตัวเอง เมื่อองค์กรมีลักษณ์เป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บุคลากรในองค์กรย่อมมีอารมณ์สุนทรีย์ ชื่นชมและชื่นชอบงานศิลปะไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ชื่นชอบงานศิลป์ถึงขนาดลงทุนสะสมด้วยตัวเอง “เป็นเรื่องของความชอบครับ รูปที่ผมชอบจะเป็นรูปที่ค่อนข้างจะต้องถ่ายทอดมาจากจินตนาการของศิลปิน งานที่ผมชื่นชอบไม่ได้ไปในแนวของรูปวิว รูปต้นไม้ รูปท้องนาต่างๆ แต่ชอบรูปที่ศิลปินมีแรงบันดาลใจ แล้วเขาสามารถถ่ายทอดออกมาได้ เป็นรูปภาพซึ่งบางครั้งเราตะลึงว่าคุณคิดที่จะวาดรูปอย่างนี้ออกมาได้ยังไง คิดไม่ถูก แต่เขาสามารถที่จะวาดออกมาแล้วทำให้มันสวยได้ด้วย มันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มาก (เน้นเสียง) “เริ่มสะสมรูปจากการรู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเก็บรูปค่อนข้างเยอะครับ เริ่มซื้อรูปจากเขา คนนี้เป็นคนที่ชอบเก็บรูปที่ถ้าภาษาคนดูรูปเขาบอกว่าเป็นรูปค่อนข้างแรง เป็นรูปพวกแนว Surrealism เป็นแนว Abstract เป็นรูปที่ดูแล้วมีพลังค่อนข้างมาก ดูแล้วเห็นจินตนาการของตัวศิลปิน “รูปแรกที่ผมซื้อ เป็นตอนที่ผมยังทำงานอยู่ที่ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เป็นรูปคนแต่งชุดแสดงโขน นั่งอยู่บนม้ายาวข้างหลังโรงละคร แล้วข้างๆ ก็มีหัวโขนวางเต็มไปหมดเลย ได้คุยกับศิลปิน เขาบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการแสดงถึงก็คือคนคนนี้เวลาออกไปแสดง ออกไปสู่แสงก็ต้องใส่หัวโขนไปแสดง แต่พอกลับมานั่งแล้วถอดหัวโขนออกก็จะเป็นตัวของตัวเอง แล้วเป็นบรรยากาศที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องใส่หัวโขนหลายอย่างมากเพื่อออกไปเจอกับคนหลายประเภท ไปเจอกับอะไรต่างๆ พอกลับมาถอดหัวโขนออกก็หมดแรง นั่นเป็นรูปแรกที่ผมเริ่มเก็บอย่างจริงจัง แล้วทีหลังก็ทยอยซื้อเป็นของส่วนตัว ซื้อจนบางรูปต้องไปฝากบ้านเพื่อนไว้ (หัวเราะ) เพราะหมดที่ติด ไม่รู้จะทำยังไง คือความจริงห้องนี้ (ชี้ไปรอบๆ ห้องทำงาน) มันไม่ควรจะติดเกิน 2 รูป แต่ก็ทนไม่ได้ ต้องขอติดหน่อย (หัวเราะ) ถ้านับรวมทั้งหมด ทั้งที่บ้าน ทั้งที่นี่คือที่ทำงาน และที่บ้านเพื่อนด้วย ก็มีประมาณ 15 รูปได้ครับ “ด้วยเหตุที่ไม่มีที่จะติดแล้ว รูปจึงเป็นอะไรที่ตอนหลังๆ พยายามจะไม่ไปดู (หัวเราะ) ปกติผมเป็นคนซื้อของยากมาก ดูแล้วดูอีกๆ แต่รูปนี่เห็นแล้วแบบหน้ามืด นี่ยังมีรูปอีกรูปหนึ่งที่ซื้อค้างไว้อยู่ ศิลปินยังไม่ได้ส่งมอบ เขาต้องเก็บไว้แสดงก่อน ไปขอซื้อเขา เขาบอกยังไม่อยากจะขาย เราก็อ้วนวอนว่าขอซื้อ จนเขาก็โอเค ขายให้ก่อน “แต่รูปที่แพงที่สุดผมกลับไม่ได้เป็นคนซื้อนะครับ เป็นรูปที่ตกทอดมาจากคุณแม่ แล้วท่านก็ยังไม่ได้ให้นะ ผมไปขอมา (หัวเราะ) ตอนนี้ติดอยู่ที่บ้าน เป็นรูปของอาจารย์ทวี นันทขว้าง เป็นรูปรุ่นแรกเลยของอาจารย์ทวี เป็นรูปคู่กับรูปที่ประกวดได้รางวัลที่อิตาลี ท่านวาดรูปภูเขาทองเป็นรูปคู่ รูปหนึ่งได้รางวัลที่อิตาลี ส่วนรูปที่บ้านผมไม่ใช่รูปที่ได้รางวัล แต่เหมือนกันเลย เพียงแต่สีเป็นคนละเวลา “การดูรูปสำหรับผมมันให้จินตนาการครับ เรื่องจินตนาการนี่เป็นเรื่องที่ผมให้ค่าว่าเป็นเรื่องใหญ่ ศิลปินสามารถจินตนาการและตั้งใจถ่ายทอดออกมา คนพวกนี้ผมไม่คิดว่าเขาทำเพราะเงิน เพียงแต่อย่างที่บอกว่าเงินอาจจะมีส่วนสำคัญในการยังชีพของเขา แต่ถ้าเราไปคุยกับศิลปินบางคน เรื่องเงินสำหรับเขาไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารักกันชอบกัน คุยกันรู้เรื่อง ต่อเท่าไหร่ก็ได้ บางทีก็บอกเอาไปเลย แต่ถ้าพูดจาไม่ถูกหูกันหรือว่าเข้าไม่ถึงจินตนาการของเขา ให้ราคาแพงเท่าไหร่ก็ไม่ขาย มันจะเป็นลักษณะนั้นมากกว่า “ความฝันของผมที่อยากจะทำให้รูปในสะสมก็คือ สักวันหนึ่งผมอยากจะทำร้านอาหารเล็กๆ ที่บ้านคุณแม่ผมที่เชียงใหม่ บ้านอยู่ติดดอยสุเทพแล้วที่ก็ค่อนข้างกว้าง ถ้าเกษียณก็อยากจะกลับไปทำเป็นร้านอาหารเช้าเล็กๆ แล้วกลางวันก็ทำเป็นร้านเค้กหรือร้านกาแฟ แล้วก็จะเอารูปในสะสมไปติดที่นั่น (หัวเราะ) แต่ไม่รู้จะกำไรหรือขาดทุนนะครับ ก็เป็นความฝันหนึ่งในอนาคต...
Read moreกมล เอี้ยวศิวิกูล เจ้าพ่อตลาดหุ้น
January 10, 2013นิยามความสำเร็จในชีวิตของคนแต่ละคน ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามเป้าหมายที่มุ่งหวัง มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาสู่หมุดหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตด้วยระยะทางเพียงไม่กี่...
Read moreสมบัติ โสตถิวรนันทน์ กับ ศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ ALVIS Speed Twenty SB 1934
March 9, 2012"ผมชอบศิลปะพอๆ กับรถคลาสสิค..." เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาซึ่งทำให้เราได้รู้จักตัวตนอีกแง่มุมหนึ่งของ สมบัติ โสตถิวรนันทน์ นายกสมาคมรถคลาสสิคแห่งประเทศไทยคนล่าสุด แม้ว่าคนทั่ว...
Read moreอธิศ สุวรรณดี
May 18, 2013A Reflection of Leadership and Beautiful Mind คนส่วนใหญ่ย่อมต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ อาจเพราะว่ามันช่างหอมหวนชวนฝัน แต่การเป็นหัวขบวนที่ดีมิได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลเพียงคนเดียวเสมอไป ความเข้าใจในบริบทต่างๆ ของผู้อื่นรวมถึงตนเองล้วนส่งเสริมทั้งบุคคลและองค์กรให้ก้าวหน้า สำหรับเมืองไทยในปัจจุบัน การศึกษาในด้านผู้นำองค์กรนั้นได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่าการบริหารจัดการธุรกิจ และหนึ่งในบุคคลผู้คลุกคลีอยู่กับองค์ความรู้แขนงนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวอย่างทรงพลัง อธิศ สุวรรณดี กระสุนนัดสุดท้ายลูกชายคนสุดท้องของ เกษม สุวรรณดี ผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัยกิตติคุณ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และ พรรณี พิสณฑ์ยุทธการ ผู้บริหารการศึกษา “ล่าสุด Thailand’s Economic Outlook (2007) มองว่าหลักสูตรฝึกอบรมทางด้านภาวะผู้นำเป็นที่ต้องการและเป็นที่นิยมในการฝึกอบรมบุคลากรขององค์กรชั้นนำต่างๆ ในขณะนี้ นั่นแสดงว่าสาขาวิชานี้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่ผมเรียนมานั้นคืออะไรและเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างไรในการทำงาน” จากการแนะนำของดร.เสนีย์ สุวรรณดี ผู้เป็นพี่ชายและประกอบกับความต้องการส่วนตัวของคุณอธิศ จึงทำให้ว่าที่ด็อกเตอร์ด้านผู้นำองค์กร (Ed. D. in Organizational Leadership, Pepperdine University, California, U.S.A.) คนนี้เลือกเข้ามาฝึกและศึกษางานในด้านบริหารและพัฒนาบุคลากร ที่สำนักบุคลากร มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต พร้อมแบ่งเวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก “ตอนนี้ Leadership ไม่ได้มีความจำเป็นเฉพาะบุคลากรที่เป็นผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ระดับกลาง ระดับล่างต้องมีหมด เพราะมันไม่ได้หมายถึงแง่บุคลิกภาพอย่างเดียว แต่แตกออกเป็นหลักใหญ่ๆ คือจะต้องรู้จักให้กำลังใจลูกน้อง กล้าตัดสินใจ หาวิธีการหานวัตกรรมในการปฏิบัติงานให้สำเร็จ ผลักดันให้คนอื่นทำงานเป็น รู้จัก transform อำนาจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่ามันจำเป็นสำหรับผู้บริหารในทุกระดับ แต่อาจแตกต่างในรายละเอียด” “จริงๆ แล้วทุกคนไม่ต้องขึ้นมาเป็นผู้นำตลอดเวลา บางเรื่องคุณสามารถเป็นผู้นำแล้วผมเป็นผู้ตาม ยืดหยุ่นได้รู้ว่าจุดไหนควรจะใช้ใครและวิธีการอย่างไร ถ้าเรามีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ เราก็ take action ในบทบาทของผู้นำ แต่ในสิ่งที่เราไม่รู้เราก็เป็นผู้ตามตามเขาแล้วเดินไปด้วยกันซึ่งก็คือการทำงานเป็นทีม ทุกๆ คนควรจะมีทั้งภาวะผู้นำที่ดีและภาวะผู้ตามที่ดีอยู่ในคนเดียวกันโดยเลือกใช้ให้เหมาะสม ถ้าเป็นผู้นำกันหมดแล้วไม่มีผู้ตามเลยงานก็ไม่เดิน ในทางกลับกันหากทุกคนรอแต่จะตามท่าเดียวแต่ไม่มีผู้นำงานก็ไปไม่ได้ การเป็นผู้นำและผู้ตามในสถานการณ์ที่เหมาะสมจึงเป็นสไตล์ที่นำมาปรับใช้ได้บ่อยครั้ง” โดยก่อนจะมาถึงวันนี้ของ อธิศ สุวรรณดี วัยเด็กของลูกชายคนเล็กในบ้านค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ ‘คะนองอย่างมีขอบเขต’ อีกหนึ่งบทพิสูจน์ชีวิตท่ามกลางความห่วงใยจากคนรอบข้าง “การที่มาเป็นตัวผมในทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ คือคุณพ่อเริ่มและทำธุรกิจการศึกษาซึ่งครอบคลุมทุกวงจรตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา ท่านเป็นคนเก่งและแกร่ง เท่าที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กผมรู้สึกว่า ไม่มีคำว่า เป็นไปไม่ได้ ในพจนานุกรมส่วนตัวของคุณพ่อ แต่ผมไม่เลยครับ! เจอคำนี้แทบจะทุกหน้าในพจนานุกรมส่วนตัวของผม (หัวเราะ) ในส่วนของคุณแม่ ผมต้องขอขอบพระคุณสำหรับความรักและบารมีที่ปกป้องผม หล่อหลอมให้ผมเป็นคนดี คิดดี มีจิตใจที่ดี เหมือนกับคุณแม่ทำให้ชีวิตของผมพบแต่สิ่งที่ดีงาม” “ชีวิตคนในทุกวันนี้ไม่ได้ยาวมากนัก ผมมองว่าการให้ความสุขให้รางวัลกับตัวเองและให้ความสุขกับคนที่เรารักก็ทำไปเถอะครับ เห็นตัวอย่างมาเยอะที่เหนื่อยมากทุ่มเทกับการงานแต่ท้ายที่สุดก็หมดเวลาที่จะให้รางวัลกับตัวเอง ที่จะให้ความสุขกับคนรอบข้าง มันก็จริงนะครับที่ฝรั่งเขาพูดว่า Try to live your life to the fullest. ...
Read moreจามิกร แสงสิริ
May 12, 2013จินตภาพ การเดินทาง และความทรงจำ ความเป็นมาก่อนหน้าที่จะมาทำงานถ่ายภาพ? ผมเรียนมาทางด้านออกแบบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พอจบมาก็ทำงานออกแบบเครื่องมือแพทย์ พวกเวชภัณฑ์ สักพักหนึ่งปี 2527 ทำงานได้ปีเดียวก็ออกมา จากนั้นก็ไม่ได้ทำงานอะไรเลย ก็กลับมาตะลอนจับกล้องถ่ายรูป ก่อนหน้านั้นเคยถ่ายภาพบ้างหรือเปล่า ? ก่อนหน้านั้นไม่ได้สนใจ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตระเวนถ่ายภาพ ประมาณปี 2529-30 นี่ละ เผอิญเราถ่ายไว้เป็นชุดๆ ไปไหน ไปต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนฝูง เราก็เอากล้องไปด้วย พอล้างฟิล์มมา เราก็เอาไปกองไว้ในที่พัก เราไม่รู้หรอกว่าทำยังไง เผอิญเพื่อนเขาที่ทำงานโรงพิมพ์ ซึ่งมาเที่ยวด้วยกันเห็นงานเข้า ก็เอามาส่องๆ ดู แล้วก็บอกว่า เจ้านายเขาอยากได้ภาพวิว ภาพวัดอะไรพวกนี้ เพื่อนก็เลยลองไปเสนอขายเขาดู ก็หายไปเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ เราก็คิดว่าฟิล์มเราศูนย์ไปแล้ว เขาคัดไปเป็นชุดๆ ประมาณเดือนหนึ่งเขากลับมา เขาบอกว่าเขาคัดไว้ 50 รูป แต่ปัญหาคือยังไม่รู้ว่าเราจะขายเท่าไรยังไง ? คือขายก็ขายขาดไปเลยก็เสียดาย แต่คิดในใจว่า เสียดายอะไร ก็เลยบอกเขาไปว่ารูปละ 500 บาทเลยแล้วกัน เขาก็หายไปพักหนึ่งเลยนะ เงินก็ยังไม่ได้ เราก็คิดว่าสูญอีกแล้ว แต่เขาก็โทรมาแล้วก็เอาเงินมาให้ เราก็จัดการแบ่งเงินให้เพื่อน เอาไปซื้อฟิล์ม ซื้ออะไรมาถ่ายอีก คือมันฮึดเลย พอมันมีช่องทาง เพราะอีกอย่างช่วงนั้นเบื่อๆ เรื่องอะไรหลายเรื่อง ก็เลยตระเวนถ่ายรูปดีกว่า เพราะว่ารู้สึกว่ามันเปิด มันท้าทาย จากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติม เปิดหนังสือกล้องอ่านไป ถ่ายไปเรื่อย ต่อจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการโฆษณา เพื่อนก็ชวนให้เข้ามาเปิดสตูดิโอ ก็ทำโฆษณามาเรื่อยหลังพฤษภาทมิฬ 35 ก็ผ่อนๆ ลงไป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าเราเข้าไปอยู่ในวงการโฆษณาจริงๆ แล้วเนี่ย มันก็ยังไม่ใช่อีก พอถ่ายไปสักพัก ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคดี ตรงที่เราไปเจอสิ่งที่เลวร้ายบางอย่าง โฆษณาสินค้า สินค้าที่ดีจริงมันมีอยู่ แต่พอเราไปเจอสินค้าไม่ดีนี่ทำให้เรากดดัน เราจะต้องทำให้สินค้าเขาดีในแง่ภาพพจน์ แต่พอเราไปเจอแล้วมันไม่ใช่ไง หลังๆ ก็มาทำงานพวกสารคดีบ้าง เดินทางถ่ายภาพในแนวศิลปะ ถนัดการถ่ายภาพสีหรือขาวดำมากกว่ากัน ? คือที่จริงถนัดทั้งสองอย่าง แต่ว่าหลงใหลการถ่ายขาวดำ เพราะในชีวิตเราเห็นสีมาทั้งชีวิต พอเรามาถ่ายภาขาวดำ มันมีแสงมีเงา มีเสน่ห์ ถ้าไม่มีแสงมีเงามันก็ไม่เรียกงานขาวดำ มันมีโทน มีอะไรของมันอยู่ มันเหมือนงานเขียนรูป ตรงที่มันน่าดูและมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง หัวข้องานนี่เลือกอย่างไร ? คือการทำงานนี่น่าจะเริ่มต้นจากแนวความคิดก่อน คือไม่น่าจะสะเปะสะปะไปเรื่อย ผมคิดว่าตั้งแต่เริ่มแรกผมติดที่จะทำงานภาพถ่ายเป็นชุด ผมเลยติดที่จะถ่ายแบบนั้น ไม่ใช่เราเห็นอะไรเราก็ถ่ายไปเรื่อย ในฟิล์มม้วนหนึ่งเต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้สารพัดสารเพ แต่ถ้าเราทำงานแบบเป็นชุด เราจะมีคอนเซ็ปท์ เราจะสามารถเจาะเข้าไปลึกในเรื่องหนึ่งๆ ถ้าเราถ่ายไปเรื่อยเราอาจไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเราถ่ายเพียงเรื่องๆ เดียวผมคิดว่าเราจะได้อะไรมากกว่า ทำไมถึงเลือกไปทำงานที่เนปาลหรือธิเบต? ตอนนั้นผมคิดว่าจะไปศึกษาดูศิลปะ แล้วไหนๆ ก็ไปแล้ว ผมก็เลยพกกล้องไปถ่าย เสร็จแล้วก็ได้มาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสารคดี-เรื่องสั้นมีชื่อเรื่องว่า เดินใต้ดวงตะวันสู่สวรรค์บนดิน เป็นงานที่ทำร่วมกับอัคนี มูลเมฆ (นักเขียน-นักแปลที่แปลผลงานของลีโอ ตอลสตอยออกมาหลายต่อหลายชิ้นด้วยกัน-กองบก.) ไปด้วยกันสองคน การทำงานถ่ายภาพมีจุดที่เหนื่อยหรือเบื่อไหม ? มันไม่เหนื่อยไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย เพราะมันเป็นเรื่องของการบันทึก การบันทึกเรื่องใหม่ เรื่องที่ไม่ซ้ำซาก แต่ว่าที่จะท้อก็คือสุขภาพ ปัญหาเรื่องหลัง หลังของผมไม่ค่อยจะดี การถ่ายภาพนี่บางครั้งมันถ่ายหนักๆ เข้า มันลืมอะไรไปหมดเลย พอถ่ายเสร็จปุ๊บก็ปวดหลังปวดขา แต่ว่าเราอาจจะไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ยังอย่างไรงานถ่ายภาพมันก็ควบคู่กับการเดินทาง ? ใช่ การเดินทาง ภาพถ่ายเดินทาง งานแสดงภาพที่ผมถ่าย ก็เป็นการเดินทางไปพบปะผู้คน เจออะไร งานก็มีทั้งสไลด์ ขาวดำ ตอนที่ไปธิเบตและเนปาล ก็มาทำหนังสือ เขียนหนังสือด้วยหรือเปล่า ? อยากจะเขียน เพราะภาพมันบอกเรื่องราวได้มากกว่าที่เราเห็นจากภาพ ผมว่าภาพๆ หนึ่ง เมื่อถูกแสดงออกไป คนก็จะตีความไปอย่าง แต่ว่าในความเป็นจริงมันเป็นอีกเรื่อง เราจึงอยากเขียนกำกับไป เพราะเราอยากจะบันทึกความเป็นจริงที่เราเห็นในช่วงเวลาที่เราถ่ายภาพนั้น เพราะภาพมันต้องสัมพันธ์กับความเป็นจริงที่ช่างภาพมองผ่านเลนส์ ? น่าจะเป็นเรื่องที่มันน่าจะมีรายละเอียดอีกเยอะมากกว่า โดยเฉพาะภาพที่เราประทับใจ เราก็จะมีเรื่องให้พูดเกี่ยวกับภาพนั้นมาก แต่เปรียบกับอีกภาพที่เราไม่ได้ประทับใจ ในความทรงจำเกี่ยวกับภาพภาพนั้นจะมีเรื่องให้เราเล่าไม่เยอะ ความประทับใจทำให้เรามีเรื่องเล่า การทำงานในแต่ละวันมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วยหรือเปล่า ? คือถ้าเวลานี่ไม่ใช่ เวลาที่ต้องส่งงาน แสงอะไรพวกนี้ก็ไม่มีผลอะไรมาก เพียงแค่เราจดจำว่าแสงตรงนี้มันสวย แต่แสงกำลังจะหมดไปแล้ว แต่สักพักมา เรากลับมาถ่ายใหม่ได้ ถ้าเราประทับใจในพื้นที่ตรงนั้นนะ เพราะว่ามันจะประทับอยู่สมองของเราว่าแสงขนาดนี้ เวลาขนาดนี้ ฤดูกาลนี้ มันจะสวยมากตรงนั้น ในมุมมองส่วนตัวคิดว่าภาพถ่ายเป็นศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ? มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของแสง การรวมแสง เรื่องของสเปคตรัมของสี และเพราะฟิล์มมันก็เป็นเรื่องของเคมี เป็นเรื่องของกระบวนการเคมี ขั้นตอนการล้างอัด เพียงแต่เรื่องของมุมมองหรือการที่เราจะบันทึกลงไปนี่มันเป็นเรื่องของศิลปะที่จะมองความงามได้มากน้อยแค่ไหน ? เป็นศิลปะที่มาจากข้างในตัวเร...
Read moreปราย พันแสง
May 19, 2013“เขาบอกว่าวรรณกรรมไทยขายยาก” ปราย พันแสง-นักเขียนหญิงที่มีผลงานและได้รับการยอมรับในแวดวงวรรณกรรมไทยคนหนึ่ง ’ปรายเริ่มต้นเขียนงานตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลาย ด้วยแรงกระตุ้...
Read moreศิริวร แก้วกาญจน์
May 18, 2013นักเขียนผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ ? ศิริวร แก้วกาญจน์ - นักเขียนและกวีหนุ่มจากภาคใต้ ที่เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจังหลังเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬ ๒๕๓๕ มีผลงานปรากฏในบรรณพิภพหลากหลายรูปแบบ ทั้งกวีนิพนธ์ ความเรียง เรื่องสั้น และนวนิยาย ศิริวรเป็นนักเขียนร่วมสมัยคนหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตา เห็นได้จากการที่เขามีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ถึง ๔ ปีติดต่อกัน คือ ๑. รวมกวีนิพนธ์ "ประเทศที่สาบสูญ" (๒๕๔๗) ๒. รวมเรื่องสั้น "เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง" (๒๕๔๘) ๓. นวนิยาย "กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด" (๒๕๔๙) นวนิยายที่ตีแผ่ความวุ่นวายสับสนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างลุ่มลึกถึงแก่น ซึ่งด้วยเนื้อหาในนวนิยายที่หมิ่นเหม่นี้เอง ที่ทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเขียนผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ ๔. สุดท้าย คือ รวมกวีนิพนธ์ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” และ “ลงเรือมาเมื่อวาน” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีล่าสุด ๒๕๕๐ ทั้ง ๒ เล่ม ทำให้ศิริวรเป็นนักเขียนไทยคนที่ ๒ ที่มีผลงานเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ถึง ๒ เล่มในปีเดียว ถัดจากนักเขียนหนุ่มใหญ่ ประชาคม ลุนาชัย ที่เคยทำได้มาแล้วเมื่อปีก่อนในประเภทนวนิยาย ปัจจุบัน ศิริวรใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และยังคงผลิตงานเขียนทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น สารคดี และนวนิยายอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ส่วนนับจากนี้ไปชื่อของเขาจะมีสร้อย “กวีซีไรต์” ต่อท้ายหรือไม่นั้น ขณะที่คุณกำลังอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ผลอาจจะออกมาแล้วว่าตำแหน่งกวีซีไรต์ ปี ๒๕๕๐ เป็นใคร... อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน ที่ทำให้ผมเริ่มเป็นนักเขียน ง่ายนิดเดียวครับ ก็คือเริ่มเรียนรู้ที่จะลงมือเขียน จากนั้นก็นั่งลง แปรสิ่งที่อยากจะบอกเล่าในกะโหลกศีรษะออกมาเป็นตัวอักษร ต่อมาก็เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองไปเรื่อยๆ ถามว่าอะไรที่ทำให้ผมยังเป็นนักเขียน คำตอบก็คงเช่นเดียวกัน คือเรียนรู้ที่จะลงมือเขียน และเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ที่น่าสนใจก็คือว่า โลกเรายังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกไม่รู้จบ โดยเฉพาะภูมิภาคเล็กๆ ที่เรียกว่าเอเชียอาคเนย์ นักเขียนคนอื่นคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่กับตัวเอง ผมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิภาคเล็กๆ ของตัวเองน้อยเกินไป หรือพูดอีกแบบก็ต้องว่า ผมยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่พอ ทั้งที่ผมและบรรพบุรุษของเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน คุณลักษณะของนักเขียน และต้นแบบในการเขียนหนังสือของคุณ เส้นทางของนักเขียนแยกไม่ออกจากเส้นทางของความรู้ บวกกับจินตนาการและความคิด หากนักเขียนคนใดคนหนึ่งเดินไปจนสุดพรมแดนของความรู้ และสะดุดหยุดลงเมื่อไหร่ นั่นคือจุดจบของความเป็นนักเขียนที่แท้ แม้จะดันทุรังเขียนโน่นเขียนนี่ออกมาตลอดเวลาก็ตาม ถามว่าต้นแบบ ที่ถูกควรจะเรียกว่าต้นธารแห่งแรงดาลใจน่าจะถูกกว่า เหตุเพราะว่าแบบและเบ้าของนักเขียนคนหนึ่ง ไม่น่าจะเหมาะสำหรับคนอื่นๆ เหมือนชีวิตแต่ละชีวิต แบบและเบ้าของใครก็ควรเหมาะกับคนคนนั้น ต้นธารในการเขียนของผมมาจากหลากหลายแบบเบ้า จากหลากหลายทิศทาง อาจเรียกว่าเป็นนักเขียนที่ไม่มีอัตลักษณ์ หากนิยามคำว่าอัตลักษณ์คือการหยุดนิ่งตายตัวทั้งด้านรูปแบบและความคิด หากอัตลักษณ์หมายถึงการย่ำซ้ำกับตัวเอง น่าเศร้าที่นักวรรณศึกษาหลายคนเรียกการย่ำซ้ำกับตัวเองของนักเขียนหรือกวีคนหนึ่งว่าอัตลักษณ์ และผมพยายามจะไม่เป็นแบบนั้น คือพยายามที่จะออกห่างจากอัตลักษณ์แบบนั้น อัตลักษณ์ที่ผุดซ้อนขึ้นมาจากความย่ำซ้ำจำเจ และหากเป็นเช่นนั้น ผมขอเลือกเป็นนักเขียนที่ไม่มีอัตลักษณ์ดีกว่าครับ ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียน ก็พยายามศึกษาเรียนรู้เท่าที่พอจะมีสติและปัญญา เพื่อให้งานที่ทำแต่ละชิ้นสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ จากนั้นค่อยกลับมาทบทวน มองหาข้อผิดพลาดบกพร่องของตัวเอง เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงในงานชิ้นต่อไป แต่นี่เป็นโจทย์ที่ยาก อันที่จริงทุกกระบวนการของชีวิตไม่มีอะไรยาก หากเราตั้งโจทย์อย่างมักง่าย การทำงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณเริ่มที่ไหน และจบลงที่ไหน เริ่มที่อักษรตัวแรก และจบลงที่อักษรตัวสุดท้ายครับ (ไม่ค่อยเข้าใจคำถาม เลยตอบแบบกวนๆ นะครับ) หากหมายถึงสถานที่ทำงานละก็ ผมคงไม่มีกติกาของตัวเองตายตัวแบบว่า เริ่มต้นเขียนที่ไหนแล้วจะต้องจบที่นั่น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว นวนิยายสองเล่มของผมเริ่มต้นและจบร่างแรกในสถานที่เดียวกัน ส่วนขั้นตอนการขัดเกลาก็แล้วแต่ความสะดวกเหมาะสมในขณะนั้นๆ เว้นแต่นวนิยายเรื่องที่กำลังขัดเกลาอยู่ รู้สึกว่าผมตระเวนหาสถานที่ขัดเกลาไปทั่วประเทศ แต่ยังไม่พอใจเสียที สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมควรมีก็คือ งานชิ้นนั้นควรทำให้คนอ่านอ่านจบแล้วสามารถมองเห็นโลกและชีวิตด้วยสายตาใหม่ๆ เมื่อวรรณกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่งทำให้เราเห็นโลกและชีวิตแปลกต่างไปจากที่เคยสัมผัส นั่นก็เพียงพอแล้วที่เราจะเรียกมันว่างานที่ดี ในฐานะนักเขียน อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง "พรสวรรค์" กับ "พรแสวง" ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ หากคุณมุ่งมั่นแน่วแน่ต่ออะไรสักอย่าง โดยไม่ลังเลที่จะโถมพละพลังและชีวิตลงไปกับมัน ต่อให้โลกทั้งโลกมองไม่เห็นค่า ผมเชื่อว่าการเกิดมาเป็นชีวิตของคุณจะไม่เปล่ากลวง นั่นอาจพูดได้ว่าทั้งพรสวรรค์และพรแสวงมีความสำคัญพอๆ กัน เพราะพรแสวงอาจนำเราไปค้นพบพรสวรรค์ในตัวเรา ส่วนพรสวรรค์ก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หมายถึงว่าการมีพรสวรรค์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากมายหากเราขาดพรแสวง นอกจากว่าคุณคืออัจฉริยะ คนอื่นนิยามคุณว่าเป็นทั้งกวีและนักเขียน แต่หากให้คุณนิยามตัวเอง คุณจะนิยามว่าอะไร...และในเนื้องานทั้งหมดทั้งมวลที่คุณเขียน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี หรือความเรียง คุณให้เวลากับงานไหนมากกว่ากัน ทั้งหมดที่ผมทำคือการงานแห่งความรัก และรางวัลของการงานแห่งความรักนั่นก็คือความสุข นอกเหนือจากนั้นคือโบนัสของชีวิต เพราะฉะนั้นใครจะนิยามผมยังไงก็ได้ เช่นเดียวกับช่วงหลังๆ มานี้ ผมมักจะเอาท่วงทำนองของบทกวีมาใส่ในเรื่องสั้น บางหนก็เอาจังหวะการเล่าเรื่องแบบเรื่องสั้นมาใส่ในบทกวี บางทีก็เอาลักษณ์ของความเรียงมาผสมผสานกับท่วงทำนองของกวีนิพนธ์ ผมพยายามจะสลายพรมแดนของงานแต่ละประเภทที่เคยมีนิยามตายตัวมายาวนานในสังคมวรรณกรรมไทย ฉะนั้นงานหลายชิ้นของผมมักแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ หรือความเรียง และผมก็มีความสุขที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น มองวงการวรรณกรรมไทย จำได้ว่าเคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว และไม่อยากจะพูดอีก การกล่าวสิ่งใดซ้ำๆ ซากๆ สำหรับผมบอกตรงๆ ว่าเหนื่อยและสูญเสียพลังในการทำงานชิ้นใหม่ๆ หรือถ้าให้พูดสั้นๆ ก็คือว่า ผมเห็นแนวโน้มที่ดีมากในชิ้นงานของคนใหม่ๆ น่ายินดีแทนชุมชนวรรณกรรมไทยที่งานหลายชิ้นของคนใหม่ๆ หลายคนแตกหน่อต่อยอดไกลออกไปจากความเฉิ่มเชยของวรรณกรรมยุคเก่า ในที่นี้ต้องเข้าใจว่า ผมไม่ได้หมายถึงว่างานยุคก่อนทั้งหมดเป็นงานเร่อร่าล้าสมัยไปเสียทั้งหมดนะครับ ผมเพียงแต่เห็นเค้าลางว่า ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก วรรณกรรมไทยของเราน่าจะยืนได้โดยสง่างามในพื้นที่ของวรรณกรรมโลกเท่านั้นเอง "รางวัล" จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรม และสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน คุณคิดเห็นว่ามันสื่อถึงอะไร โดยแก่น โดยปรัชญา รางวัลทุกรางวัลเป็นเรื่องที่ดี ไม่เฉพาะรางวัลทางวรรณกรรมเท่านั้น แต่แน่นอน เมื่อมีการตัดสิน มีการประเมินค่า โดยเฉพาะในโลกของศิลปะวรรณกรรมนั้นมักจะมีปัญหามากกว่าการตัดสินการประเมินค่าในเรื่องอื่นๆ เพราะคุณค่าในโลกของศิลปะวรรณกรรม ส่วนมากมักเหยียบยืนอยู่ในพื้นที่ของนามธรรม นั่นหมายความว่า นอกจากมีคุณค่าความดีงามในมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งแล้ว การประเมินค่ายังต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมและรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่จะนิยามกันไปในแต่ละครั้งคราว แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของรางวัลมากพอ ถ้าเราเข้าใจกฎกติกากรอบเกณฑ์และสติปัญญาของบุคลากรในการประเมินค่ามากพอ ทุกข้อสรุปของการตัดสินก็จะไม่มีปัญหาเลย นับแต่อดีตจนปัจจุบัน ภาครัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับวงการนักเขียนอย่างจริงจัง แล้วอย่างนี้วงการนักเขียนควรคาดหวังอะไรจากภาครัฐอีกหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง ทั้งในแง่ของปัจเจกและในแง่ของความเป็นวงการ รัฐแทบทุกรัฐในโลกมักจะมองนักคิดนักเขียนด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่ว่าในประเทศสังคมนิยมหรือประเทศประชาธิปไตย เช่นประเทศจีน หรือเร็วๆ นี้ก็ตุรกี ที่กระทำต่อ ออฮัน ปามุก นักเขียนโนเบลคนล่าสุด และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราก็ไม่ต่างกัน นอกจากจะไม่สนับสนุนอย่างจริงใจแล้ว รัฐยังกดทับขับเบียดความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนอย่างน่าละอาย อย่างในเวียดนามนักเขียนบางคนก็ไม่สามารถพิมพ์งานบางเล่มในประเทศของตน อาจเป็นเพราะว่า นักเขียนโดยมากมักจะยืนอยู่บนมโนทัศน์คนละแบบกับรัฐ ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังอะไรจากรัฐในเรื่องเหล่านี้ให้มากนัก ผมเชื่อว่านักเขียนส่วนใหญ่ก็คงคิดไม่ต่างไปจากนี้หรอก มีแต่รัฐที่ฉลาดหลักแหลมเท่านั้นที่รู้ว่าควรให้ค่ากับความเป็นนักคิดนักเขียน หรืออีกด้านหนึ่ง อาจพูดได้ว่า มีแต่นักเขียนที่ฉลาดหลักแหลมเท่านั้นที่เรียกร้องความสนใจจากรัฐได้ เพราะการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ บ่อยครั้งที่งานวรรณกรรมถูกเลือกให้ทำหน้าที่นั้น และที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ งานวรรณกรรมชั้นเยี่ยมอายุ ๔๐๐ กว่าปีอย่าง ดอนฆีโฆเต้ ก็เป็นหนึ่งในกรณีที่ว่ามา ณ วันนี้สำหรับคุณ การเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร ไม่แน่ใจว่าจะมีคำเปรียบเปรยแบบไหนที่พอจะอธิบายได้ใกล้เคียงที่สุดสำหรับผม แต่จริงๆ แล้วผมว่าการเขียนหนังสือทุกวันนี้ของผมมันเป็นวิถีชีวิตมากกว่า พูดอีกแบบก็คือว่าผมพยายามจะทำให้การเขียนเป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิต บางแง่มุม บางภาวะก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หลายทัศนะก็ผสมผสานกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกันกับความเชื่อความศรัทธาของตน โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า ‘ไม่ควรเทศนาในสิ่งที่ไม่เชื่อ’ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะนักเขียนไม่ใช่นักบวชนี่ครับ ที่จะต้องมีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในพระคัมภีร์ นักเขียนเป็นนักเสนอทัศนะ เสนอแง่คิดแง่มุมต่างๆ ของโลกและชีวิตผ่านผลงานของตัวเอง บางทีผมอาจจะไม่เชื่อในพระเจ้า แต่หากตัวละครตัวใดตัวหนึ่งของผมมีความสุขกับการศรัทธาในพระเจ้าก็ไม่เห็นว่ามันผิดกฎกติกาตรงไหน คำแนะนำถึงคนที่อยากเป็นนักเขียน ว่าต้องเริ่มที่จุดไหน และควรพัฒนาตนเองอย่างไร อย่างที่บอกว่า ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ และทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และใฝ่รู้ ส่วนจะให้แนะนำว่าต้องเริ่มต้นอย่างไรนั้น ผมคงไม่มีปัญญาคิดเองได้ ฉะนั้นคงต้องยกเอาคำตอบเก่าแก่ที่นักเขียนแทบทุกคนเคยพูดไว้ว่า ควรอ่านควรศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อ่านให้มากทั้งด้านลึกและด้านกว้าง ที่สำคัญต้องศึกษาอย่างหลากหลายรอบด้านด้วย เพราะการเป็นนักเขียนต้องใช้เครื่องมือในการทำงานหลายชุด ซึ่งต่างจากช่างหรือความชำนาญเฉพาะด้านเช่นการงานอาชีพอื่นๆ หมายถึงว่า นักเขียนควรรู้และเข้าใจกลไกหรือเครื่องมือของบุคลากรแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อรองรับวิธีคิดและพฤติกรรมตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา ส่วนการจะพัฒนาตนเองไปในทิศทางไหนอย่างไรในอนาคตนั้น ไม่มีใครตอบแทนใครได้หรอกครับ นอกจากเราจะพบคำตอบของตัวเองผ่านการทำงานอย่างจริงจัง รายนามนักเขียนคนโปรด และรายชื่อหนังสือเล่มโปรด นักเขียนและผลงานที่ผมชอบมักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความสนใจในแต่ละช่วงเวลาครับ และเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มี MILAN KUNDERA เรื่อง LAUGHABLE LOVES หรือ รักชวนหัว และ IMMORTALITY หรือ อมตะ ที่คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล อีกคนก็ HARUKI MURAKAMI โดยเฉพาะเล่ม SOUTH OF THE BORDER WEST OF THE SUN กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หากไม่นับเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ก็ต้องเรื่อง หมายเหตุฆาตกรรม ครับ หรือหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสองเล่ม ของ แอนโทนี รีด ก็น่าอ่านมาก ให้ความรู้พื้นฐาน ให้สีสันและภาพกว้างๆ เกี่ยวกับที่ไปที่มาของภูมิภาคเราได้อย่างน่าสนใจ หรืองานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ หลายๆ เล่ม และอีกคนที่ผมชอบคือคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ นักเขียนไทยเราทุกคนควรศึกษาเรียนรู้ ทั้งวิธีคิด มุมมอง และโลกทัศน์ของท่านในงานแต่ละเล่ม โค้ดคำพูด “ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ หากคุณมุ่งมั่นแน่วแน่ต่ออะไรสักอย่าง โดยไม่ลังเลที่จะโถมพละพลังและชีวิตลงไปกับมัน ต่อให้โลกทั้งโลกมองไม่เห็นค่า ผมเชื่อว่าการเกิดมาเป็นชีวิตของคุณจะไม่เปล่ากลวง” “รัฐแทบทุกรัฐในโลกมักจะมองนักคิดนักเขียนด้วยสายตาหวาดระแวง...นอกจากจะไม่สนับสนุนอย่างจริงใจแล้ว รัฐยังกดทับขับเบียดความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนอย่างน่าละอาย...อาจเป็นเพราะว่า นักเขียนโดยมากมักจะยืนอยู่บนมโนทัศน์คนละแบบกับรัฐ ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังอะไรจากรัฐในเรื่องเหล่านี้ให้มากนัก...
Read moreหม่อมราชวงศ์ จันทรลัดดา ยุคล
May 12, 2013สาวเสน่ห์ เท่ห์ ติดดิน “ มักจะมีคนพูดว่า อยู่ในวังเป็นยังไง ต้องพูดคำราชาศัพท์ตลอดเวลารึเปล่า แล้วบ้านจะเป็นวังเหมือนในหนังรึเปล่า ก็มีคนคิดบ้างค่ะ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นบ้านปกติธรรมดา เหมือนทุกๆ คนเลย ก็ใช้ชีวิตปกติ คุยกันก็ปกติ ที่จะคุยกันเป็นราชาศัพท์ก็ตอนที่เสด็จปู่ยังอยู่เพราะเสด็จปู่เป็นพระองค์เจ้า ต้องใช้คำราชาศัพท์บ้างบางคำ แต่ว่าเสด็จปู่กับคุณย่าสนิทกันค่ะหญิงก็อยู่กับเสด็จปู่กับคุณย่ามาตั้งแต่เด็กๆ บางครั้งก็ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์ ” หลายคนที่เคยประสบพบเจอหรืออาจเป็นแฟนพันธุ์แท้นิยายไทย คงไม่มีใครไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวในรั้วในวังอันหรูหราใหญ่โต หากแต่ในความเป็นจริงจากคำบอกเล่าข้างต้นของ หม่อมราชวงศ์สาว แห่งราชสกุลยุคล กลับทำให้เราเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น หม่อมราชวงศ์จันทรลัดดา ยุคล บุตรสาวของ พ.อ.ม.จ.จุลเจิม ยุคล (โอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการหรือเสด็จพระองค์ชายเล็กกับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยธา) ราชองครักษ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ และหม่อมศิริพร ยุคล ณ อยุธยา เรียกได้ว่าเป็นสาวแฟชั่นที่ก้าวล้ำนำสมัยอยู่ตลอดเวลา ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องอัพเดทกระแห่งแฟชั่น ม.ร.ว.จันทรลัดดา หรือพี่หญิง น้องหญิงของชาว Nautica แห่งพราราวินเซอร์ กับตำแหน่ง Merchandiser ( NJC. ) เสื้อผ้าแบรนด์นอกอย่าง Nautica ทำให้คุณหญิง ต้องเดินทางไปยังศูนย์กลางแฟชั่นหลายแห่งเพื่ออัพเดทความนิยมจากโลกแฟชั่นภายนอกมาประยุกต์ใช้ในงานของเธอ ซึ่งแรงบันดาลใจในการทำงานล้วนซึมซับมาจากคนใกล้ชิด “ พอเริ่มเป็นวัยรุ่นก็ชอบการแต่งตัว ชอบดูคนสวยๆ แต่งตัวค่ะ ชอบเสื้อผ้า เครื่องประดับสวยๆที่เป็นแฟชั่นค่ะ มีแบบอย่างจากคุณย่า ท่านเป็นผู้หญิงที่เป็นต้นแบบของหญิง คุณย่าจะสวยสง่าและเป็นคนแต่งตัวมีสไตล์เป็นของตนเองดูแล้วคลาสสิค ดูหรู เหมือนเป็นไอดอลของหญิง ” แต่ด้วยคำนำหน้านามและนามสกุลที่ติดตัวเธอมา กลับสร้างทั้งประโยชน์ปัญหาให้กับเธอไม่น้อย “ มักจะถูกทำให้รู้สึกว่าเราแตกต่างบ่อยค่ะ ตั้งแต่เรียน พอมาทำงานเพื่อนๆ พี่ๆ ก็จะดูเกร็งๆ ไม่รู้ว่าจะพูดกับหญิงยังไงเพราะกลัวที่เรามีคำนำหน้าน่ะค่ะ ที่จริงหญิงเป็นคนง่ายๆ สบายๆ แต่มียศก็ลำบากเหมือนกันเค้าก็ไม่ค่อยกล้ารับ กลัวว่าจะทำงานได้รึเปล่าเหมือนเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อน่ะค่ะ เหมือนคนไม่ค่อยกล้าใช้ให้มาทำงานน่ะค่ะ ” กลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับความรู้สึกที่หลายๆ คนคิดว่าจะรับจากการเป็นหม่อมราชวงศ์ อีกทั้งเป็นราชสกุลยุคล ยิ่งทำให้ต้องวางตัวไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติยศ “ การวางตัวยากนะค่ะ แต่หญิงก็ทำตัวเป็นปกติทั่วไป คือหญิงเป็นคนที่กินที่ไหนก็ได้ เดินเล่นที่ไหนก็ได้ เป็นคนง่ายๆ ที่บ้านไม่ได้สอนให้หญิงถือตัวน่ะค่ะ ส่วนมากหญิงกินข้าวกับพี่เลี้ยง คนใช้ที่บ้านก็ได้ ไม่ได้รังเกียจหรือว่าอะไรค่ะ เรื่อยๆ เป็นคนสบายๆ ตอนเด็กๆ มีบ้างที่คิดว่าเราเป็นคุณหญิง พูดกับพี่เลี้ยงก็แทนตัวเราเองว่าคุณหญิงตลอดเวลา อันนี้หญิงก็โดนว่า ที่จริงคนมันก็เท่ากัน แต่ตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจก็มีบ้างที่เราอาจจะดูเหมือนคนถือตัว แต่เราอาจไม่รู้เพราะเราเป็นเด็ก และสิ่งที่ที่บ้านสอนมาตลอดเลยก็คือ การวางตัวเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ว่าเรามีเชื้อเจ้าแล้วจะคบใครไม่ได้ ที่จริงก็เป็นคนเหมือนคนทั่วไป ...
Read moreนูรอ โซ๊ะมณี เสต็ปเป้
May 18, 2013คุณภาพคู่คุณธรรม ร้านอาหารไทยที่โด่งดังมีสาขาเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติในเมืองใหญ่สำคัญของโลกนาม บลูเอเลเฟ่นท์ ไม่เพียงแค่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการตลาดเท่านั้นหากยังใช้หัวใจและสามัญสำนึกจากคุณธรรมที่ตกผลึกเป็นเครื่องมือในการนำพาองค์กรซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยไม่ลืมที่จะแบ่งปันโอกาสให้กับสถาบัน องค์กร มูลนิธิเพื่อสังคมของไทยได้มีโอกาสเผ่ยแพร่ไปสู่ประสาทการรับรู้ในด้านรสชาติอาหารอันเป็นสาขาธุรกิจที่ตนเองถนัด นูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท บลูเอเลเฟ่นท์ จำกัด (มหาชน) นำความสำเร็จมาบอกต่อคนไทยด้วยกัน จากเรื่องง่ายๆ อันมีพื้นฐานที่ดีจากการคิด การพูด และการกระทำ เป็นที่มาสู่ความสำเร็จของอาหารไทยในระดับโลก รวมถึงความสุขในชีวิตจากการได้คิดดี ได้พูดดี และได้กระทำดี “อยากจะบอกว่าความสำเร็จของบลูเอลเฟนท์นั้นไม่ใช่ดิฉันคนเดียว ซึ่งมีทั้งตัวดิฉันเอง คุณคาร์ล สเต็ปเป้ มีคุณทวีเสริฐ และมีเชฟต่างๆ ที่ประจำอยู่ในสาขาต่างประเทศมารวมกันในโปรเจคต์นี้ โดยคุณธรรมหรือปรัชญาในการดำเนินงานนั้นคือเราทำงานหนักและสปิริตเป็นแบบทีมเวิร์คเพราะเราทำงานเป็นทีมต้องมาพร้อมกันทั้ง 13 สาขาอาจจะเป็นไอเดียที่ริเริ่มจากดิฉันแล้วเราช่วยกันทำ “สิ่งที่ทำให้ได้รับการตอบรับในระดับนานาชาติ สิ่งสำคัญคือเราใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพในการปรุงอาหาร ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 จากร้านเล็กที่เริ่มบุกเบิกที่กรุงบรัสเซลก่อนจะขยายไปยังเมื่อชั้นนำของโลก เช่น ลอนดอน ปารีส มอสโคว โคเปนเฮเกน นิวเดลี ดูไบ บาห์เรน ฯ อีกเดือนจะเปิดที่จากาตาร์ เราเน้นคุณภาพ เน้นความเป็นไทย คอนเซ็ปต์ของบลูเอลเฟนท์เป็นคนไทยทุกที่ วัตถุดิบนั้นเราเป็นผู้ส่งออกไปยังสาขาต่างๆ เอง” “ดิฉันทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบและรู้สึกว่าตัวเองก็แฮปปี้ไปกับมัน อยู่ด้วยกับครอบครัวและงาน เป็นสิ่งที่สนุกเมื่อเราทำจึงไม่คิดว่าเหนื่อย เมื่อทำงานกับทีมงานก็ใช้สปิริตร่วมกัน ไม่ว่าดิฉันจะเป็นผู้บุกบิกหรือว่าจะเป็นหุ้นส่วนดิฉันจะใช้คนงานก็ต้องใช้จิตวิทยาเพราะเราไปสั่งๆ อย่างเดียวไม่ได้ต้องลงไปคลุกคลี เมื่อดิฉันคิดเมนูหนึ่งๆ ขึ้นมาก็ต้องลงไปอยู่ในครัวกับเชฟ ปรึกษาหารือด้วยกัน ทดลองทำจนได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการนำเสนอให้แก่ลูกค้า นี่คือความทุ่มเท และซื่อสัตย์ในการปรุงอาหารไทยให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลองเมื่อรวมกับเป็นทีมเวิร์คจึงเป็นความสำเร็จขององค์กร...
Read moreกฤษณา อโศกสิน
May 18, 2013นักเขียนหญิง 5 ทศวรรษ กฤษณา อโศกสิน-นามปากกาของสุกัญญา ชลศึกษ์ นักเขียนหญิงผู้มีชั่วโมงการทำงานยาวนานเป็นอันดับต้นๆ คนหนึ่งในวงวรรณกรรมบ้านเรา ภายใต้นามปากกานี้ สุกัญญามีผลงานเผยแพร่มากกว่าร้อยเรื่อง เช่น วิหคที่หลงทาง, ข้ามสีทันดร, บุษบกใบไม้, เพลงบินใบงิ้ว, น้ำเซาะทราย ฯลฯ แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ปูนปิดทอง นวนิยายที่ส่งให้เธอได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประเภทนวนิยาย ประจำปี พ.ศ. 2528 ปัจจุบัน สุกัญญาอาศัยอยู่ที่นนทบุรี และยังมีการเขียนหนังสือเป็นดั่งลมหายใจของชีวิต อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน ไม่ได้ตั้งใจ ครั้งแรกทีเดียวนั้นเป็นเพราะรุ่นพี่เขาเขียนลงในกระดาษเล็กๆ แล้วเย็บมือ เป็นหนังสือทำมือที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกกัน ก็มีเขียนกันนิดๆ หน่อยๆ เป็นข่าวสังคมในโรงเรียน อะไรต่ออะไร แล้วก็มีเรื่องสั้นของพี่ประภาศรี นาคะนาท น้องสาวคุณประหยัด ศ. นาคะนาท ก็เป็นเรื่องที่ประทับใจ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เรารู้สึกว่าอยากจะเขียนเรื่องให้ได้อย่างเขาบ้าง แล้วก็อยากจะตั้งชื่อเรื่องให้ได้อย่างเขา เขาตั้งชื่อว่ากลางละอองทอง กับคืนที่เพลงเสื่อมมนตร์ ตอนนั้นก็เด็กๆ นะคะ อายุประมาณ 14-15 กำลังฝันๆ ก็มาหัดเขียนแบบเด็กๆ ไม่รู้เรื่องอะไร เขียนเรื่องแรกก็เป็นเรื่องนางเอกหนีงูดิน โผเข้ากอดพระเอกอะไรแบบนี้ ก็หัวเราะกัน เพื่อนก็ขออ่านกันครื้นเครง แต่ดิฉันก็เขียนไม่จบ เขียนเรื่องแรกไม่จบ ต่อมาอีก 2-3 เรื่องก็ไม่จบอีก จนกระทั่งอายุ 15 เขียนเรื่อง ‘ของขวัญปีใหม่’ จนจบแล้วส่งไปไทยใหม่วันจันทร์ เขาก็อุตส่าห์ตีพิมพ์นะ แปลกมากเลย เด็กๆ เขียนนะคะ ทีนี้ดิฉันเป็นนักเรียนประจำ ก็เลยไม่ทราบว่าเขาตีพิมพ์ให้ พอเขียนกลอนหกไปอีกก็ได้ตีพิมพ์อีก แสดงว่าเราคงพอใช้ได้ แต่ดิฉันก็ไม่ทราบ คือส่งแล้วแล้วกัน ไม่ได้สนใจว่าเขาจะตีพิมพ์ให้หรือเปล่า จนกระทั่งอายุ 17-18 สตรีสารมีการประกวดเรื่องสั้น ก็เลยเขียนส่งไป ชื่อ ‘เมื่อฉันเสียดวงตา’ เป็นเรื่องที่ 2 ที่เขียนจนจบ เขามีคะแนนให้ ทั้งที่เป็นของคณะกรรมการตัดสิน และคะแนนนิยมของผู้อ่าน ดิฉันได้คะแนนนิยมสูงสุด แต่กรรมการตัดสินให้เรื่องของอีกคนหนึ่งได้ เพราะฉะนั้นคราวนั้นก็เลยไม่ได้รับรางวัล ต่อมาก็ไปเข้าธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่คณะออกหนังสือชื่อ ‘สีฟ้า’ มาขอให้เขียน ก็เลยเขียนอีกเรื่องหนึ่ง ‘ใต้ร่มชงโค’ นั่นก็เป็น 3 เรื่องแรกที่เขียนตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี แล้วพอ พ.ศ. 2494 ศรีสัปดาห์ก็เปิดหนังสือรายอาทิตย์ขึ้น ตอนแรกมีสตรีสารแค่ฉบับเดียว ตอนหลังศรีสัปดาห์เปิดอีกฉบับ พอดีคุณพ่อดิฉันรู้จักกับพระรูปหนึ่งที่วัดโพธิ์ ซึ่งท่านสนิทกับบรรณาธิการศรีสัปดาห์ ท่านก็บอกคุณพ่อว่ามีลูกสาวชอบเขียนหนังสือก็ส่งมาเลย จะเอาไปส่งให้ ดิฉันก็เลยเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกตอนอายุ 20 ชื่อ ‘เขาพบกันที่หลุมฝังศพ’ ที่เขียนเรื่องหนักก็เพราะว่าตอนอายุ 12 เสียคุณแม่โดยอุบัติเหตุเรือล่มที่บางไทร พออายุ 18 คุณพ่อก็ถูกจับคดีการเมือง ถูกตั้งข้อหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับท่านปรีดีและพรรคพวกทำรัฐประหาร ดิฉันเข้าธรรมศาสตร์ปี 2492 วันที่ 1 มิถุนายน มหาวิทยาลัยเปิดแต่คุณพ่อก็ไปอยู่บางขวางเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องไปส่งข้าวอะไรต่ออะไร คือมีประสบการณ์เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นเวลาที่อ่านเรื่องของ อ.อุดากร จึงประทับใจและบันดาลใจ เรื่องที่เขียนจึงมักจะหนักและเศร้า ทีนี้เขาก็ลงให้ทุกเรื่อง เราก็เลยเกิดกำลังใจแล้วก็เขียนมาเรื่อย จนกระทั่งได้เรื่องสั้นร้อยกว่าเรื่องในศรีสัปดาห์ พอถึง พ.ศ. 2497 บรรณาธิการก็เลยให้ลองเขียนเรื่องยาว เรื่องแรกก็คือ ‘ชีวิตเป็นของเรา’ ซึ่งเอาพล็อตมาจากความรักของเจน แอร์ ก็เป็นเรื่องเดียวที่เอาพล็อตฝรั่งมา มันขึ้นต้นลงท้ายไม่ถูกก็เลยเอาหนังสือที่เราชอบ ที่เป็นเรื่องพาฝัน โรมานซ์มาเป็นแนว แต่เราเขียนแบบไทย เปิดฉากที่อุตรดิตถ์เพราะขึ้นไปเยี่ยมอาพอดี ประทับใจอำเภอลับแล ก็เลยเอามาสอดใส่ในเรื่อง ‘ชีวิตเป็นของเรา’ ต่อจากนั้นก็เลยเขียนเรื่องยาวมาโดยตลอด จึงค่อนข้างจะทิ้งเรื่องสั้น เพราะเหตุว่าไม่มีเวลา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2501 อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง ขอเรื่อง เลยต้องตั้งนามปากกาใหม่ เพราะ ม.ล.จิตติ ท่านก็ไม่อยากให้นามปากกา ‘กัญญ์ชลา’ ไปอยู่ที่อื่น เหมือนกับว่าเกิดที่นี่ก็อยากจะรักษานามปากกานี้ไว้ ก็เลยตั้งนามปากกากฤษณา อโศกสิน ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2501 แล้วเอาปัญหาชีวิตจากสตรีสารนั่นเองมาผูกเป็นเรื่อง เพราะบังเอิญอ่านพบปัญหาชีวิตของคนคนหนึ่ง รู้สึกสนใจ เป็นเรื่องไม่หนักมาก ก็มาผูกเป็นนวนิยายชื่อ ‘วิหคที่หลงทาง’ นับเป็นเรื่องแรกของนามปากกานี้ ก็ได้รับการต้อนรับที่ดีมาก ทำให้ดิฉันมีกำลังใจที่จะเขียนเรื่องต่อไปๆ ก็เลยเขียนให้สตรีสาร ศรีสัปดาห์มาตลอด จนกระทั่งมาลงสกุลไทยปี พ.ศ. 2506 แล้วหนังสืออื่นๆ ก็ตามมาขอถึง 7-8 ฉบับ แทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย ช่วงอายุ 35-45 งานเยอะมาก เคยเขียนติดต่อกันนานที่สุดกี่วัน ถ้าอยู่บ้านจะเขียนทุกวันเลยค่ะ เพราะเมื่อก่อนดิฉันรับราชการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 พอถึง พ.ศ. 2512 จึงลาออกจากราชการ อยู่ในราชการ 17 ปี ก็เขียนหนังสือควบคู่กับงานราชการมาโดยตลอด ทุกวันจะไปถึงที่ทำงานประมาณโมงเช้า ไปส่งลูกก่อนแล้วมา โมงเช้าถึงแปดโมงครึ่งพอจะมีเวลาเขียนหนังสือ แปดโมงครึ่งรับราชการ จนถึงสี่โมงครึ่งก็เลิก จากนั้นก็กลับบ้าน ทานข้าวทานปลาเสร็จก็นอน แล้วลุกขึ้นเขียนหนังสือตอนสามทุ่ม ต้องนอนพักสักครู่ ถ้าไม่นอนพักสมองจะมึน ตื่นขึ้นมาอีกทีสามทุ่มก็เขียนหนังสือ แต่ก่อนไม่มีทีวีดู หนังสือพิมพ์ก็อ่านฉบับเดียว อ่านที่กรมมาก็พอแล้ว ลูกก็ไม่ได้กวนอะไรมากเพราะมีคุณป้าที่เขาเป็นโสดเลี้ยงให้ ดิฉันคิดว่าตัวเองค่อยๆ ขึ้นบันไดมาทีละขั้น ไม่ได้ประสบความสำเร็จเร็วอะไร เพียงแต่เราคิดออก เขียนได้ เป็นคนช่างสังเกต แล้วความจำก็ดี อะไรผ่านตาก็จะจำได้หมด ใครพูดอะไรให้ฟังว่าอย่างไรก็จะจำได้ แม้บัดนี้ก็ยังจำภาพบางภาพในอดีตได้แม่นยำเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน แต่ตอนหลังๆ ราวๆ อายุสัก 50 กว่าๆ อาจจะหมกมุ่นเรื่องบางเรื่องที่เราแก้ปัญหาไม่ตก ทำให้ความจดจ่ออยู่กับอะไรที่เคยจำได้หายไป แล้วก็ทำให้ความจำเสื่อมลง ที่เคยจำได้แม่นและเห็นครั้งเดียวจำได้นั้น มันไม่ใช่แล้ว แต่ก็เป็นอยู่พักหนึ่งจึงฟื้นตัว แต่ก็ไม่เหมือนเดิม ความช่างสังเกตและความจำเป็นคุณสมบัติของนักเขียนที่ดี… ที่ดีมากเลย นักเขียนต้องช่างสังเกตและช่างจำ ถ้าใครช่างสังเกตและช่างจำ 2 อย่างนี้เรียกว่าได้กำไร แล้วยิ่งเป็นคนเขียนหนังสือเป็นยิ่งได้กำไรมาก คุณสมบัติของนักเขียนนั้นต้องภาษา สำนวน ลีลา แล้วก็แนวคิด มุมมองที่เลือกเฟ้นแล้วเพื่อจะได้ไม่เหมือนใคร บวกอีก 2 คือความช่างสังเกต ช่างจำ ถ้ามีครบทั้ง 5 อย่างก็จะไปได้ราบรื่นจนวันตาย ไม่มีใครปฏิเสธผลงานของเขา คุณเชื่อเรื่องพรสวรรค์ไหม เชื่อค่ะ เพราะมีความรู้สึกต่อคนบางคนที่เคยเห็นเขามีพรสวรรค์ประจำตัว เขาสามารถลุกขึ้นมาเขียนหนังสือได้ดีโดยที่ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อนเลย อย่างเช่นตัวคุณเองด้วย ไม่ทราบ...ตัวดิฉันเองนี่ไม่ทราบ เพราะเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก อย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่าเขียนตั้งแต่อายุ 13-15 เริ่มจากหัดเขียนจนกระทั่งเขียนได้ตอนอายุ 15 หมายความว่าเขียนจนจบเรื่องนะคะ แต่จะดีหรือไม่ดีไม่ทราบเพราะไม่มีโอกาสอ่านทวน แต่คิดว่าไม่ดี ส่วนคนที่มีพรสวรรค์นั้นมักจะทำอะไรปุ๊บได้ดีปั๊บเลย แต่สำหรับตัวเองคงผ่านการฝึกฝน คือพรสวรรค์ก็อาจมี แต่การฝึกฝนที่ทำงานนี้มาต่อเนื่องไม่มีขาดตอนเลยแม้แต่วันเดียวนอกจากไม่อยู่บ้าน ก็เป็นระยะเวลาคิดแล้วจนกระทั่งบัดนี้อายุย่าง 77 ทำมาตั้งแต่อายุ 15 ฝึกฝนมาเรื่อยๆ เริ่มอย่างจริงจังเมื่ออายุ 20 จากนั้นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็เท่ากับ 57 ปีที่ดิฉันเขียนหนังสือมาโดยไม่ขาดตอนเลย มันก็คือการฝึกฝน วิธีการทำงานเขียนของคุณเป็นอย่างไร เขียนรวดเดียวจบหรือเปล่า ไม่ค่ะ ไม่เคยเลย ตั้งแต่เริ่มเขียนมา นอกจากเรื่องสั้น ถ้าเป็นนวนิยายจะเขียนทยอยส่งทุกครั้งและทุกเรื่อง แล้วก็ต้องตรวจทานค่ะ เมื่อก่อนดิฉันความจำดี ก็จะไม่มีสำเนา จนกระทั่งมาถึงอายุราว 40 ก็เริ่มมีสำเนา เป็นกระดาษก๊อปปี้ ต้นฉบับลายมือส่งไปสำนักพิมพ์แล้วก็หายไปเลย มีแต่สตรีสารเท่านั้นที่เก็บต้นฉบับไว้แล้วส่งคืน จนกระทั่งอายุ 60 กว่า ตอนที่เขียนเรื่องแนวประวัติศาสตร์ล้านนา มันยากสำหรับเด็กพิสูจน์อักษรที่จะอ่านลายมือ แล้วให้มันตรงตามนั้น ภาษาเมืองเหนือบางทีเขานึกไม่ออก ดิฉันก็เลยใช้วิธีส่งไป แล้วให้เขาพิมพ์ต้นฉบับกลับมาให้ตรวจก่อน แล้วก็ส่งกลับไปอีก ก็เลยไม่ค่อยผิด รู้สึกว่าจะเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 สัก 8-9 ปีมาแล้ว ที่ดิฉันใช้วิธีให้เขาส่งต้นฉบับพิมพ์มาก่อน ดิฉันตรวจแล้วเขาจึงจะเอาไปตีพิมพ์ตัวจริง ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียน ปณิธานสูงสุดในการทำงานของตัวเองก็คืออยากทำงานให้ได้ระดับมาตรฐาน หมายความว่าเป็นงานที่มีคุณค่า สามารถเก็บไว้อ่านได้ตลอดชีวิตโดยที่ผู้อ่านไม่เบื่อ อ่านหนหนึ่งก็ได้ความคิดอย่างหนึ่ง อ่านอีกหนก็ได้ความคิดอีกอย่าง อ่านกี่หนก็ได้ความคิดใหม่ๆ แตกดอกออกช่อไปตามวุฒิภาวะของผู้อ่าน อยากเขียนหนังสือให้ได้อย่างดนตรีคลาสสิค เป็นอมตะ ไม่มียุคสมัย ไม่มีวันตาย สมบูรณ์พร้อมทั้งภาษา ลีลาเฉพาะตัว และคุณค่าระหว่างบรรทัดที่มีประโยชน์ต่อชีวิตผู้อ่าน ถึงทุกวันนี้คุณพอใจกับปณิธานนี้หรือยัง ไม่พอใจ แม้ว่าหลายเรื่องจะได้รางวัลดีเด่น แต่ก็ยังไม่พอใจ ที่จริงแล้วได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเขียนเรื่องศาสนาเรื่องหนึ่ง การเมืองเรื่องหนึ่ง และการบ้านเรื่องหนึ่ง ซึ่งการบ้านนี้คิดว่าจะเขียนเรื่องของคน 4 รุ่น ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูก และหลาน ว่าได้พัฒนามาอย่างไร คือดั้งเดิมประเทศไทยของเรามีวัฒนธรรม จริยธรรม คุณธรรมที่ประกอบการใช้ชีวิตเป็นมาอย่างไร แต่บัดนี้มันผันแปรไปอย่างไร เสื่อมลงในด้านใดบ้าง มีทางแก้ไขและฟื้นฟูหรือไม่ ที่สังคมเสื่อม ส่วนหนึ่งเพราะคนไม่อ่านหนังสือ... ไม่ใช่หรอกค่ะ คิดว่าคนไทยไม่ค่อยใส่ใจที่จะกลั่นกรองความคิดของตัวเองขึ้นมาใช้งานมากกว่า คือวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมนั้นดีมาก คนในสมัยคุณพ่อคุณแม่ดิฉันส่วนใหญ่เป็นคนดี คือจะมีโกงอะไรก็นิดๆ หน่อยๆ ไม่เหมือนเวลานี้ที่เรารู้สึกว่าคนเห็นแก่เงินมาก ไม่รู้สึกว่าตัวนั้นจะต้องอยู่เพื่อเกียรติยศ เกียรติคุณใดๆ เรื่องไหนไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่อยากทำ แล้วควรแก้ไขอย่างไร ยากมาก ยกตัวอย่างละครแค่นี้ก็รับไม่ได้แล้ว เพราะตบตีกันมากเกินกว่าเหตุกว่าผลที่สมควร ไม่เข้าใจว่าใครเป็นผู้ย้อมสีคนเหล่านี้ จนกระทั่งคิดว่าการตบตีเป็นของดี แล้วก็อ้างเรตติ้ง เรตติ้งคืออะไร คือการที่เราจะพากันไปสู่ความเสื่อมกันหรืออย่างไร ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งครอบงำสังคมของเราอยู่ เคยคิดกันบ้างไหม เคยตั้งคำถามกันหรือเปล่าว่าเหตุใดละครไทยเดี๋ยวนี้ถึงได้ไม่งดงามเลย ไม่มีอะไรจรรโลงใจจรรโลงสังคมเลย อันนี้นี่แหละคือน้ำเน่าที่เราควรปรับปรุงฟื้นฟูให้ขึ้นสู่ระดับคุณภาพ ฟังดูแล้วเหมือนจะแก้ไม่ตก ถ้าช่วยกันแก้ก็ตกค่ะ ดิฉันเองก็เป็นเจ้าของบทประพันธ์ที่เขาเอาไปทำเหมือนกัน เห็นการตบกันแล้วก็ขมใจ คือมันมากเกินไป ถ้าคุณเป็นคนดูละครสัก 10 ปีขึ้นไปจะเห็นว่าละครเมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ บางเรื่องเขาทำได้ดีมาก อย่างละครของดิฉันหลายเรื่องดีมากจนประทับใจมาถึงเดี๋ยวนี้ แต่เวลานี้ไม่มีแล้วที่เราจะชื่นชม ดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรถึงจะดึงความเข้าใจของคนที่อยู่ในวงการละครให้มาเข้าใจร่วมกันได้ว่ามันไม่ใช่วัฒนธรรมของไทยเลยนะ ดิฉันเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นข้อมูลเขียนนวนิยาย ก็มีโอกาสได้ทบทวนถึงครั้งที่ญี่ปุ่นเข้ามาครองเมืองเรา ญี่ปุ่นบังอาจตบหน้าเรา ตบหน้าคนไทย ทราบไหมคะว่าเป็นเรื่องเลย โดยเฉพาะคราวที่ตบหน้าพระไทยที่เรียกว่า ‘เหตุการณ์บ้านโป่ง’ เรื่องราวบานปลายมาก เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรมนี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่หยาบช้ามาก คุณไปหาอ่านได้เลย แล้วตอนนี้ที่ภาครัฐเข้ามาจัดการคุณเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย แต่ไม่ใช่เพียงแค่ว่า น. หรือ ท. แค่นั้น ไม่ใช่ คุณต้องคุยกับเขาให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่า ละครคือเครื่องหมายของความเด่นความด้อยทางวัฒนธรรม คุณทำละครแบบนี้คุณอวดใครไม่ได้ ดิฉันไม่เห็นด้วยที่ไปเปลี่ยนเวลาออกอากาศ แต่เห็นด้วยถ้าคุณปรับละครของคุณให้สร้างสรรค์ขึ้น แม้จะเป็นละครครอบครัวก็ต้องสร้างสรรค์ วันก่อนก็เห็นตบตีกันนัวเลย เห็นจากรายการที่เขาเอาข่าวดารามาโฆษณาตอนหัวค่ำ แล้วเขาก็เอาตอนหนึ่งในละครออกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง โอ้โฮ...อยากร้องไห้เลยนะ อะไรมันจะขนาดนี้ แล้วเดี๋ยวนี้เด็กนักเรียนหญิงก็ตบกันแล้ว คุณเห็นไหม...คุณไม่ทราบหรอกหรือว่าถ้าดาราผู้เป็นแบบอย่างของเด็กทำอะไร เด็กก็มักจะเลียนแบบ ตัวอย่างพวกนี้จะส่งผลถึงนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ให้ผลิตงานออกมาในแนวนี้ด้วยหรือไม่ อันนี้ดิฉันไม่ทราบ ไม่ทราบเลย เพราะไม่เคยอ่าน ทราบแต่ว่านักเขียนวัยรุ่นเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ว่าเขาไม่ได้ตบตี เขาขึ้นเตียง เพื่อนดิฉันถามว่าละครไทยมีอะไรนอกจากตบตีกับขึ้นขี่กัน คุณดูซิละครเกาหลีมีไหม ประวัติศาสตร์ชาติของเขาเขาขายได้ทั่วโลก ดิฉันถือว่าหนังหรือละครคือแบบอย่างที่ดีที่สุด สอนคนได้ ให้การศึกษาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ผลเร็วมาก...ไม่ว่าผลทางบวกหรือทางลบ กลายเป็นว่าเราเอาของเลวมาขาย อืม...เราเอาของเลวมาขาย เขาเอาของดีมาขาย คาดหวังว่าจะดีขึ้นไหม ไม่ทราบหรอกค่ะ เพราะว่าทุกคนอ้างเรตติ้ง อ้างเรื่องเงิน คือเรตติ้งดีเงินก็ตามมาอะไรแบบนั้น ดิฉันไม่ทราบจริงๆ แต่ก็มีละครดีๆ สักเรื่องสองเรื่อง นานๆ ครั้ง เขาก็ดูกันชมกัน...เออ...ทำของดีก็ทำได้ แต่ทำไมไม่ทำ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ดู เพราะว่าพอเปิดไปเห็นตบตีกันทุกช่องก็แหยงแล้ว ชักกลัวไม่อยากดูแล้วละคร มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยเป็นคนดูละคร ติดละคร ท่านก็ถามว่า พี่...เรื่องของพี่เป็นละครอยู่หรือเปล่าตอนนี้ ก็บอกว่าตอนนี้ไม่มี ท่านก็ว่า ดิฉันไม่ดูแล้วนะละครไทย แย่ที่สุด ไร้สาระที่สุด ดิฉันหดหู่ใจ สลดใจที่ได้ดูสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องดู ยังเสียดายไม่หายที่การเปลี่ยนแปลงของละคร ทำให้ดิฉันกลายเป็นคนไม่ดูละคร ซึ่งแต่ก่อนชอบมาก ดิฉันได้ไปดูหนังชื่อ Atonement ตราบาปลิขิตรัก เรื่องของเขานิดเดียว เรื่องง่ายๆ แต่เขามีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งภาพ ทั้งบทสนทนา ศิลปะต่างๆ เพียบพร้อม แต่ละครไทยหนังไทย ดูแค่ตัวอย่างก็ตกใจแล้ว ขอโทษเถอะใช้คำว่า ไอ้ส้นตีน คิดดูซิ คุณทนไหวไหม ดิฉันก็รู้สึกว่า เอ...ทำไมชาติไทยเราถึงเสื่อมปานนี้ ไม่มีอะไรดีเลยหรือ บอกได้เลยว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยมีความสุขที่เห็นประเทศไทยเป็นแบบนี้ ละครไทยหนังไทยและอื่นๆ ดูเถอะ หนังหลายเรื่องแค่ชื่อก็ยังไม่จรรโลงใจเลย นานๆ จะมีสักเรื่องที่ผุดขึ้นมาดี คำถามที่เบื่อตอบที่สุด คำถามที่ดิฉันเบื่อตอบมากที่สุดคือคำถามที่ว่า คิดอย่างไรที่มีคนบอกว่านวนิยายครอบครัวเป็นนิยายน้ำเน่า คิดว่าอาจารย์เจือ สตเวทิน ขณะนั้นที่ท่านว่าน้ำเน่า ท่านคงไปสะดุดเอาอะไรสักอย่าง หรือได้อ่านเรื่องราวที่ท่านคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรกับผู้อ่านและซ้ำซาก คือน้ำเน่าหมายถึงน้ำนิ่ง น้ำครำ เมื่อไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย ทำไมต้องเอามาเขียน แต่ดิฉันคิดว่านวนิยายครอบครัวมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการเรียนการสอนเบื้องต้นของนักเขียนที่ส่งให้ผู้อ่านได้ทราบ ได้ฝึกปรือเกี่ยวกับการครองบ้าน ครองเรือน ครองรัก มีตัวอย่างและคำถามคำตอบอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ เพียงแต่ผู้เขียนต้องเขียนเป็น รู้จักดึงเอาแนวคิดและมุมมองของการเป็นครอบครัวจริงๆ เข้ามา แล้วกลั่นกรองบางส่วนที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าหนังสือสอนศีลธรรม ให้ผู้อ่านได้คิดตาม บางคนมีปัญหาชีวิตอยู่แล้วก็โดนใจ ตรงใจ มีหลายคนที่เดินเข้ามาบอกขอบคุณคุณกฤษณามากที่เขียนหนังสือให้เขาได้รอดพ้นจากปัญหาชีวิตในช่วงใดช่วงหนึ่ง เมื่อครอบครัวเป็นหน่วยแรกของสังคม กฎหมายก็ยังมีกฎหมายครอบครัว ก็แสดงว่าครอบครัวมีความสำคัญ เพียงแต่ในการถ่ายทอดความเป็นครอบครัวออกมาเป็นนวนิยาย ต้องเลือกหน่อยเท่านั้นว่า ควรจะเสนอมุมใดออกมาเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน เหมือนตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาชีวิตให้เป็นข้อคิดแก่เขาได้ มองวงการวรรณกรรมไทย ดิฉันคิดว่าเขาก็ไปกันเรื่อยๆ แต่หลายคนก็มีฝีมือ บางคนเขียนดีเขียนดังขึ้นมาเรื่องสองเรื่องแล้วก็ไปเรียบๆ คืองานนี้เป็นงานที่ยาก นักเขียนแต่ละคนก็ทำงานเยอะ ส่วนมากเป็นอาชีพ คนที่ทำงานเป็นอาชีพแล้วยากที่จะเปลี่ยนตัวเองได้ สมมุติว่าเปลี่ยนแนวเป็นแนวนั้นแนวนี้ได้ในคนหนึ่ง แต่จะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนค่านิยมนั้นยาก ใครมีวิธีคิด ค่านิยมและทัศนคติอย่างไร มักจะฝังตัวเองอยู่ในนั้นแล้วหลุดออกไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ว่ากัน คือคนในรุ่นหนึ่งก็จะมีทัศนคติ มีค่านิยมในรุ่นของเขาที่หล่อหลอมเขาขึ้นมา แล้วเขาก็บูชาความคิดที่เป็นอิสระของเขาในรุ่นนั้น ต่อมาก็ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานก็จะเป็นอย่างนั้นอีก คนรุ่นใหม่ก็คิดอีกอย่าง ความคิดของเขา มุมมองของเขามีทั้งสืบทอดและขัดแย้งกับคนรุ่นเก่าก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหวังให้วงวรรณกรรมตื่นเต้นโลดโผนมีสีสันตลอดเวลาคงไม่ได้ ทัศนะต่อนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีการดัดแปลงเสริมแต่งจนเกินความจริง มันจะส่งผลให้ผู้อ่านเชื่อตามนั้นหรือไม่ ส่วนตัวดิฉันเขียนตามประวัติศาสตร์เป๊ะเลยนะคะ อ่านดูได้เลย แล้วก็ไม่กล้าดัดแปลงอะไรทั้งสิ้น เรื่องพระนางจิระประภา ซึ่งถ้าเราแต่งเติมเสริมต่อให้เป็นโรมานซ์ก็ได้ ตอนที่พระไชยราชาเข้าเมืองเชียงใหม่ แต่ดิฉันก็ไม่กล้าทำ เพราะจะเสื่อมพระเกียรติท่าน เราคำนึงถึงอะไรหลายอย่างหลายประการ หนึ่งในนั้นคือเกียรติของผู้ที่เรานำไปปรุงใหม่ตามจินตนาการของเรา ซึ่งอาจจะออกมาแล้วอ่านสนุก แต่ว่าผู้ที่เรานำเขาไปขาย โดยที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึง เราต่อยอดออกไปเองเพื่อให้นักอ่านสนุกอย่างเดียวคงไม่เป็นการดี ดิฉันนึกถึงจริยธรรมของคนเขียนว่าต้องมี เพราะฉะนั้นจะไม่ว่ากระไร ถ้ามีคนเดินเข้ามาถามว่า เอ...ทำไมไม่โลดโผนกว่านี้ ก็ต้องตอบว่าพอใจแค่ระยะทางระหว่างประวัติศาสตร์กับคนอ่านมีความบันเทิง กับได้ข้อเท็จจริงที่สมเหตุสมผลเท่านั้น ทัศนะต่อรางวัลทางวรรณกรรมทุกวันนี้ ดิฉันคิดว่าก็เฟ้อเหมือนกัน คล้ายๆ กับว่ารางวัลเยอะมาก แล้วนักเขียนที่ได้รับรางวัลก็ซ้ำหน้า ใครเก่งก็ได้รางวัลไป เช่นนักเขียนเรื่องสั้นหลายคนก็ได้รับรางวัลบ่อย เท่าที่ทราบก็มีรางวัลสุภาว์ เทวกุล ได้แล้วก็ไปได้รางวัลที่อื่นอีก แต่ว่าส่วนใหญ่นักเขียนพวกนี้มีอาชีพเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เขาก็คงเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะยังเห็นว่านักเขียนมือรางวัลยังมีไม่มากเท่าไรที่มาขึ้นเวทีร่วมกับนักเขียนรุ่นเก่า มีไม่กี่คนเท่านั้น ประเด็นน่าจะอยู่ที่ว่าตัวรางวัลไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เพราะส่วนมากคนที่ได้รางวัลก็คือนักเขียนเก่าที่ได้รางวัลมาแล้ว บางคนหลายครั้ง ก็รับกันไป เสร็จแล้วทางองค์กรที่จัดประกวดก็ไม่ได้ทำให้เกิดดอกออกผลอะไรเกี่ยวกับหนังสือที่ได้รับรางวัล คือไม่มีการเผยแพร่ ไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพูด หรือไม่มีใครมาตั้งกองวิจารณ์ว่าดีหรือไม่ดีตรงไหน มีจุดด้อย จุดเด่นอย่างไร รางวัลที่ให้กันมากก็เลยลดประโยชน์ที่วงวรรณกรรมควรมีควรได้ อยากให้มีการวิจารณ์งานที่ได้รางวัลเหมือนสมัยก่อนที่การวิจารณ์เฟื่องฟู อย่างมีในสยามรัฐรายวันเสาร์หรืออาทิตย์ ลืมไปแล้ว เพราะ 20 ปีแล้ว เคยมีคอลัมน์ ‘สะดุดตัวหนังสือ’ ที่ภิญโญ ศรีจำลอง วิจารณ์งานโน้นงานนี้อยู่ หรือในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ก็ยังมีไพลิน รุ้งรัตน์ มีอาจารย์ดวงมน จิตต์จำนง มียุรฉัตร บุญสนิท มีใครต่อใครเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาวิจารณ์งานของนักเขียน ซึ่งดิฉันชอบมากเลยช่วงนั้น แต่ช่วงหลังหายไปหมด ได้ข่าวมาว่าเดี๋ยวนี้นักศึกษาก็ไม่อ่านหนังสือ อาจารย์ก็ไม่อ่าน แล้วอาจารย์ที่เคยวิจารณ์หนังสือก็ท้อที่จะมาทำ เพราะได้ค่าตอบแทนน้อยนิด แต่เป็นงานยาก เพราะต้องใช้ความสามารถสูงในการเข้าถึงความคิดและทัศนคติ ค่านิยมของนักเขียนแต่ละคนอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่ไปวิจารณ์เขาผิดๆ ต้องจับประเด็นของเขาให้ได้แล้วดึงประเด็นนั้นออกมาพูดในหนังสือแต่ละเล่ม เพราะฉะนั้นนักวิจารณ์จึงต้องอ่านงานของนักเขียนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งมาอ่านเรื่องที่ได้รางวัลเรื่องเดียว อาจจะต้องอ่านมาตั้งแต่นักเขียนยังเด็กๆ หรือเริ่มเขียนหนังสือด้วยซ้ำ จะได้รู้พัฒนาการของนักเขียนนั้นๆ แต่หนังสือพิมพ์เดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากเปิดคอลัมน์วิจารณ์ เพราะไม่มีใครส่งงานเข้ามา หรือฝีมือการวิจารณ์ไม่ดีพอ คุณคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดที่ว่า นักเขียนต้องรับใช้สังคม ดิฉันคิดว่าการเขียนหนังสือที่รับใช้หรือไม่รับใช้ต้องเขียนหนังสือให้เป็นก่อน คุณเปิดประเด็นว่ารับใช้สังคม แต่เวลาเขียนแล้วเขียนไม่ ‘ถึง’ มันก็ไม่ได้ใช่ไหม คุณต้องตัดสินใจก่อนว่าคุณจะเขียนหนังสืออย่างไรให้ผู้อ่านประทับใจสูงสุด คุณถึงจุดนั้นไหม ถ้าไม่ถึงจุดนั้นงานของคุณก็เป็นงานรองๆ ที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องอ่าน โดยเฉพาะสังคม ไม่มีใครอยากอ่านเพราะมันเป็นความทุกข์ คำว่าปัญหาก็คือความทุกข์ ที่คนชอบอ่านเรื่องหวานแหววมากกว่าเพราะไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องผจญกับความทุกข์ของตัวละคร คนก็เลยไปหาอ่าน ไอ้เราคิดเกือบตายก็อย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) ก็ต้องถามว่าถ้าเราจะรับใช้สังคมเราเขียนเป็นหรือเปล่า เขียนสั้นๆ แต่ประทับใจสูงสุดได้ไหม ขอยกตัวอย่างนักเขียนที่ดิฉันชื่นชอบ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ ที่เขาเขียนเรื่องรับใช้สังคม ถ้าเขียนเรื่องได้อย่างเขาดิฉันจึงจะถือว่ารับใช้สังคม แต่ถ้าเขียนอะไรที่มันไม่ถึงขั้น แล้วไปหลงตัวเองเสียก่อนก็น่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เป็นเชื้อโรคสำหรับนักเขียนก็คือความหลงตัวเอง ถ้าคุณทำงานแล้วนึกว่างานนี้ยังไม่ดีที่สุด คุณก็ยังมีทางเติมน้ำในแก้วที่ยังไม่เต็มได้ต่อไป ทุกวันนี้คุณพอใจกับวิถีชีวิตของตัวเองไหม พอใจมาก เพราะว่าไม่มีภาระอะไร ลูกก็โตกันหมดแล้ว แล้วดิฉันก็รักงานนี้มาก เขียนหนังสือทุกวัน ที่สำคัญก็คือมีเวทีที่สามารถนำเรื่องไปลงหลายต่อหลายที่ ทุกที่ก็ดีหมด ส่วนใหญ่คุณเขียนหนังสือช่วงไหน ช่วงเก้าโมงครึ่งถึงหกโมง หรือเลยไปถึงทุ่ม ทุกวันนี้การเขียนหนังสือสำหรับคุณเปรียบได้กับอะไร เป็นลมหายใจของชีวิตก็ว่าได้ คือตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือไปจนกระทั่งรู้สึกว่ามือตก เขียนแต่ละบรรทัดทั้งจืดและเซ็ง ไม่มีไอเดียอะไรอีกแล้วที่จะงอกเงยขึ้นมา หรือรู้สึกว่าวัยของเราหมดแค่นั้น คือหมดแรงแล้ว ถ้าหมดแรงเมื่อไรก็จะวางปากกา แต่เวลานี้เรี่ยวแรงยังดีอยู่ แล้วไฟที่อยู่ในตัวก็ยังทำงาน ทำให้รู้สึกอยากเขียนนั่นเขียนนี่ทุกวัน นักเขียนคนโปรดและหนังสือเล่มโปรด ดิฉันมักจะชอบนักเขียนสมัยก่อน หนังสือที่ยอดเยี่ยมสำหรับดิฉันก็คือ พระปฐมสมโพธิกถา ของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส แล้วก็ชุดของดอกไม้สด ยาขอบ มรว.คึกฤทธิ์ อีกคนหนึ่งที่เป็นคนเขียนหนังสือเก๋ คือ ร.จันทพิมพะ กับอีกหลายต่อหลายท่าน ซึ่งดิฉันอ่านมาตั้งแต่เด็ก เก็บรักษามาแล้วก็อ่านมาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่รู้สึกว่าเชยหรือล้าสมัย รู้สึกว่ายังอ่านได้อยู่อย่างดีมาก เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเขียนหนังสือได้มาตรฐานขนาดนั้น แต่นักเขียนรุ่นใหม่ดิฉันก็ชอบหลายคน ชอบความคิดดีๆ ของเข...
Read moreบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าสัวนักรักรุ่นใหญ่หัวใจศิลป์
May 26, 2013ถ้าจะพูดถึงหนึ่งในของรักของสะสมอันล้ำค่าของเหล่ามหาเศรษฐี ซึ่งไม่เพียงมีไว้ชื่นชม แต่ยังมีมูลค่าเติบโตไปเรื่อยๆตามกาลเวลาสิ่งนั้น็คือ ผลงานศิลปะ และถ้าพูดถึงเศรษฐีที่ร...
Read moreก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
May 17, 2013เพื่อนซี้ 24 ชั่วโมง ในยุคที่ปั๊มน้ำมันปิด 4 ทุ่ม ผับ บาร์ คาเฟ่ปิดเที่ยงคืน แต่แสงเรืองๆ ที่ส่องอยู่ตามหัวมุมถนน ปากซอยย่านชุมชน คือแสงสว่างจากร้านมินิมาร์ทนาม 7-ELEVEN ร้านค้าปลีกติดแอร์ซึ่งวิวัฒนาการให้เหมาะกับสภาพสังคมและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยกว่า 16 ปี กับกิริยานอบน้อมต่อชุมชนที่พวกเขาเป็นน้องใหม่ การศึกษานิสัยใจคอของแต่ละสาขา ทำให้ ณ วันนี้เมื่อเซเว่นอีเลฟเว่นเปิดสาขา ณ จุดใดไม่ว่าในเมืองหรือต่างจังหวัด กระแสความชื่นชมจากพี่ป้าน้าอา ลูกเล็กเด็กแดง ตบเท้าเข้าแวะเวียนมาอุดหนุนความทันสมัย และเลือกรับบริการต่างๆอย่างเต็มใจ จนถึงวันนี้กว่า 3,600 สาขาของเพื่อนบ้านที่ไม่เคยหลับทุกทิศทั่วไทย เป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายการันตีการเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมไปกับพัฒนาสังคมแวดล้อมของพวกเขาให้เติบใหญ่และเกื้อกูลอย่างแนบแน่น ท่ามกลางกระแสการต่อต้านแหล่งทุนค้าปลีกขนาดใหญ่จากต่างชาติยังคงกรุ่นเป็นระยะ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ผู้กรำศึกสงครามมาหลายสมรภูมิเผยวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแม้จะเป็น ‘คนต่างถิ่น’ ว่าสมรภูมินี้คือการต่อสู้กับตนเองมากกว่าคู่แข่งต่างชาติอย่างที่เขาเคยประสบพบเจอ ไฮคลาส : หากให้ประเมินดูว่าตนเองเป็นไปตามเป้าหมายที่วางลำดับขั้นตอนไว้มากแค่ไหน การที่ได้มาจับเซเว่นฯ ตรงนี้เป็นเวทีที่เกี่ยวพันกับคนเป็นล้านๆ คน มันถึงจะทำให้คนรู้จัก ก่อนหน้านี้ผมก็มีประสบการณ์ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ประชาชนคนไทยทุกคนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นการที่ได้มาจับเซเว่นอีเลฟเว่นมันก็ไม่ได้มาโดยการวางแผนอะไรหรอก ในเมื่อเป็นจังหวะที่จะต้องเข้ามาทำตัวนี้มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษ เผอิญคนเราถ้ามีความสำเร็จก็มีคนยกย่อง ไม่สำเร็จก็ไม่มีคนรู้เรื่อง ไฮคลาส : เป็นความประจวบเหมาะระหว่างโอกาสและจังหวะที่เข้ามาบริหารด้วยหรือเปล่า ไม่นะครับ ปกติในเครือหากเกิดบริษัทใดที่คนอื่นทำแล้วมีปัญหาก็มักจะมาถึงผม ฉะนั้นเซเว่นฯ ก็เป็นคนไข้คนหนึ่งของผม เผอิญมันอยู่ในเครือมานาน เพราะผมอยู่ในเครือมาตั้งแต่ 1973 พอมาถึง 1991 มันก็มีประวัติการทำงานอยู่ในเครือมาตั้งเกือบ 20 ปี ก็รักษาบริษัทที่ย่อบแย่บมาหลายบริษัท เพราะฉะนั้นเซเว่นฯ ก็เป็นไปอย่างธรรมชาติที่มาให้ผมแก้ให้ ไฮคลาส : ประสบการณ์ที่ผ่านมาในองค์กรเมื่อจะต้องเข้ามาแก้ไข รักษา เยียวยา และทำให้เจริญเติบโตต่อไปในธุรกิจค้าปลีก กระทั่ง ณ วันนี้มีสาขามากที่สุด ประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยคุณได้มากเพียงใด การผ่านโลกธุรกิจมา 20 กว่าปี การเข้าใจมันช่วยมาก เพราะว่าธุรกิจเซเว่นฯ วันนี้มันมีมิติมากมาย เช่นว่าเรามี ณ วันนี้ 3,600 สาขา และต้องดูแลลูกน้องสี่หมื่นกว่าคน จะต้องมี supplier หลายร้อยเจ้า จะต้องมีการขนส่ง จะต้องมีลูกค้าวันละ 4 ล้านคน ลูกค้าทั้งเดือน 15 ล้านคน และต้องยุ่งเกี่ยวกับราชการเกือบทุกกระทรวง จะต้องมีเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี ต้องสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นประสบการณ์ของการทำงานถ้าไม่มี 20 ปีนี้ผมคิดว่ารับมือไม่อยู่หรอก ไฮคลาส : การดูแลธุรกิจภารกิจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศซึ่งมีผลโดยตรงต่อวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนไทย มองว่า ณ วันนี้ เซเว่นหรือธุรกิจในเครือได้มีผล หรือได้เปลี่ยน หรือมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างไรบ้าง ในเรื่องของความสะดวกเราก็ไม่ได้ไปกระจายมันจนฟุ้งไปหมด มาสรุปที่ประเด็นเดียวก็คือคำว่า “ความสะดวก” 24 ชั่วโมงก็คือ ความสะดวก เพราะบางคนอาจจะว่างมาใช้บริการเราตอนไหนก็มีหมด รวมทั้งเที่ยงคืน ตี 3 ตี 4 บางคนต้องการมาใช้บริการเราตี 5 ก่อนเขาจะออกรถไปต่างจังหวัด จ่ายน้ำ ไฟ(ฟ้า) โทรศัพท์ มาร้านเราเพราะได้เห็นสินค้าใหม่ที่กำลังโฆษณาอยู่ในโทรทัศน์ การที่ทางบ้านเขาเกิดขาดสิ่งใดกะทันหัน การที่เราพยายามกระจายตัว พยายามเข้าถึงตรอก ซอก การเข้าถึงใกล้ผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เขาสะดวก ทำให้เขาสามารถทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่เดิมถ้าไม่มีความสะดวกแบบนี้ก็คงทำไม่ได้ เช่น ถ้าเขาออกรถในอดีตสัก 15 ปีที่แล้ว เขาก็ออกรถไปทั้งๆ ที่หิว หาซื้อของติดรถไปไม่ได้ น้ำ ไฟ โทรศัพท์ จ่ายค่าไฟไปที่ราชการไฟฟ้านครหลวง บางทีหมดไปครึ่งวัน เพราะคุณต้องไปที่นู่น ค่ารถไปกลับหมดไปแล้วครึ่งวันทำงาน ครึ่งวันการทำมาหากิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เชื่อว่างานที่พวกผมทำอยู่มันเอื้อความสะดวก และทำให้ชีวิตการทำงานของประชาชนเขารู้สึกเหมือนว่าเขาทำอะไรได้มากขึ้น เขามีประสิทธิภาพในการวางแผนการทำงานต่อวันดีขึ้น เราผูกพันกับคนถึง 15 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นเด็กเล็กและวัยรุ่นเข้ามาในร้านเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือเราอยากเห็นวัยรุ่นไทยมีการศึกษาที่ดีขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้นหมายถึงความคิด ไม่ได้หมายถึงใบปริญญา เราต้องการให้หนุ่มสาวที่มาทำงานกับเราได้เรียนหนังสือสูงขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ทำงานเพราะไม่มีเงินเรียนก็ทำงาน พอแก่ตัวเขามีความรู้น้อย ก็จะไปได้ไม่ดี เราก็ทำระบบการศึกษาแบบทวิภาคี คือผลักดันให้เด็กของเราที่กำลังเรียนให้ได้เรียน หรือเด็กโรงเรียนอาชีวะต่างๆ รวมทั้งมัธยมก็มีนะ ให้มาทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อเรียนรู้ชีวิต ไฮคลาส : แรงเสียดทานของการที่เซเว่นฯ เข้าไปในชุมชน ไม่มี เพราะว่าเราเป็นที่ต้องการของเขาไง เขาเข้ามาในร้าน มาได้ความสะดวกจากเรา ไม่ว่าน้ำ ไฟ(ฟ้า) โทรศัพท์ ใกล้บ้าน เขาขาดของเขาก็มาร้านเราแก้ขัด และของใหม่ๆ ให้เขาเข้ามาเปลี่ยน เปลี่ยนทุกวัน เรามีของใหม่เข้าไปทุกวันเอาของเก่าออกทุกวันเพราะร้านเราเล็ก เขาเข้ามาในร้านเราเขาไม่เคยเห็นแต่ละวันมีของซ้ำหมด เพราะฉะนั้นการเข้ามาที่ร้านเราเป็นความรู้สึกที่ดี จนพูดกันบอกเด็กๆ ตัวเล็กๆ ว่า “อย่าร้องไห้เดี๋ยวพาไปร้านเซเว่นฯ” เราช่วยเหลือการศึกษา เราญาติดีกับโรงเรียน เราดีกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เราดีกับกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการชอบเรา เราช่วยเหลือกทม.ด้านโรงเรียน 500-600 โรงเรียน เรามีกิจกรรมร่วมกับการศึกษาของกทม. เราสอนหมากล้อม ตอนนี้เด็กไทยเล่นหมากล้อมเป็นล้านกว่าคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คนเขาสัมผัสแล้วรู้ว่าเราหวังดี ความรู้สึกที่มีต่อกันเขารู้ว่าผมหวังดีกับเขาเขาก็อยากเจอผม เขารู้ว่าผมมีแต่ความรักและหวังดีต่อเขา เพราะฉะนั้นประชาชนรู้ว่าเซเว่นฯ มาบริการให้ความสะดวก เป็นมิตรกับชุมชน กับครู กับโรงเรียน เราเป็นมิตร (คุณประสิทธิ ฉกาจธรรม รองผู้จัดการทั่วไปสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น เสริม...) ยกตัวอย่างเสริมความจริงนิดหนึ่ง โลตัสเคยจับแม่ที่ขโมยซาลาเปาไปให้ลูก จนเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนไทยไปทั้งหมดเลย ในขณะที่ของเรามีเด็กนักเรียนเข้ามาขโมยของในร้าน ปรากฏว่าผู้จัดการร้านเอาเด็กคนนี้ไปไว้ข้างหลังร้าน และเอาสเลอปี้ เอาขนมไปให้เขากิน แต่บังคับให้เขาทำเลข 100 ข้อ และโทรไปตามผู้ปกครองของเขามา ผู้ปกครองเขาก็ขอบอกขอบใจเรา เพราะเราไม่ส่งตำรวจ เรากลับดูแลเขา ไปๆ มาๆ เขาก็เป็นลูกค้าขาประจำตรงนั้นไป และเราไม่ทำแค่นี้ ลูกค้ามาขอซื้อยา ปรากฏว่ายาไม่มีลูกน้องก็ไปเอายาตัวเองที่มีอยู่ให้ลูกค้าไปกินเพราะกลางคืนร้านอื่นปิดหมดแล้ว... เป็นยาที่บริษัทจัดให้กับเด็ก ในร้านเราไม่มียาเพราะเราไม่มีเภสัชกร เราก็ไม่ได้ขายยา ลูกค้ามาไม่มีเขาก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเพราะมันเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เราก็เอายาเราให้ฟรี ไม่เอาเงิน ไฮคลาส : กับคำกล่าวที่ว่าร้านค้าปลีกรายใหญ่มีส่วนทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชน ความจริงคือความจริง ความจริงที่เราได้อยู่ในหลายๆ ตลาด ร้านที่อยู่รอบข้างไม่มีใครปิด เขาอยู่ได้ ร้านต่างๆ ที่ปิดตัวไปเพราะพ่อแม่แก่แล้วลูกไม่เอาแต่เป็นร้านที่อยู่ติดกับเรา ไม่ใช่ว่าเราเป็นเหมือนเชื้อโรคไปไหนปั๊บมีร้านปิดทุกแห่ง ข่าวอย่างนี้นักข่าวทั้งหลายสรุปเหมาเอาเอง อนุมาน มันก็ต้องพิสูจน์ แต่ว่ามันไม่จริง สิ่งที่เขากลัวไปเอง คิดมากไปเอง อนุมานเองตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้เขาเบื่อแล้วที่จะมากล่าวหาเซเว่นฯ เพราะความจริงคือความจริงว่าเซเว่นฯ ไปไหนไม่มีร้านที่ถูกเราทำให้เขาปิด เพราะสินค้าเราหลีกกันได้ คุณดูสิสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต 2 หมื่นอย่าง โลตัสมี 8 หมื่นอย่าง เซเว่นฯ มีอยู่ 2 พันอย่าง และเซเว่นฯ กับร้านค้าปลีกข้างๆ สินค้าไม่ตรงกัน เขาอยู่ของเขา เราอยู่ของเรา เราขายในตัวเดียวกันแพงกว่าเขาเพราเขาจะไปตัดราคาจากราคาที่เจ้าของโรงงานตีราคามา เซเว่นฯ จะขายตามนี้เลย และจะมีซุปเปอร์มาร์เก็ต กับ ร้านโชห่วยเข้าไปตัดราคา เราขายเต็มราคา จะว่าเราแพงก็ไม่เชิง แต่พวกเขาพยายามขายถูก เราก็ไม่เคยไปขายถูกเพื่อสู้กับเขา ไฮคลาส : ปัญหาหนักใจที่สุดของเซเว่นฯ ณ วันนี้คืออะไร หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงแรกมาแล้ว เราไม่มีอะไรหนักใจ เพราะว่าเราทำงานบริการลูกค้าทุกวันในเชิงที่เราเปลี่ยนสินค้าทุกวัน แต่การทำงานที่เพื่อเปลี่ยนสินค้า เราทำงานเป็นขบวนการยาวเหยียด เช่นเรามี Supplier ที่จะต้องเตรียมสินค้าบวกกับโปรแกรมการลงโฆษณา โปรแกรมการ launch ตลาดของเขา เขาต้องมาคุยล่วงหน้า 6 เดือน ระหว่างคุย 6 เดือนเราอาจจะบอกเขาว่าวิธีการของคุณต้องแก้อย่างนี้ แก้อย่างนี้จะดี สินค้าคุณควรจะตั้งราคาอย่างนี้ๆ ในเชิงการตลาดเราสอน Supplier ไม่น้อย ดังนั้นเราทำงานล่วงหน้า พอสินค้าเขาโฆษณาปุ๊บดังปั๊บ ลูกค้ามาหาเราต้องเห็นของอยู่ในชั้น เราไม่เคยหยุดทำงาน และนำสิ่งต่างๆ นำความคิดต่างๆ ทั้งจากโลกภายนอกเข้าสู่เมืองไทย เอามาให้กับคนไทย เอามาให้กับ Supplier ไทย เราทำงานอย่างนี้ตลอดเวลา เราไม่ได้มัวแต่วันๆ อยู่กับปัญหาใดปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากของเรา ซึ่งใครถามเราอย่างนี้เขาไม่เข้าใจเรา ว่าเหมือนกับทุกๆ หน่วยงาน ทุกๆ องค์กรต้องมีปัญหาใหญ่ของเขาที่แอบซ่อนไว้ มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่มี (คุณประสิทธิ เสริม...) วันนี้ผมเข้าประชุม เขาเรียกว่า happy problem (หัวเราะ) เป็นปัญหาที่ทำให้มีความสุข ปัญหาที่ทำแล้วไม่จำเป็นต้องมีปัญหาอย่างทั่วๆ ไป ไฮคลาส : เกี่ยวกับปัญหาในอดีตเรื่องการขายบุหรี่ เป้าหมายของการโจมตีก็ใช่ บวกกับสื่อมวลชนไม่ได้เจาะลึกเลย ไม่เจาะลึกว่าการไม่ให้บุหรี่วางนั้นมันผิดกฎหมาย แต่พอผมประกาศเข้าไปในช่อง 3 ทุกคนถึงได้เริ่มเข้าใจแต่ก็โจมตีไปเรียบร้อย เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนไม่ทำงาน (คุณประสิทธิ เสริม...) บางทีเป็นเครื่องมือของบางคนโดยไม่รู้ตัว กฎหมายมันออกมาตั้งแต่ปี 2535 ตอนที่มีเรื่องนั่นมันปี 2548 สิบกว่าปีผ่านไป หมอประกิต หมออะไรต่างๆ ก็อยู่ในนั้น มีเอกสารอยู่ในนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรเลย พอจะลงสมัครสว.ก็ใช้เรื่องนี้โปรโมทเพราะว่าหาเสียงไม่ได้ รณรงค์ไม่ให้โชว์บุหรี่ แต่ความจริงมันไม่มีกฎหมายมาบังคับ (คุณประสิทธิ เสริม...) และบุหรี่เถื่อนก็ทะลัก และไม่มีผลว่าเป็นการทำให้คนสูบบุหรี่เพิ่ม เขาออกมาให้ข่าวหลังจากนั้น สสส. ถ้าดูหนังสือพิมพ์ว่าหลังจากปิดแล้วเยาวชนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 90% เห็นข่าวหรือเปล่าไม่ทราบ ผมยังให้ลูกน้องตัดเก็บเอาไว้ แสดงว่าเขาไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ แล้วเขาทำเพื่ออะไร ทำเพื่อจะได้มีชื่อ ทำเพื่อจะได้รู้ว่า สสส.ทำงาน เอาละเรื่องบุหรี่ สื่อมวลชนขายข่าว เอาง่ายๆ โดยผิดถูกฉันไม่สนใจฉันจะได้ขายข่าว เซเว่นฯ เป็นเหยื่อเหรอ...ดีแล้ว ตัวโต จริงๆ คืออย่างนี้ ในเมื่อสื่อมาตรฐานต่ำขนาดนี้ประเทศชาติเราจะเจริญได้อย่างไร ไฮคลาส : ขณะนี้เซเว่นฯ ก็สร้างสื่อของตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่...หนังสือ All นี่เป็นเวทีสำหรับนักเขียน ตรงนี้เป็นการส่งเสริมการอ่าน ประการที่สองคือ เรามีนักเขียนดีๆ ที่ไม่มีเวทีเอางานเขียนไปลง เราไม่ได้เอามาเพื่อรณรงค์ต่อสู้ทางความคิดกับใคร คุณไปเปิดดู พลิก All เลยว่าไม่มีความเห็นของเซเว่นฯ เลยทั้งสิ้น แต่ทำเพื่อส่งเสริมการเขียน ส่งเสริมการอ่าน (คุณประสิทธิ เสริม..) ถ้ามีก็คอคิดทางอ้อม ประชาชนอ่านมากขึ้น คิดมากขึ้น ประชาชนจะฉลาดขึ้น จะรู้จักชั่งใจ และหาข้อมูลจากทุกด้าน ไม่อย่างนั้นฟังอะไรปุ๊บก็เขวตามไปทั้งหมด พระธรรมปิฎกท่านบอกว่า สังคมไทยคือสังคมฐานความรู้สึก แทนที่จะเป็นฐานความรู้ แลอดีตะนายกฯ ก็ก๊อปปี้คำนี้มาพูดต่อ ไฮคลาส : หรือว่าอยากจะนำไปสู่อะไร อ๋อ...ไม่หรอก เราก็บอกแล้วไงว่าเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างให้สังคม เราไม่นำสังคมไปทางใดทั้งสิ้น เราต้องทำอะไรบางอย่างให้ เช่นการศึกษา เราเน้นให้คนอ่าน แต่อานไปในทิศไหนเราไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นเราก็เพียงแต่ช่วยให้คนไทยอ่านได้เยอะขึ้น แทนที่จะถูกประณามว่าคนไทยอ่านปีละ 6 บรรทัด ซึ่งมันทุเรศไหม ในความรู้สึกที่คนมีการศึกษาอย่างพวกเราถูกประณามว่าคนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือปีละ 6บรรทัด แล้วะพวกเราไม่เจ็บช้ำเหรอ เราสนับสนุนกิจกรรมสังคมเชิงการคิดการอ่านของประชาชน เราไม่นำไปทางใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่นำไปทิศไหน แต่ขอให้อ่านมากขึ้น ไฮคลาส : ในฐานะที่คุณก่อศักดิ์เป็นคนอ่านเยอะ ปรัชญาด้านการใช้ชีวิตกับทุนนิยมมันขัดแย้งกันหรือเปล่า ไม่หรอกครับ ผมหาทิศทางเจอว่าโลกเราวันนี้เราเข้าใจมาตลอดว่ามีเพียงแค่รัฐบาลทางตั้ง ก็คือไทย มาเลย์ฯ อิหร่าน ฯลฯ จริงๆ วันนี้เรามามองอีกแบบหนึ่ง เรามีบริษัทใหญ่ระดับโลก และมันมาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว เช่น โทรศัพท์ มีใครไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับมือถือเหรอ เราต้องมีบริษัทรถยนต์ที่ทุกวันเราต้องใช้รถยนต์ รวมๆ แล้วทุกวันนี้เราหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอ เช่น โตโยต้า ฉะนั้นบริษัท Top 1000 แรกของโลกมันเป็นประเทศทางขวาง ตอนนี้มันเป็นประเทศที่มีผลโดยตรงต่อชีวิตเรามากกว่าประเทศทางตั้ง เพราะประเทศทางตั้งจะเหลือเพียง 20 กว่าประเทศที่มีพลัง นอกจากนั้นตามหมด ไฮคลาส : แต่ในประเทศทางขวางที่ว่า แก่นหรือรากของมันก็มาจากประเทศทางตั้งที่ใหญ่อยู่ไม่กี่จุดไม่ใช่หรือ รากจริง แต่อย่าไปมองที่เบื้องหลังตลอด ดูวันนี้กับพรุ่งนี้ดีกว่า มันตรงข้ามแล้ว ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาแข็งแรงมาก เพราะมันมีบริษัทที่แข็งแรงอยู่เยอะ ในขณะที่ประเทศที่ใหญ่เท่าเขา คนเท่าเขา คือบราซิลไม่มีบทบาท แต่ประเทศที่มีประชากรอย่างประเทศไทย เราอยู่กันอย่างกลางๆ 60 ล้านคน รัฐบาลของเราในโลกไม่มีใครสนใจ เขารู้จักอย่างเดียวว่าเรามีในหลวง นอกจากนั้นเขาไม่รู้หรอกว่ารัฐมนตรีเราชื่ออะไร ถ้าให้บิลเกตมาเมืองไทย รัฐมนตรีสำคัญกว่า หรือว่าบิลเกตสำคัญกว่า ชัดเจนแล้ว...รัฐมนตรีของเราในเมืองไทยดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ในฐานะระดับโลกบิลเกตไม่เคยเห็นรัฐมนตรีไทยอยู่ในสายตา คุณกับผมไปสิงคโปร์กลับมาก็ไม่รู้หรอกว่ารัฐบาลมีใครบ้าง ชื่ออะไร รู้จักนายกฯ คนเดียว รัฐบาลทางตั้งซึ่งใช่ในทางภูมิศาสตร์เป็นแหล่งที่ตั้งของบริษัทต่างๆ แต่นั่นคืออดีต บริษัทยักษ์ของโลก วันนี้อาจจะมีสำนักงานอยู่ BVI : British Virgin Island ไม่สำคัญแล้ว เวลานี้กลายเป็นว่าอิทธิพลของบริษัทต่างๆ เหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเรา แม้ว่าพวกเราจะหนีแต่ไม่พ้นหรอก ไมโครซอฟต์ รถยนต์ โนเกีย โทรทัศน์ วันนี้เราเข้าใจว่าถ้าเราเห็นข้อมูลทั้งหมด เห็นเหตุผลทั้งหมด เห็นทุกอย่างเราจะรู้ว่าเหมือนกัน แต่ถ้าเราไปรู้เพียงแค่ซีก แค่ส่วน เราจะรู้สึกว่ามันขัด เรามามัวแต่คิดว่าทุนนิยมจ๋าจะทำร้ายคนจน เราไปมองโลกอดีตมากไป แต่วันนี้ทุรนนิยม เขาก็ต้องทำงานด้าน CSR : Cooperate Social Responsibility ถ้าบริษัทถูกจ้องว่าเป็นบริษัทเลวร้าย อย่างเช่น โตโยต้า เขาพังเลยนะ หรือสมมุติวันหนึ่ง โนเกีย มีคนด่าหลายๆ ประเทศ โนเกียก็จบเลย ไฮคลาส : ตอนนี้ก็เหมือนเป็น Human farm หรือว่าเป็น Customer farm ซึ่งต้องดูแล customer ในเวลาเดียวกัน ใช่ โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางนั้น และประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราบริษัททางขวางเขามี Customer drive ประสิทธิภาพขององค์กร ความพอใจของลูกค้า ความพอใจของพนักงาน เขาจะไม่เลอะเทอะเหมือนกับประเทศหนึ่งที่มีข้าราชการคอรัปชั่นมหาศาลก็ไม่มีใครจับเขา ประสิทธิภาพของทั้งประเทศห่วยแตกก็ไม่มีใครไปว่าเขา จนถึงวันที่เขาจะต้องติดคุก แต่ตอนนั้นเขาก็ทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติไปเยอะแล้ว แต่ในองค์กรระดับรัฐบาลทางขวางกลับแคร์กว่า แคร์ประชาชนแคร์ลูกค้า ประสิทธิภาพสูงกว่า เอาละวันนี้เราอยู่กับโลกที่เราต้องเข้าใจใหม่ว่ารัฐบาลทางตั้ง ถ้าจะแข็งแรงต้องมีบริษัทใหญ่ๆ ถ้าเรามัวแต่มองว่ารัฐบาลทางตั้งอย่างเดิมสำคัญ ข้าราชการสำคัญ อธิบดีกรมสำคัญ แต่แท้ที่จริงคนเหล่านี้ไม่ได้สร้างประเทศให้ดีขึ้น เผลอๆ ยังไปวางกฎวางเกณฑ์ ระดมคนมาเกลียดบริษัท จริงๆ มันเป็นการทำร้ายประเทศ ถ้าประเทศที่มีแต่บริษัทอ่อนแอหมด คิดดูสิครับถ้าปี 1997 วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่มีบริษัทแข็งแรงเหลืออยู่ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีเครือปูนฯ เหลืออยู่ ไม่มีเครือซีพีเหลืออยู่ ไม่มีเครือสหพัฒน์ฯ เหลืออยู่ พังหมดเลย ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ไฮคลาส : ณ เวลานี้ที่มีความผันผวนจากทั้งภายใน และภาวะราคาน้ำมัน สงคราม ฯลฯ มีผลต่อการดำเนินธุรกิจค้าปลีกของเซเว่นฯ เพียงใด ไม่มีปัญหา เพราะเราบอกแล้วว่าเราคือผู้บริการประจำวัน คนยังไงก็ต้องกินต้องใช้ เราเผอิญโชคดีที่สุด ถ้าคนจะซื้อน้อยลงก็คือเขาซื้อของฟุ่มเฟือยน้อยลง สินค้าแคตตาล็อกเราเป็นสินค้าราคาหลักร้อย หลักพัน ไม่เคยขายของหลักหมื่นหลักแสน เพราะฉะนั้นเราเป็นค้าปลีกที่ถูกกระทบช้าที่สุด ไฮคลาส : ย้อนกลับมาถึงเรื่อง Human farm อีกทีหนึ่ง คุณก่อศักดิ์ได้พูดถึงในแง่บวก หรือแง่ที่มันเป็นไปได้ แต่ของทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งบวกและลบ มองว่าผลกระทบที่เราพยายามจะสร้างฟาร์มเลี้ยงผู้บริโภคของเราเพื่อที่จะบริโภคและผลิตให้เราอย่างยั่งยืนในแง่ดีไปนานๆ มันมีผลกระทบในแง่อื่นที่พอจะเป็นไปได้บ้างไหม และต้องระวังอย่างไร ไม่ใช่ อันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องระวัง โลกมันกำลังเดินไปอย่างนี้แล้ว เราต้องรู้จักปรับตัวตาม ผมอยากจะเน้นว่าพวกเราถ้าสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนและข้าราชการให้รู้ เราจะต้องอย่ามาต่อต้านองค์กรเอกชน และสอง เราควรจะมาทำให้องค์กรเอกชนระลึกถึงหน้าที่ต่อประชาชน ต่อผู้บริโภค ต่อประเทศชาติ ไฮคลาส : มันทำให้โอกาสการแข่งขันทลายลง หรือปิรามิดจะทลายลง เกิดความเท่าเทียมขึ้นหรือไม่ ใช่ เพราะอดีตอำนาจรัฐต่างหากทำให้เกิดความไม่ทัดเทียม อดีตผู้ยิ่งใหญ่ที่ปฏิวัติไม่กี่คน และหนุนไม่กี่ครอบครัวให้รวย นั่นแหละคือความไม่ทัดเทียม เพราะไม่กี่ครอบครัวที่รวยแล้วแบ่งเงินให้กับผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ (คุณประสิทธิ เสริม...) ผมยกตัวอย่างหนึ่ง เราเห็นโชห่วยสืบทอดลูกหลานไป พอเขาไม่ได้สืบทอดเราเสียดายแทน แต่พอมีเซเว่นฯ เราทำให้คนที่ไม่สามารถแม้แต่จะทำโชห่วยได้ด้วยตัวเอง เพราะครอบครัวไม่ได้เป็นลูกคนจีน เป็นเด็กบ้านนอกคนไทยทั้งหลาย แต่ตอนนี้เป็นเจ้าของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนมหาศาล เพราะว่าเขาเข้ามาเป็นพนักงาน และเราก็ให้เขาเป็นเถ้าแก่ เจ้าของร้าน สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสที่เพิ่มขึ้นมา ประชาชนเองก็มีส่วนเป็นเจ้าของได้โดยผ่านกระบวนการของการซื้อหุ้น หุ้นเราก็ถูกๆ 6-7 บาท ขณะที่โลตัส เราเข้าไปแตะต้องไม่ได้ กำไรทั้งหมดก็เอากลับบ้าน ไปอยู่ในชุมชน พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของเขาก็เป็นไม่ได้ เพราะเขาเป็นบริษัทปิด ผมเรียกร้องอย่างเดียวว่า ถ้าองค์กรเอกชนจำนวนมากขึ้น แข็งแรงขึ้นทุกองค์กร และรับผิดชอบสังคมมากขึ้น ประเทศชาติดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องพึ่งนายกฯ ไม่ต้องพึ่งข้าราชการ ไม่ต้องพึ่งด็อกเตอร์ ไม่ต้องพึ่งอธิบดี เพราะพวกนี้พึ่งไม่ได้ แต่พวกเราต่างหากที่พึ่งเครือปูนฯ เครือสหพัฒน์ฯ แบงค์กรุงเทพ แบงค์นครหลวง ทุกวันเราต้องพึ่งองค์กรเหล่านี้ต่างหาก ขอให้องค์กรเหล่านี้บริการให้ดี อย่าเป็นเจ้าขุนมูลนาย เช่น บริษัทกึ่งราชการมันยังมีเจ้าขุนมูลนายอยู่ ขอให้มี Human farm จริง Customer farm จริง มีเงินก็มาลงทุนเพิ่มสร้างงาน มีเงินกำไรก็สร้างงาน ประเทศชาติจะเจริญด้วยวิธีนี้วิธีเดียวครับ คุณจะหวังรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ เก่งด้วย มีในโลกนี้ไหม คุณจะหวังข้าราชการที่รักประชาชนมีจริงไหม ไม่มีจริง เขาทำงานขอให้อย่าผิดเป็นใช้ได้ ความดีไม่ปรากฏ ความชั่วไม่มี ไฮคลาส : เป็นเพราะว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่...เรียกว่า เลวน้อยที่สุดหรือเปล่า ใช่ เลวน้อยที่สุด แต่ประสิทธิภาพต่ำสุด การตัดสินใจโดยนายกฯ เผด็จการ ถ้าดี ทุกอย่างทันการณ์ ถ้าไม่ดีก็คอรัปชั่นแหลกราญ ไฮคลาส : ในขณะที่เราเองติติงระบบการศึกษาแบบเก่าแต่ว่าองค์กรใหญ่ๆ ในประเทศนี้เกือบทุกองค์กรก็มักจะเอาระดับหัวกะทิจากสถานศึกษานั้นๆ มา คุณกำลังห่วงว่าไม่มีคนดีไปอยู่ในภาคราชการใช่มั้ย (หัวเราะ) ไม่จำเป็นต้องมีคนดีในภาคราชการอีกต่อไป ข้าราชการขอให้ทำงานในหน้าที่ให้เข้มแข็งพอ เราไม่ต้องการความเก่งของเขามานำประเทศ ที่ผ่านมาภาคเอกชนคือผู้ขับเคลื่อนประเทศนะ แต่ไม่ถูกยอมรับ ในอดีตหลายสิบปีผ่านมาระบบราชการคุมประเทศ นำประเทศ เราเลยคิดว่าเราต้องการข้าราชการชั้นเยี่ยม บางทีจบทุนหลวง บางคนจบด๊อกเตอร์แล้วมาเป็นข้าราชการไปถึงอธิบดี พวกเราคุ้นกับการคิดว่าคนเหล่านี้คือคนนำประเทศ แต่ผิด! คนเหล่านี้นำประเทศไม่มีเจริญหรอก มันเจริญไม่ได้ จริงมั้ย...ข้าราชการเหล่านี้จะมานำประเทศไปสู่สิ่งที่เจริญกว่าไม่ได้ ตามไม่ทัน ข้าราชการมีระเบียบมหาศาล ข้าราชการที่เรียนสูง หัวคิดดี แต่อยู่ในระบบราชการนานๆ มันไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ คนที่จะกล้าคิด กล้าทำ กล้านำประเทศไปสู่ความทันสมัยคือองค์กรเอกชน ขอให้ข้าราชการอย่ามาทำลายเอกชน ไฮคลาส : การที่องค์กรจะต้องควบคุมคุณภาพของสาขาให้มีมาตรฐานเดียวกัน เราก็มีทีมระดับล่างที่ทำหน้าที่ Q.C. (Quality Control) ก็ทำหน้าที่ของเขาให้ดีไป Q.C.นั้นไม่ใช่ผมส่งมือ 2 มือ 3 ของผมไป Q.C. เราต้องมีระดับกลาง ล่าง หลายร้อยคนคอย Q.C. เขาปฏิบัติหน้าที่ของเขาให้เต็มที่ และร้านก็ปฏิบัติหน้าที่ให้เข็มแข็ง และไม่ใช่จากผมก็ลงไปถึงข้างล่าง จากผมลงไปกี่ชั้นนั้นทุกคนมีอำนาจหน้าที่และมีอำนาจค่อนข้างเต็ม ประเภทใครจะมาบังคับเขาว่าให้คอรัปชั่น ไม่ได้ เช่นบังคับให้เขาทำหน้าที่ให้ด้อยลง เพื่ออีกคนหนึ่ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดไม่ได้ เพราะเรากระจายอำนาจทำงานเต็มที่ จึงไม่ขัดแย้ง ฉะนั้นคุณคิดว่าเราเป็นองค์กรใหญ่ ต้องโตด้วย ประเทศต้องการประชาธิปไตย องค์กรดีเผด็จการ พวกคุณก็คิดว่ามันขัด เพราะพวกคุณไม่ได้มองเห็นภาพที่ถูกต้อง อย่างพวกเรา 4 หมื่นกว่าคน เราไม่ได้ทำงานแบบ dictator 4 หมื่นกว่าคนนั้นผมไม่ได้ใช้ม้า 3 ตัว มาเทียมรถให้ลาก เราเป็นรถยนต์ออโตเมติค ทุกชิ้นส่วนเรารวมกันหมดทำให้รถเคลื่อนได้ คุณประสิทธิ เสริม...ในนี้ก็ดูแลของตนไปตามส่วนแต่ละอวัยวะ หัวใจก็เต้นไป กระเพาะก็ทำงานไป ตับไตทำงานไป แต่ระบบมัต้องนร้อยเรียงกันอยู่ต่อเนื่องกันอยู่ไม่อย่างนั้นเสร็จแน่ ไฮคลาส : การเอาคนเข้ามาเพื่อที่จะเข้าใจกัน สื่อสารกัน คัดสรรอย่างไร ขอให้เป็นคนดี คืออย่าโกงบริษัท เพราะโกงบริษัทคือโกงเพื่อนทั้งหมด เพราะที่นี่เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์มาจากพวกเราทำเงินกำไรมาเลี้ยงพวกเรา ใครโกงเอาประโยชน์เบียดบังไปก็เท่ากับโกงทุกคน ไฮคลาส : แล้วสื่อสารอย่างไรหรือทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ดีมาแล้ว ที่นี่ใครไม่ดีอยู่ไม่ได้ เราไม่สนใจว่าคุณเก่งมาก เก่งน้อย เก่งกลาง แต่ขอให้คุณเป็นคนดี รักคนอื่นเป็น ไฮคลาส : “คนดี” ช่วยขยายความหน่อยได้ไหม คนดีคือคนที่ไม่ตั้งใจที่จะมาเอาเปรียบคนอื่น ไม่ทำผิด ไม่ตั้งใจที่จะทำผิดเพียงเอาประโยชน์เข้าตัวเองคือคนดี การไม่เบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนองค์กรก็คือเบียดเบียนคนอื่น อย่าไปคิดว่าเพื่อนโกงบริษัท เฮ่ย! ไม่เป็นไรไม่ได้โกงกู คิดอย่างนั้นไม่ได้ เบียดเบียนบริษัทก็คือเบียดเบียนทุกคน เพราะผลประโยชน์ที่เขาเบียดเบียนไปมันทำให้ทั้งบริษัทขาดรายได้ เราถือว่าบริษัทนี้ก็คือของคุณทุกคน เพราะฉะนั้นขอให้คุณมาแล้วอย่าเบียดเบียนคนอื่นคือคนดี คนดีของเราก็คือ ไม่รังแกคนอื่น คนที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น (ล้อมกรอบ) ไฮคลาส : แต่คนสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะไม่เหมือนอย่างที่คุณก่อศักดิ์บอก แต่ถ้าเขาเข้ามาในนี้แล้วเขาต้องอยู่กับคน จะมีกระบวนการภายในหรือว่าวัฒนธรรมองค์กรที่หล่อหลอมอยู่ เข้ามาหนึ่งคน แต่ละชิ้นคุณต้องประสานงานกับคนเป็นสิบๆ ถ้าคุณปรับตัวได้ ไอ้นิสัยเก่าที่บ้านคุณ นิสัยเก่าที่มาจากโรงเรียนคุณเปลี่ยนเอง ถ้าคุณมาแล้วแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณไม่เอางานเอาการ เอาเปรียบบริษัท เอาเปรียบคนอื่น ส่งงานให้บริษัทชุ่ยๆ บริษัทไม่ต้องไปไล่คุณออกหรอก อยู่ไม่ได้ ระบบมันกรองกันเอง เราไม่ได้บอกว่า 4 หมื่นกว่าคนเราต้องคัดคนเก่งๆ มาหมดจากประเทศไทย มันคัดไม่ได้ แต่ขอให้คนที่เหลืออยู่ได้คือคนดี คนดีก็คือที่ว่าแหละ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เอาแค่นี้แหละง่ายดี ไฮคลาส : การค้าขายให้สำเร็จต้องเข้าใจมนุษย์เป็นอย่างดี การที่จะเข้าใจมนุษย์ได้มันต้องสะสมอะไรไว้บ้าง ต้องอ่านเยอะ ตั้งแต่เรียนหนังสือ ผมเป็นคนอ่านเยอะ และผมบอกตรงๆ ภาษาไทยผมก็เก่งนะ การที่เราเข้าใจภาษาก็แปลว่าเราต้องอ่านวรรณกรรม เราต้องอ่านหนังสือ เราต้องขีดเขียนเป็น เพราะฉะนั้นการเข้าใจวรรณกรรมการเข้าใจหนังสือ ภาษาหนังสือดีคือคนเข้าใจคน ใครภาษาดี จริงๆ มีแนวโน้มที่จะเก่งจัดการ เพราะคุณจัดการภาษาได้ดีนะ คนที่จัดการภาษาไม่ดีเลยเรื่องภาษาห่วยแตก พวกนี้ไม่เก่งหรอกเรื่องจัดการ การจัดการเริ่มต้นที่ตัวเอง เช่น เหรียญซุกอยู่ตรงไหนไม่รู้ ในตัวเราไม่รู้ซุกอยู่ในกระเป๋าไหน เวลาล้วงก็ออกมาหมด คนพวกนี้จัดการไม่เป็น ภาษาก็เหมือนกัน คุณจัดการกับระบบภาษาเขียนให้คนรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ การเข้าใจภาษาคือพื้นฐานที่ดีที่สุด ไฮคลาส : คุณก่อศักดิ์เองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของมนุษย์คุณภาพ คิดว่ากระบวนการสร้างคนให้เป็นอย่างเราน่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง นอกจากการอ่าน ผมถึงทำเรื่องอ่าน ผมทำเรื่องหมากล้อม เพราะหมากล้อมถ้าคุณไปอ่านมากขึ้นก็จะเข้าใจ ว่ามันคือสงครามชีวิต ชีวิตที่ต้องรับมือกับทุกๆ เรื่องในวันเดียว คุณต้องรับเรื่องเป็น รับแล้วเรื่องต่างๆ ไม่ใช่ดีเฉพาะมันเอง แต่ว่ามันต้องเข้ากับเรื่องอื่นให้ดีด้วย เช่น งานดีแต่ว่าทิ้งครอบครัวก็ไม่ดี เราจะต้องรับกับภาพรวมให้ดี ไฮคลาส : ขออนุญาตถามซอกแซกเรื่องส่วนตัวหน่อย เพราะว่าเห็นหน้าไม่เหี่ยว ไม่ย่น ไม่แก่เลย มีวิธีบริหารจัดการชีวิตอย่างไร เพราะว่าวันหนึ่งน่าจะต้องเจอกับเรื่องที่ทำให้หน้าเหี่ยวมากมาย ไม่ใช่ เพราะว่าคนเราไม่เข้าตาจนไง ผมยึดหลักการพ่อผมว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ผมไม่ทำอะไรจนเกินตัว ผมไม่ทำอะไรจนตัวเองเข้ามุมอับ ผมสบายๆ ผมรับผิดชอบประจำวันมันก็ไม่ใช่หนักหนา และผมก็กระจายงานให้ลูกน้อง ผมจริงใจกับลูกน้องลูกน้องก็รักผม ช่วยกันคิด เราไม่มีการเล่นเกมกับลูกน้องให้มาระวังระแวง เราไม่ได้อยู่ในแบบที่เรียกว่าวันๆ ต้องมาระวังระแวงกัน หรือวันๆ ก็มีแต่ปัญหาแบบที่เรียกว่า “ขบไม่แตก” คนเราเครียดก็คือมีปัญหาที่ขบไม่แตก กำลังจะเข้าตาจนและหาทางออกไม่ได้ถึงเรียกว่าเครียด แต่ถ้าทุกวันนี้จะต้องไปติดต่อคนนู้นคนนี้ อย่างมากเรียกว่า “มีแรงกดดัน” แต่ไม่ควรจะเรียกว่าความเครียด คนไทยไปใช้คำผิด คนเราจะเครียดก็ต่อเมื่อมองเห็นหายนะแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรนั่นแหละคือไม่เครียด ถ้าคนเราไม่เครียด และยิ่งถ้าทำให้ตนเองไม่มีหนี้ ไม่อับจนบ่อยๆ มันก็ยิ้มได้ทุกวัน ผมต้องรับผิดชอบทีมงาน 4 หมื่นคนผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักหนาอะไร ไฮคลาส : มีคนเครียดแทน ไม่ แต่ผมก็ไม่ได้ให้เขาเครียด เพราะผมก็ไม่ไปทำให้เขาเครียด ผมไมได้ไปบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ผมไม่ใช่หัวหน้าประเภทที่ไปทำคนอื่นแย่ บางทีเราจะให้งานเราคิดเผื่อว่าเขาทำได้ไหม ให้คำปรึกษากับลูกน้องที่เราสั่งงาน งานทุกงานที่เราสั่งให้ลูกน้องคนไหนล้วนแต่ต้องศึกษาให้เขาก่อน ไฮคลาส : ใครทำให้คุณคิดได้แบบนี้ หรือว่าเกิดมาก็คิดได้เลย มีใครเป็นแรงบันดาลใจ ก็คงมาจากผมเป็นคนชอบเห็นคนรอบข้างยิ้มได้ เวลามีลูกน้องผมก็อยากเห็นลูกน้องยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาเราจะให้งานเขาเราก็ต้องเห็นใจเขา และยังต้องช่วยเขา ให้งานเขาแล้วพยายามช่วยเขาด้วย ไม่ใช่ให้แล้วก็เรื่องของคุณ คุณทำไม่ได้คุณตาย เพราะเขาตายเราก็ตายด้วย (หัวเราะ) ไฮคลาส : แล้วคุณเชื่อไหมว่ามนุษย์ถูกกำหนดมาตามพันธุกรรม ไม่เชื่อ ผมเชื่อเรื่องกรรมเก่า และปัญญาเก่า ทำไมลูกมาจากพ่อแม่เดียวกัน เช่น เด็กอายุ 6-7 ขวบแข่งเปียโนแล้วมาเป็นแชมป์ประเทศ ไม่ใช่ว่าเขามาฝึกเอาชาตินี้ นู่น...ชาติเก่าเขาเก่งอยู่แล้ว มาฟื้นเอาเร็ว ทำไมเด็ก 9 ขวบแต่งโคลง แต่งกลอน เยอะแยะ ทำไมเด็กอีกคน 15 อ่านหนังสือยังไม่ออก เพราะฉะนั้นพ่อแม่เดียวกัน 2 คนไปดูสิ ต่างกันเยอะ มันไม่ใช่ยีน ฝรั่งมีโมสาร์ท ไทยเราก็มีสุนทรภู่ ผมไม่เชื่อเรื่องยีนในฐานะเป็นฟิสิกส์ ผมเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ และปัญญาเก่า กรรมเก่าที่นำมา ไฮคลาส : คุณก่อศักดิ์มีที่พึ่งทางใจคือ ศาสนาพุทธ เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เราเชื่อในศาสนาพุทธ เราเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าผมทำดีไปเรื่อยๆ นะ ชาตินี้ผมไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่าชาติหน้าผมเกิดมาอาจจะเป็นคนฉลาดอย่างนี้อยู่ (ล้อมกรอบ) ไฮคลาส : แบ่งสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และการทำงานอย่างไร ไม่แบ่งกันชัดเจนหรอก แต่เราดูแลให้ได้มากที่สุด เช่น ผมไปประชุมต่างจังหวัด ผมก็หิ้วครอบครัวไปด้วย ไม่ใช่ว่าผมไปต่างจังหวัดผมทิ้งลูกหลานอยู่บ้าน ถ้าเราเอาเขาไปได้เราก็เอาเขาไป อย่างวันนี้เดี๋ยวลูกชายผมไปกินข้าวกับเพื่อน ก็ขอกลับบ้าน ก็โอเค เดี๋ยว 2 ทุ่มมาเจอกันแล้วก็นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน พยายามให้เวลากับลูกน้องที่ทำงานใกล้ชิดกัน พยายามให้เวลา พยายามให้เวลากับครอบครัว ให้เวลากับบริษัท และก็ให้มากเท่าที่จะให้ได้ ไฮคลาส : และตอบได้รึยังว่าชีวิตนี้เกิดมาทำไม บางคนก็ใช้ชีวิตแบบไปวันๆ บางคนถึงจุดที่รู้ว่าเกิดมาทำไม บางคนอาจจะต้องไปเป็นนายกฯ ไม่หรอก ผมยังไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าผมจะเป็นอย่างไร แต่ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าผมโชคดีที่ทุกวันนี้ผมกำลังทำประโยชน์ให้สังคมพอแล้ว งานในบริษัทดี ก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว งานเราดีในบริษัท บริษัทเป็นประโยชน์ต่อสังคม สอง ผมยังมีสิทธิเอาเงินกำไรของบริษัทไปช่วยสังคม ที่มันไม่ใช่เป็นผลประโยชน์กลับคืนมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในเรื่องการอ่าน เรื่องศาสนา ผมถือว่าวันนี้ผมดีแล้ว ผมไม่สนใจหรอกว่าวันนี้ผมจะเป็นอะไร ผมสนใจว่าวันนี้ผมได้ทำหน้าที่ที่ดี ผมมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้สังคม ไม่ใช่ว่าวันนี้บริโภคแล้วผมไม่ทำอะไรให้สังคมเลย ผมไม่ทำตัวให้ติดลบของสังคม ผมไม่สนใจหรอกว่าอีกสิบปีผมเป็นอะไร ผมไม่สนใจหรอกว่าปีหน้าผมจะเป็นอะไร ไฮคลาส : ความท้าทายในการทำงานในตำแหน่งนี้ หรือแข่งขันกับอะไร ไม่หรอก ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องถูกคนอื่นครอบงำด้วยว่าทุกอย่างคือท้าทาย ทุกอย่างคือแข่งขัน ผมถือว่าผมกำลังทำอะไรให้กับเพื่อนร่วมงาน ผมทำให้เพื่อนร่วมงานมีระบบงานที่ดี ผมทำให้เพื่อนร่วมงานมีบรรยากาศในการทำงานที่ดี มีปัญหาข้างหน้ามาไม่รู้ละจะแก้ ผมพอใจแค่นี้แล้ว ผมไม่ต้องการท้าทายอะไรอีก ผมไม่ต้องการไปหาเรื่องจะต้องไปสร้างอีกธุรกิจหนึ่งเพื่อรับการท้าทาย แต่ถ้ามันเกิดมีเรื่องธุระอะไรมาก และพวกผมก็รวมหัวกันประชุม เอายังไงวะ...อย่างนี้ ไฮคลาส : เซเว่นฯ กับประเทศนี้ คุณก่อศักดิ์มองว่าเป็นอวัยวะส่วนไหน ผมว่าเวลานี้เซเว่นฯ มีจำนวนสาขามากกว่าแบ๊งค์รวมกันหมดทุกสาขา เราก็ช่วยประเทศชาติ ไม่ว่ากระทรวงไหนมาขอความช่วยเหลือที่เขาต้องการถึงประชาชนเร็วๆ เรายินดีทำให้ฟรี บางครั้งเรายังจ่ายเงินให้ เราเต็มใจทำให้ เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนระบบเอ็น ประสาท ของทั้งร่างกาย แต่เรายินดีทำให้ เพราะเราถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ ถ้าเราทำให้ประเทศชาติมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเราก็ควรท...
Read moreอัมรินทร์ สิมะโรจน์
May 14, 2013เบ้าหลอมชีวิต “ สุดท้ายชีวิตของคนเราจะให้โปรดยังไงต้องกลับมาสู่จุดที่เล็กที่สุดนอกเหนือจากตนเองก็คือครอบครัวนะครับ เพราะฉะนั้น 2 ท่าน ก็คือคนโปรดของผมนอกเหนือจากการที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูผมมาอย่างดีแล้ว ” อีกหนึ่งรูปแบบคนโปรดที่ อัมรินทร์ สิมะโรจน์ ชายหนุ่มมากความสามารถผู้นี้ระลึกถึงได้โดยใช้เวลาไม่นานนักเมื่อถามถึงคนโปรดในมุมมองของเขา เป็นธรรมดาที่ลูกชายจะยกคุณพ่อขึ้นเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจ แต่สำหรับครอบครัวสิมะโรจน์ภายใต้ความอบอุ่นจากคุณพ่อมงคล และคุณแม่ภาวิณี สิมะโรจน์ คือเบ้าหลอมให้เป็นหลุยส์ อัมรินทร์ ของทุกคนในวันนี้ “ คนโปรดของผมวันนี้ขอเป็นคุณพ่อ ความประทับใจของผมในตัวคุณพ่อมีมากมาย ตอนเด็กๆ ผมมักจะได้ยินคำสอนของคุณพ่อเสมอ ปกติทั่วไปผู้ใหญ่จะสอนให้เราเป็นคนดี คุณพ่อผมก็สอนนะ แต่ท่านจะย้ำมากกว่านั้น คือ ขออย่าทำในสิ่งที่ไม่ดี คือพ่อค่อนข้างจะผ่อนผันไปนิดนึง การให้คนเราเป็นคนดี เราอาจจะต้องพยายามเป็นคนดี อันนี้ไม่เป็นไร ขออย่าทำสิ่งที่ไม่ดี ในชีวิตเราจะมีเท่าทุนกับบวก นี่คือสิ่งที่คุณพ่อสอนตลอดเวลา และนั่นก็คือหลักการในการดำเนินชีวิตที่คุณพ่อสอนมา ” “ คุณพ่อไม่เคยตีเลย ในชีวิตโดนดุนับครั้งได้ ไม่น่าจะเกิน 3 ครั้งนะครับ คุณพ่อไม่ตีและก็ไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวอะไรเลยนะครับ ท่านค่อนข้างจะปล่อยชีวิตให้เป็นตัวของผมเองเต็มที่จริงๆ เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจ ที่ถามว่าทำไมคุณพ่อถึงเป็นคนโปรดของผม เพราะท่านจะไม่เคยใช้วิธีการสอนเราด้วยการพูดมากเท่าไรนัก พูดก็คือพูดเป็น case study อยู่แล้ว เช่น ท่านบอกว่าบุหรี่ไม่ดี ท่านไม่สูบ, ท่านบอกว่าเหล้าไม่ดี ท่านไม่ดื่ม, การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ทุกวันนี้ผมตีแบดฯ สู้คุณพ่อไม่ได้ พ่ออายุ 60 กว่าแล้ว ผมตีสู้ท่านไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านทำให้ดู ” เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด อาจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางการดำเนินชีวิตของเขา หากแต่ความผิดพลาดของผู้ใหญ่อย่างคุณพ่อที่ผ่านมานั้นเป็นบทเรียนที่ได้รับการถ่ายทอด และเป็นแนวทางให้เด็กชายอัมรินทร์เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในทุกวันนี้ “ ผมเป็นคนโชคดี เวลาที่ท่านพลาดท่านจะเอามาพูดให้เราฟังด้วย ท่านเคยบอกว่า นี่เห็นไหมการที่เราเดินไปซ้าย เราพลาดทางขวาไป ขวาคืออะไร ซ้ายคืออะไร แล้วพอเราตัดสินใจซ้าย เพราะอาจจะเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป แล้วมันผิด เห็นไหมว่าเสียขวาไปเป็นยังไงบ้าง ทุกอย่างในชีวิตคือทางสายกลาง คือทำยังไงให้เรารู้ว่า คำว่าพอดีคืออะไร เขตของความพอดีมันยากที่สุดในชีวิตแล้วละ มันไม่รู้หรอกว่าคำว่าพอดีคืออะไร คนคิดว่านี่แหละคือความพอดี แต่จริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่ ...
Read moreดอม เหตระกูล
May 19, 2013The Motorcycle Man จากเด็กชายผู้เป็นทายาทนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย ได้เข้าสู่วงการบันเทิง จนทุกวันนี้ รับบทบาทเป็นนักธุรกิจ บริหารงานบริษัทของตัวเอง เชื่อไหมว่า ไม่ว่าชีวิตจะเปลี่ยนสถานะไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปและไม่เคยห่างหายไปจากผู้ชายที่ ดอม เหตระกูล คือรถมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์กับวัยเด็ก สมัยเด็กผมเรียนอยู่อัสสัมชัญ บางรัก ตอนเช้าก็ต้องผ่านไปแถวสาทร ซึ่งรถมันตี๊ดติด (ลากเสียง) ติดมาก ติดจนน่าเบื่อ ทุกวันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถฝ่าการจราจรที่ติดขัดไป สิ่งเดียวที่เราเห็นว่ามันวิ่งบนท้องถนนได้ก็คือมอเตอร์ไซค์ เราก็นึก ทำไมพ่อไม่ให้เราซ้อนมอเตอร์ไซค์มาเรียน จะง่ายกว่าไหม จะได้นอนได้อีกหน่อย (หัวเราะ) แล้วเวลาติดอยู่หน้าไฟแดง ถ้าโอกาสดีๆ ก็จะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ใหญ่ โห มันเท่ดีนะ มันเจ๋ง (ยิ้ม) ก็เลยอยากมีมอเตอร์ไซค์ขี่สักคัน จากนั้นก็เลยเริ่มศึกษาจากนิตยสารทั่วๆ ไปที่มีอยู่บนแผงหนังสือ เดินเข้าไปตามร้านหนังสือญี่ปุ่นเพื่อซื้อแคตตาล็อกมอเตอร์ไซค์มาอ่าน เล่มหนึ่ง 700-800 บาท แต่เราก็เอาวะ เจียดค่าขนมไปซื้อ มอเตอร์ไซค์กับวงการบันเทิง เพื่อจะเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ผมจึงเริ่มไปเดินแฟชั่นโชว์ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ไปประกวดหนุ่มสาวแพรวปี 1994 เดินแบบ ถ่ายแฟชั่นโชว์ รับค่าตัวตั้งแต่เดินครั้งละ 3,000 บาท เดินจนขาลากกันไปเลย (หัวเราะ) จนเข้าวงการ ได้เล่นโฆษณา จนกระทั่งมาเล่นละคร เริ่มตั้งแต่เป็นลูกจ๊อก ทั้งหมดก็คือเก็บเงิน เก็บๆๆๆๆ เก็บเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ได้ จนกระทั่งปี 1998 ผมจึงได้มีมอเตอร์ไซค์คันแรกเป็นของตัวเอง มอเตอร์ไซค์กับธุรกิจ ปี 2003 เพื่อนคุณพ่อคนหนึ่งกำลังจะนำเข้ามอเตอร์ไซค์จากอิตาลี เขาก็มาทาบทามผม ชวนไปทำงานด้วยกัน ผมก็ยินดี บริษัทเริ่มดำเนินกิจการในปี 2004 มีกระแสตอบรับที่ดี จนกระทั่งกลางปี 2006 บริษัทเริ่มอยู่ตัว ตอนนั้นผมก็พอมีความรู้เกี่ยวกับงานบริหารรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ก็อยากเริ่มธุรกิจของตัวเองบ้าง ก็ตัดสินใจจะทำมอเตอร์ไซค์ Triumph จากประเทศอังกฤษ ทุบกระปุก! ทั้งบ้านทั้งที่เอาเข้าแบงค์เพื่อที่จะเอาเงินมาทำ (หัวเราะ) ช่วงแรกก็กลัวเหมือนกันว่าเราจะทำได้อย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า แต่ถ้ามัวแต่มากลัวเราก็จะไม่ได้ทำ และพอไม่ได้เริ่มอะไรมันจะยิ่งแย่ ถ้าเริ่ม เรายังได้แก้ ทุกวันนี้ ผมเป็นกรรมการบริหาร บริษัท บริทไบค์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Triumph จากประเทศอังกฤษ ในฐานะที่ผมเคยใช้มาก่อน ผมอยากให้คนชี่ Triumph แฮปปี้ ในวันที่คุณยังไม่มีรถ คุณเดินเข้ามาคุณคือลูกค้าเรา ณ วันหนึ่งเมื่อคุณขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาอีกครั้ง มาเจอกัน ขี่เที่ยวกัน คุณคือเพื่อน คือพี่ คือน้องของเรา เราให้ความเป็นกันเองเหมือนที่เราอยากได้ (ยิ้ม) Scoop กำเนิดมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ เป็นผลผลิตที่สืบเนื่องมาจากการเกิดขึ้นของรถจักรยาน โดยรถจักรยานคันแรกของโลก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1839 โดย Kirkpratric Macmillan ชาวสก็อตแลนด์ รถจักรยานในยุคแรกๆ ใช้ล้อที่เป็นยางตัน แต่ภายหลังก็ได้มีการพัฒนายางที่สามารถสูบลมเข้าไปได้ ทำให้มีความเบา วิ่งได้เร็ว และลดแรงสั่นสะเทือน อีกทั้งยังมีการคิดค้นระบบเบรกขึ้น เพื่อให้หยุดได้ทุกเมื่ออย่างมีประสิทธิภาพ หลังจาก Macmillan ประดิษฐ์รถจักรยานได้ไม่นาน ก็มีผู้คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำขนาดเล็กที่นำมาติดตั้งเข้ากับจักรยานด้วยหวังจะให้ทุ่นแรง แต่ประสิทธิภาพยังค่อนข้างด้อย และไม่สะดวกในการนำมาใช้งาน แต่จนแล้วจนรอด รถจักรยานยนต์คันแรกของโลกก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1885 โดย Gottlieb Wilhelm Daimler ชาวเยอรมัน โดย Daimler ได้ดัดแปลงจักรยานสองล้อให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้นำมันเชื้อเพลิงได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับปรับปรุงระบบกันสะเทือน ระบบเบรก และล้อให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้ว...
Read moreประเสริฐ จรูญไพศาล
May 13, 2013ผู้นำธุรกิจอุปกรณ์ไอที “ ผมมองว่างานของบริษัทมันเหมือนกับเครื่องจักรกล คือ เฟืองตัวเดียวมันไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปได้ ต้องผสมผสานซึ่งกันและกันทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ” ในสนามการแข่งขันทุกคนต่างปรารถนาที่จะเอื้อมคว้าเอาชัยชนะมาสู่ตน เอชพีเองเป็นหนึ่งในผู้ร่วมชิงชัยในตลาดอุปกรณ์ไอที และสามารถครอบครองส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์โลกได้กว่า 15.5% ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถถือครองตลาดของเลเซอร์พรินเตอร์แบบขาว-ดำ ได้ประมาณ 60-70% สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอชพีประสบความสำเร็จได้จนถึงปัจจุบันคือ “ ผมขอแบ่งเป็นสองส่วนคือ ภายในและภายนอก ซึ่งก็คือคู่ค้าของเรา ภายในเราเอง ผมจะมีวิธีการทำงานของผมคือ ผมจะทำงานเป็นทีม เพราะผมมองว่างานของบริษัทมันเหมือนกับเครื่องจักรกล คือ เฟืองตัวเดียวมันไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปได้ ต้องผสมผสานซึ่งกันและกันทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีความสำคัญที่เท่าเทียมกัน เราต้องให้ความใส่ใจตรงนั้น อันที่สอง เราต้องจริงใจกับงาน คือต้องศึกษา รู้ถึงว่าตลาดมันจะเปลี่ยนไปอย่างไร รู้มากกว่าคู่ค้าของเราหนึ่งหรือสอง step และคอยให้คำแนะนำกับเค้า เปรียบเสมือนว่าเราไม่ใช่เซลส์ เราเป็นลักษณะของ business consult ให้เค้ารู้ว่าตลาดในประเทศอื่นๆ ทางฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือใกล้บ้านเราก็ตามนี้มีการเปลี่ยนแปลง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างไร ประเทศเราจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ และนโยบายของ HP ตอบสนองต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยิ่งอยู่ในวงการไอทีอย่างนี้ ถ้าไม่เกาะติด ก็จะตามไม่ทัน เราก็ต้องวางแผนล่วงหน้าให้กับทางคู่ค้าของเรา ทางคู่ค้าของเราเองก็ต้องพยายาม มีคำๆ หนึ่งที่ว่า manage conflict เพราะพวกนี้ในตลาด เค้าคือคู่แข่ง คนที่จะมาซื้อของจากเค้า ก็สามารถเลือกซื้อจากที่ไหนก็ได้ เราต้องพยายาม manage ตรงนั้น ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมกับกลุ่มของคู่ค้าทั้งหมดตรงนั้น นอกจากเป็น business consult แล้วเรายังต้องลงลึกไปที่ตัวของเค้าเองด้วย เค้าเองมีความเชี่ยวชาญหรือความสามารถทางด้านใด แนวโน้มทางธุรกิจของเค้าควรเป็นไปในทิศทางใด อย่างสมัยก่อนพวกคู่ค้าจะเป็นลักษณะของ hybrid มีทั้ง wholesale และ retailer ในบริษัทเดียวกัน ก็จะมีทีมที่รับมาและขายส่งด้วย ขายปลีกด้วย หรือขายเข้าโครงการต่างๆ แต่ปัจจุบันนี้มันแตกต่างโดยสิ้นเชิง ฟังก์ชันของ wholesale หรือที่เป็น distributor ก็จะมีกรอบที่เค้าต้องทำในส่วนนี้ เพื่อจะให้เกิดรายได้สูงสุด ให้เกิด efficiency มากที่สุด ไม่สามารถที่จะทำในลักษณะ hybrid ได้อีก ทุกธุรกิจมันมีปัญหาทั้งนั้นครับ จากสภาพการแข่งขันจากคู่แข่งของเรา เราจะบริหารยังไงให้คู่ค้าของเรามี loyalty แล้วก็ขายสินค้าของเราอย่างต่อเนื่องแล้วก็เพิ่มขึ้น เราก็จะมองเห็นการเติบโตของเค้าด้วย มิใช่การเติบโตของเราเพียงอย่างเดียวครับ นอกจากจะให้เค้ามีความ loyalty กับเรา เราก็แสดงให้เค้าเห็นว่าเราแฟร์กับทุกที่ เสมือนหนึ่งว่าเราเป็นเพื่อนกับเค้า อย่างช่วงที่มีการลอยค่าเงินบาท เราก็พยายามคุยกับทาง headquarter ของเราที่สิงคโปร์ ว่าเราจะสามารถ support พวกกลุ่มคู่ค้าของเราให้ได้มากที่สุดแค่ไหน ให้เค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ประคับประคองซึ่งกันและกัน ให้ผ่านพ้นช่วงนั้นมา ” สิ่งที่ผมพยายามคิดอยู่ตลอดเวลาก็คือ ผมต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน มองในทางบวก เป็น positive ถ้าเราไปมองมันเป็นลบ สิ่งที่เราจะแสดงออกมาต่อลูกทีม มันจะยิ่งแย่ขึ้นไปใหญ่ เราต้องบอกว่ามันมีโอกาส และเราจะทำมันอย่างไร แล้วเราจะได้ไปด้วยกัน คือเราต้องไปเป็นทีม ถ้าไม่มีทีม เราก็ไม่สามารถก้าวมาถึงวันนี้ ถ้าเกิดเราเจออุปสรรคแล้วเราท้อ ไม่พยายามที่จะผ่านมันไป แล้วเราไปแสดงออกให้ทางทีมงานเห็น เค้าจะยิ่งเสียกำลังใจขึ้นไปอีก เราจึงต้องทำให้เห็นว่า เราช่วยกันแก้ได้ และก้าวผ่านไปพร้อมกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือ การดึงเอาศักยภาพของทีมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการมองทุกอย่างในแง่บวกเสม...
Read moreพัณณิน กิติพราภรณ์
May 14, 2013ความหวังใหม่แห่งนาฏกรรมไทย เสียงโหมโรงปี่พาทย์เร่งรัวพลิ้วไหวกระชั้นถี่ ประสานรับกับลีลาร่ายเริงอ่อนช้อยของศิลปิน ผู้คนทุกเพศทุกวัยจับจ้อง คอยรับฟังเรื่องราวข่าวสารที่ถ่ายทอดมาอย่างสละสลวย นาฏศิลป์ทั้งหลายคือศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ แต่เมื่อวันเวลาผันผ่านไป สยามนาฏกรรมอันเคยเป็นที่นิยมเหล่านั้นกำลังจะสิ้นสูญ วัฒนธรรมใหม่ไหลท้นเข้ามาแทนที่ แสงสีและเทคโนโลยีทันสมัยเบียดบังมนต์เสน่ห์ของศิลปการแสดงอันล้ำเลอค่า ลมหายใจของศิลปินแผ่วลงรอวันสิ้นใจ แม้หลายองค์กรจะยื่นมือเข้ามาช่วยฉุดรั้ง แต่อนาคตก็ยังมืดมน ความทันสมัยของเทคโนโลยีกระชากจิตวิญญาณของวัฒนธรรมเหล่านี้ให้ลอยห่างออกไปทุกขณะจิต ท่ามกลางความมืดมนหนทางก็ปรากฏ เมื่อ “ สยามนิรมิต ” อุบัติขึ้น อภิมหาการแสดงอันอลังการซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมไทยผสานสอดอย่างคล้องจองกับเทคนิคล้ำสมัย ตื่นตาเมื่อได้ยล ตื่นใจเมื่อได้ยิน ความหวังใหม่แห่งวงการศิลปวัฒนธรรมจรัสจ้าอีกครั้ง สตรีในอาภรณ์งามสง่ากับบุคลิกละเมียดละไมอ่อนหวาน ผู้มีบทบาทสำคัญในการจุดประกายความหวังใหม่ของวัฒนธรรมไทย อย่าง พัณณิน กิติพราภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รัชดา นิรมิต จำกัดเปิด ” สยามนิรมิต ” อาณาจักรวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ให้เราได้สัมผัส และร่วมรับรู้ที่มาที่ไปอย่างใกล้ชิด “ อันที่จริงงานที่ทำมาโดยตลอดก็คืองานที่เกี่ยวกับสวนสนุก คือ ดรีมเวิลด์และแดนเนรมิต เป็นต้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นงานที่ยากมาก เพราะการให้ความสนุกสนาน ให้ความบันเทิงกับผู้อื่นนั้น มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเหมือนกัน ความยากง่ายมันเริ่มตั้งแต่ด้านการลงทุน เพราะมันสูงมาก เครื่องเล่นเครื่องหนึ่งราคาเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านก็ยังมี ในด้านการลงทุนเราจึงต้องคำนึงถึงเรื่องการคืนทุนด้วย เพราะในเมืองไทยเก็บค่าบัตรค่อนข้างถูก แรกๆมีเสียงบ่นว่าทำไมค่าบัตรแพง นั่นเพราะคนไทยยังไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง ถ้าจำได้ เมื่อสัก ๒-๓ ปีก่อน มีคนนำสวนสนุกเคลื่อนที่มาจากต่างประเทศ เครื่องเล่นเดียวกันกับดรีมเวิลด์เลยนะคะ แต่ค่าบัตรแพงกว่า ๓-๕ เท่า(หัวเราะ) พอมาเจออันนี้ เสียงบ่นก็เลยเบาลงไปเยอะมาก เรื่องยากต่อมาก็คือ การจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าเราสามารถทำให้คนพอใจเราได้มากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่มาสวนสนุก เขาต้องการความสุข ความสนุก และความประทับใจ ซึ่งมันกลายเป็นโจทย์ว่าเราสามารถมอบสิ่งเหล่านี้ให้เขาได้มากแค่ไหน ฉะนั้นหัวใจของมันก็คือการมอบความบันเทิง ความประทับใจให้กับคน บนพื้นฐานของการคืนทุนนั่นเอง ” หัวใจของศิลปวัฒนธรรมทั้งหลาย คือการสื่อสารกับผู้คน เพื่อยังประโยชน์อันยั่งยืนในการรับใช้สังคม ด้วยทัศนคติที่ดีจากความปรารถนาจะมอบความสุขให้กับคนอื่น การแสดงจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุก ในอุดมคติของพัณณิน และพัฒนาจนกลายมาเป็นจุดกำเนิดของโรงละครยิ่งใหญ่ระดับโลก “ การให้ความบันเทิงเป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุกมานานแล้วนะคะ เพราะมันคือการสื่อสารกับลูกค้า และเป็นวิธีที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับพวกเขาได้อย่างเห็นผลชัดเจนที่สุด กระทั่งวันหนึ่งจึงอยากทำโชว์อย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อันที่จริงมันอยู่ในความคิดมานานมากแล้วนะคะ เราจึงพยายามดูโชว์ให้มากที่สุด หมั่นดูการแสดงมาทั่วโลก เพื่อจะเก็บเป็นข้อมูล นำมาปรับใช้ ข้อดีมันอยู่ที่ว่า พอเราเห็นมันเยอะ เราก็เริ่มรู้ว่าอันไหนที่เราควรนำมาปรับใช้ เพื่อทำให้คนชอบเรามากๆ จากนั้นเราก็เริ่มต้นกันอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูกมาเยอะ ไม่ชอบใจก็จำเป็นต้องแก้ และมีทั้งแบบแก้จนสำเร็จและแก้ไม่สำเร็จ(หัวเราะ) เรามองว่าในเมืองไทย สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนมีเยอะมาก แต่โชว์มีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพ ยิ่งเป็นโชว์ศิลปวัฒนธรรม เป็นการแสดงในโรงละครด้วยยิ่งมีน้อย เราจึงมองว่านั่นน่าจะเป็นโอกาสของเรา นอกจากนั้นเรายังคิดต่อไปว่า ศิลปวัฒนธรรมมันก็คือเสน่ห์ คือตัวตนของเรา ซึ่งเราอยากทำให้ชาวต่างชาติได้ชม ได้รู้จักเรามากขึ้น แต่สำหรับคนไทย ที่อยากสื่อสารกับเขาก็คือ วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งโบราณคร่ำครึ เพราะถ้าเรารู้สึกอย่างนั้น เราก็จะไม่พยายามทำความรู้จักมัน มองข้าม ละเลย ไม่สนใจ มันจะค่อยๆสูญหาย ในขณะที่หากเราเห็นของจากต่างประเทศ เราจะสนอกสนใจ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากสนใจ ตระหนัก อนุรักษ์แล้ว ควรจะให้ความสำคัญกับการศึกษามันด้วย เดี๋ยวจะลืม (หัวเราะ) เพื่อความยั่งยืนในสังคม ” ภาษิตโบราณว่าไว้ว่า โภคะ(คือความต้องการ)ใดใด ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการคิดเพียงอย่างเดียว ซึ่งหมายถึงการลงมือทำคือขั้นตอนสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และผู้ทำงานทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การลงมือทำยากกว่าการคิดหลายเท่าตัว “ ความยากของสยามนิรมิตคือการถ่ายทอดเอาความคิดออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง มันจึงตามมาด้วยการต่อสู้เยอะแยะ ปัญหาเยอะมาก อย่างหนึ่งคือเราต้องการทำทุกอย่างให้อยู่ในกรอบของวัฒนธรรม แต่หัวใจมันคือความสนุกสนาน ลืมไม่ได้เลย เราจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ทำอย่างไรให้คนสนุกสนานกับการแสดงที่ยาว ๘๐ นาที ซึ่งไม่ได้ง่ายเลย โจทย์หนึ่งของเราคือ เราอยากทำการแสดงที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ด้วยเหตุนี้เองทำให้เวลาในการเตรียมตัวเรายืดออกไป ตอนแรกเราวางแผนการไว้ ๓ ปี แต่ถึงเวลาจริงๆ เราใช้เวลาถึง ๕ ปีกว่า เพราะเราต้องแก้ตลอดเวลา นั่นไม่ดี นี่ไม่สนุก หากเราจะทำวัฒนธรรมอย่างเดียวแบบตรงๆ ก็ต้องพูดเลยว่าน่าเบื่อมาก เราจะมาใส่ระเบิด ใส่เทคนิคพิเศษมันก็ยาก ที่สำคัญสำหรับคนทำกิจการ คือ แม้ว่าเราจะไม่ต้องการกำไรมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคืออาชีพ คือชีวิตมากมายในหน่วยงานที่เราต้องรับผิดชอบ แม้ไม่ต้องการกำไรสูงสุด แต่เราก็ต้องการทุนไปคืนธนาคาร(หัวเราะ) ” ด้วยความตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ผสานกับจิตวิญญาณและศิลปะของการให้ความบันเทิง ทำให้แนวทางของสยามนิรมิตดำเนินออกมาอย่างเป็นเอกลักษณ์ ลงตัว มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง “ เราตั้งใจไว้เลยว่า เราต้องการความยิ่งใหญ่ ๕ มิติ ในสยามนิรมิต อย่างแรกเลยคือ ขนาดของเวที ซึ่งเวทีของสยามนิรมิตมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนะคะ เราคำนึงถึงความสมจริงในการแสดงก่อน มันเป็นข้อดีของการทำโชว์ที่มีเรื่องก่อนสร้างโรงละครนะคะ เพราะเราสามารถวางแผนเรื่องฉากได้ ยกตัวอย่างโรงละครอื่นเขาจะกำหนดว่าต้องการที่นั่ง ๒,๐๐๐ ที่นั่ง เหลือจากนั้นจะเป็นเวที แต่ที่สยามนิรมิตนี้ เราสร้างเวทีให้ได้อย่างที่ต้องการก่อนแล้วจึงเหลือเป็นที่นั่ง โชคดีที่เรามีที่พอสำหรับ ๒,๐๐๐ ที่นั่งพอดิบพอดี(หัวเราะ) ฉากเรามีหลายฉาก ลึกตื้นสมจริง และใช้เวลาเปลี่ยนฉากเร็วมากจนน่าอัศจรรย์ อย่างที่สองคือความสวยงาม นอกจากฉากแล้ว แสง เสื้อผ้า การแสดง ต่อมาคือเทคนิคพิเศษ ต้องมหัศจรรย์ตลอดเวลา คนจะประหลาดใจมากว่า เอ๊ะ...ไอ้นี่มาอย่างไร ? อ้าว...ไอ้นั่นมาอย่างไร ? แบบนี้เป็นต้น อย่างที่สี่คือความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำโชว์ ๘๐ นาทีให้คนดูไม่เบื่อก็แย่อยู่แล้ว แล้วยิ่งมีกรอบวัฒนธรรมอีก นอกจากนี้คนดูก็สำคัญ ทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ไม่เบื่อ ให้เด็กชอบ และให้ฝรั่งเข้าใจ ประเด็นสุดท้ายก็คือ การคงคุณค่าทางวัฒนธรรมเอาไว้ เราต้องเคารพตัวตนและความถูกต้องของตรงนี้ จะเบี่ยงเบนไม่ได้เป็นอันขาด เพราะโชว์ของเราเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องประเพณี ศาสนา ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ ” ต้องยอมรับว่าศิลปวัฒนธรรมทั้งหลายดำเนินไปด้วยแรงขับเคลื่อนของคน ดังนั้นศิลปวัฒนธรรมในกรอบความคิดของสยามนิรมิต จึงหนีไม่พ้นผู้คน และการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายหากคนทำงานไม่ได้เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ ประสบการณ์ และจิตสำนึกอันแน่วแน่ “ อันที่จริงการทำงานกับคนมากๆไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะเราทำงานกับคนมากมายหลายประเภทมาตั้งแต่ทำสวนสนุกแล้ว หลักมันคือการรับฟังความเห็นของคนอื่นค่ะ จะคิดเองทำเองคนเดียวไม่ได้ รวมถึงตัวดิฉันเองด้วย ยิ่งเป็นสยามนิรมิต ซึ่งมันต้องผสมศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นทุกคนต้องไปด้วยกัน ทุกคนต้องพอใจกัน การทำงานจะราบรื่นไปเอง ที่สำคัญสยามนิรมิตโชคดีที่มีแต่คนที่ใจรัก เราจะแก้อะไร แค่ไหน เขาก็ไม่เคยบ่น ถ้าเขาเห็นว่าจะทำให้โชว์ของเราดีขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ บางทีเขาก็ยังโทรมาบอกว่า อยากเปลี่ยน อย่างปรับ ตรงนั้น ตรงนี้ เขามีความสุขมากที่ได้ทำ คือต้องการจะให้มันเป็นงานชิ้นสำคัญของชีวิตเลย เคยมีคนบอกว่า คุณเปลี่ยนการแสดงไปแล้วนี่ เพราะครั้งที่แล้วไม่ใช่แบบนี้ ไอ้นั่นไม่มี ไอ้นี่ไม่เคยเห็น ดิฉันก็แปลกใจว่า เราปรับเพียงเล็กน้อยทำไมเขาทราบ แต่มารู้ทีหลังว่าไม่ใช่เราเปลี่ยนนะคะ เพียงแต่โชว์ของเรามันเคลื่อนไหวตลอด ในหนึ่งนาทีนั้น เดี่ยวนั่นเกิด เดี๋ยวนี่เกิด เขาดูไม่หมดในครั้งเดียว เมื่อดูหลายครั้งเข้า มีเวลาสังเกตมากขึ้น จึงเห็นอะไรมากขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดเพราะบุคลากรของเรามีคุณภาพ ” เพราะความตั้งใจจริง บวกกับความโชคดีที่วิทยาการเจริญก้าวล้ำ ทำให้วัฒนธรรมไทยฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง สร้างกระแสใหม่ให้กับคนไทย สยามนิรมิต ถูกกล่าวขวัญถึงในด้านของความอลังการ ความสมจริง และคุณค่าของวัฒนธรรมที่แทรกซึมมากับเนื้อหาอันสนุกสนาน ตื่นตา “ การทำวัฒนธรรมไทยให้คนไทยดูมันเป็นเรื่องยาก เพราะเรามักคุ้นชินกับสิ่งใกล้ตัวเหล่านี้ ใกล้ตัวก็ว่าไกล แล้วยิ่งใกล้ยิ่งไม่รู้จัก จริงๆเราไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้กำลังจะหมดไปจากสังคมไทยนะคะ เพียงแต่เรามองว่ามันคือรากเหง้า คือหัวใจของเรา เรามีศิลปวัฒนธรรมที่วิจิตรงดงาม ละเอียดอ่อน หลากหลายและสนุกสนาน แค่นี้เราก็โชคดีมากแล้ว สมมุติดิฉันเป็นอเมริกัน แล้วบอกว่าให้ทำโชว์วัฒนธรรมอเมริกันออกมา ก็บอกเลยว่ามันอาจจะไม่น่าสนใจอย่างนี้ วิธีประมวลผลของเราคือเราให้คนไทยวิจารณ์เนื้อหา แล้วให้ชาวต่างชาติวิจารณ์การผลิต เพราะแต่ละกลุ่มจะมีความเข้าใจในแต่ละส่วนต่างกัน เมื่อการแสดงจบเราจะมีแบบสอบถามให้กรอกเลย ฝรั่งบางคนบอกว่า โชว์เราดีมากที่สุดเท่าที่เขาเคยดูมา แล้วเขาก็ดูโชว์มาแล้วทั่วโลกด้วย หลายคนก็อยากกลับมาดูอีกครั้ง เช่นท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นต้น เราถือว่าตรงนี้คือความสำเร็จสูงสุด ” ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นไทย และความพอใจในฐานะหนึ่งในผู้มีบทบาทในการรังสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้นกับปวงชน พัณณินทิ้งท้ายความประทับใจเหล่านี้ให้เราฟังจับจิต พร้อมรอยยิ้มน่าประทับใจว่า “ ทีมงานทุกคนมองงานนี้เป็นความภาคภูมิใจ มันคือครั้งหนึ่งในชีวิต คนชอบพูดว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตควรมาดูสยามนิรมิต เราในฐานะคนทำก็ขอบอกว่า เราภูมิใจที่ครั้งหนึ่งมีโอกาสทำสยามนิรมิตเช่นกัน ...
Read moreภาส นิธิปิติกาญจน์ แห่งเมกาเชฟ…นักบริหารผู้ร่ำรวยความคิดสร้างสรรค์ บันไดความสำเร็จในโลกธุรกิจ
January 10, 2013แม้ว่าน้ำปลาจะเป็นเครื่องปรุงสำคัญคู่ครัวไทยมานานแสนนาน แต่การปรุงแต่งความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ จนสามารถสร้างความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภค ในฐาน...
Read moreกิ๊กกับจิ๊บ
May 12, 2013สองชายขี้หักหลัง ในประเทศที่เชื่อกันว่าประชากรส่วนใหญ่อ่านหนังสือกันปีละสามถึงสี่บรรทัดอย่างบ้านเรา ผมเชื่ออย่างแรงว่าการที่ใครคนหนึ่งกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นควักกระเป๋าลงทุนเปิดสำนักพิมพ์เป็นของตนเองต้องใช้ทั้งความกล้าและ บ้าบิ่นอย่างมาก เพราะมีต้นทุนทั้งที่มองเห็นและ มองไม่เห็นมากมายให้คิดคำนึงถึง ไหนจะเรื่องยอดขายที่เอาแน่ไม่ได้อีก ยิ่งถ้าลงมือเขียนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องด้วยแล้ว การจะประสบความสำเร็จนั้นยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก กระนั้นก็ยังมีสองกระทาชายที่ก้าวผ่านความบ้าบิ่นนั่น มิหนำซ้ำยังทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่อง จนยอดขายถล่มทลายถึงขั้นเบสเซลล์เลอร์ (นับถึงปัจจุบัน 120,000 เล่ม) หนังสือที่หยิบประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของหญิงชายและความรักมาหยิกกัดชนิดมันปากอย่าง “หักหลังผู้ชาย” จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายความคิดความอ่านเกี่ยวกับการทำหนังสือรวมทั้งฉายภาพบางอย่างของคนในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี “มันเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ คือเรานั่งชิวๆ ไม่ได้กินเหล้า (แต่ดูดบุหรี่) คุยกันเล่นๆว่า เวลาไปเที่ยวที่ไหน มีคนเข้ามาปรึกษาเราบ่อยๆ ว่าแฟนเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็มีหลายๆ เรื่องที่เราคิดว่า เฮ้ย! ผู้หญิงไม่รู้จริงๆเหรอวะ แล้วมึงหลงโง่ไปรักมันเนี่ยนะ ก็เลยมาลิสต์มาเป็นข้อๆ ตอนแรกจิ๊บ (อติกานต์ หนุนภักดี) จะทำเป็นละคร แต่มันค่อนข้างวุ่นวาย เลยเปลี่ยนมาทำเป็นหนังสือดีกว่าง่ายดี ก็เริ่มอัดเทปแล้วคุยกันโดยเราหาตัวแสบๆมาเป็นตัวละครในแต่ละบท” ” อนิศ โอสถานุเคราะห์ (กิ๊ก) หนึ่งในสองผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์อนิศอติกานต์ เปิดปากเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือหลังจากที่ออกหาประสบการณ์ชีวิตมาร่วม 6 – 7 ปี โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า งานปั้นหม้อจะทำให้ทั้งคู่ได้ดี ด้วยความที่เป็นคนเขียนที่ไม่รักการอ่านฉะนั้นการทำหนังสือแบบไม่อ่านของเขาจึงต้องการความชัดในระดับหนึ่ง“เรื่องของเรื่องคือผม (จิ๊บ) เป็นคนไม่อ่านหนังสือเลย ไอ้นี่ (กิ๊ก) มันอ่าน ผมก็เลยอยากทำเป็นหนังสือที่ผมอ่านได้ ไอ้นี่อ่านได้ เลยเป็นหนังสือ “หักหลังผู้ชาย” ที่เน้นบทสนทนาของผู้ชายปากหมากลุ่มหนึ่งที่อ่านสนุกจบได้ในวันเดียว เหมือนไปนั่งล้อมวงคุยอยู่ในกลุ่มผู้ชาย ไปนั่งฟังผู้ชายเมาท์กัน เสนอว่าผู้ชายเวลาแย่นะ แย่ขนาดไหนแต่เป็นด้านเจ้าชู้นะ ไม่ใช่ตบเมียอะไรนะครับ เรามันเป็นพวก ปัญญาชน พวกนั้นเป็นกรรมกร เราเป็นคนฉลาดมีความรู้ เราไม่ตบ แต่เราเขย่าจะทำอีกไหม (หัวเราะ)” จำนวนยอดพิมพ์ที่เข้าขั้นมหาศาลดูเหมือนว่าจะเป็นกระแสเพียงด้านเดียว แล้วกระแสด้านลบล่ะ “อย่างผู้ชายจะวิ่งเข้ามาแล้วบอกว่า เจ๋งมากพี่ เป็นไบเบิลของผมเลย ผู้หญิงก็ชอบแต่ว่าจะไม่เข้ามาทัก ส่วนกระแสด้านลบมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่สำหรับงานแบบนี้ถือว่าลบน้อยมาก เต็มที่ก็ด่าตามเว็ป” “เคยมีน้องที่เจอกันตอนมาเที่ยว เขาเข้ามาปรึกษาเรา ประมาณว่า พี่หนูคบผู้ชายคนหนึ่ง หนูให้เค้าเอาไปแล้ว เค้าไม่รับสายหนูอีกเลย แล้วพี่ว่าไง เราเลยบอกว่า น้องโดนหลอกฟันค่ะ หรือแบบ พี่ค่ะหนูพึ่งเสียตัวให้กับคน ๆนี้เมื่อเจ็ดวันที่แล้ว เราก็หันไปมอง (ผู้ชายคนที่น้องเขากล่าวถึง) และเค้าก็เล่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็น้องโดนหลอกฟันแล้วครับ คือเราสามารถล้วงลึกถึงว่าคุณโดนเอามาเมื่อไรได้โดยที่ผู้ชายทั่วไปไม่ทำได้ โดนเอาครั้งสุดท้ายเมื่อไร เราก็รู้“ การจู่โจมด้วยคำถามแบบถึงลูกถึงคนจากแฟนนานุแฟนของหนังสือนี่เองน่าจะยืนยันกระแสการตอบรับและลักษณะทางสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างเห็นภาพพจน์ทีเดียว ถึงตรงนี้หลายคนอาจมองว่า กิ๊กกับจิ๊บ เป็นดารา เป็นนักเขียน เป็นกูรูเมื่อพูดถึงทอปปิกที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังขึ้นเตียงและพิธีกรรายการทีวี (หักหลังผู้ชายออนทีวีที่จะออนแอร์ช่วงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้) แต่ทั้งคู่ก็ยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่ใช่ วันนี้ กิ๊กยังเป็นกิ๊ก ส่วนจิ๊บก็ยังเป็นจิ๊บ “ผมเป็นตัวเอง มีคนมาถามว่าเป็นดาราหรือเปล่า ไม่ผมเป็นดาราไม่ได้ ผมเล่นเป็นคนอื่นไม่ได้ จริงๆแล้วเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเอนเตอร์เทนเมนท์ ภาพรวมเราเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เราไม่ได้เป็นนักเขียนอย่างเดียว คือเราคิดอะไรใหม่ ๆ คิดอะไรสนุกได้ เป็นครีเอทีฟด้วย” ตัวเลข 120,00 เล่มอาจจะสื่อหรือว่าอธิบายมิติทางสังคมอะไรบางอย่าง แต่ผมกลับนึกไม่อออกจริงๆว่าจะจารไนเหตุและปัจจัยอย่างไรให้ครบถ้วนกระบวนความ แต่ที่ผมมั่นใจมากๆคือบทสนทนาจากปากของสองหนุ่มที่แฟนนานุแฟนยกให้เป็นกูรูในเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิงน่าจะพูดหรือว่าอธิบายอะไรต่อมิอะไรเป็นอย่างดีโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องขยายความใดๆอีก HI-CLASS-...
Read moreวสันต์ สิทธิเขตต์
May 19, 2013วสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นชาวนครสวรรค์ เป็นศิลปิน เป็นกวี เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นนักต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม เป็นชาวม็อบ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคศิลปิน และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายตามแต่ใครจะนิยามตัวตนให้แก่เขา วสันต์เป็นศิลปิน งานศิลปะของเขาหลายคนว่าดิบ เถื่อน หยาบคาย หลายคนว่าแรง แสบสันต์ หนักหน่วง ขณะอีกหลายคนว่าสะใจ ไม่เสแสร้ง นานาจิตตังกันไป แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผลจากการทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องยาวนาน และคงมั่นในอุดมการณ์อย่างแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อเสียงวิจารณ์และไม่หลงไปกับเสียงนิยม ทำให้วสันต์ได้รับเกียรติและรางวัลต่างๆ ไม่น้อย แต่ที่ทำให้ใครหลายคนต้องหันมามองเขาอย่างพิจารณามากขึ้น คือได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นศิลปินร่วมสมัยดีเด่น รางวัลศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2550 และต่อไปนี้ คือบทสัมภาษณ์ของผู้ชายที่ชื่อ วสันต์ สิทธิเขตต์ ในบรรดางานศิลปะที่คุณทำ ประเภทไหนมาก่อนมาหลัง ผมเริ่มเขียนรูปมาตั้งแต่อนุบาล แต่มาทุ่มเทจริงจังเมื่อเรียนศิลปะที่ช่างศิลป์ เพราะมีพี่ชายเป็นจิตรกร ตระเวนวาดรูปไปขายทหารฝรั่งตามแคมป์ต่างๆ ช่วงสงครามเวียตนาม เขาเป็นนักคิดและนักอ่าน เอาหนังสือของท่านอังคารมายื่นให้ ผมเองก็สนใจอยู่แล้ว ประกอบกับผมเองกำลังแสวงหาความหมายของชีวิต และคิดว่ากวี-นักคิด-ศิลปินน่าจะเป็นคนเดียวกัน บทกวีช่วงแรกก็เป็นเรื่องธรรม และโรแมนติคพลุ่งพล่านแบบท่านอังคาร เช่น ‘อะโหมนุษย์โง่หลง ต่อสู้สงกามนามนี้ ตั้งแต่เกิดจนดับชีวี ไป่มีวันสิ้นสุดลง สงกามย่อมเกิดมา จากปวงมานุษย์ไหลหลง’ หรือบทที่เขียนถึงพ่อว่า ‘ปลิดดวงใจน้อย ประดิดประดอยเป็นดอกไม้ แขนขาต่างธูปเทียนไป ลมหายใจแทนกำยาน โลหิตคือสุธารส แลกายหมดต่างอาหาร หอบหิ้วด้วยวิญญาณ หัวใส่พานทองไป กราบกรานวิญญาณพ่อ ผู้ก่อดินน้ำลมไฟ ของลูกปลูกไว้ จงรับไปซึ่งสักการะเทอญฯ’ ส่วนงานจิตรกรรม ผมสนใจเขียนภาพชีวิตคนไร้ชื่อข้างถนน อิทธิพลจากแวนโกะห์ช่วงเขียนคนเหมืองที่บอร์ริเนจ เขียนคนงานก่อสร้าง ขอทาน โสเภณี ศิลปะแต่ละแขนงมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ศิลปะมีหลายแขนง มีความเหมือนคือการแสดงออกในวิธีการต่างกัน ไม่ว่าเป็นสี หิน เหล็ก ดินหรือภาษา ถ้อยคำในงานวรรณกรรม ทั้งหมดคือมุ่งสื่อสารเรื่องภายในใจและโพรงสมองของเราผ่านประสบการณ์ทักษะ ปณิธานสูงสุดในฐานะศิลปิน หวังให้งานสร้างสรรค์ของผมมีส่วนทำให้คนมีประการณ์ใหม่ ฉุกคิดใหม่ ตื่นลุกขึ้นต่อสู้ เหมือนดั่งกวีปณิธานของผมว่า ศิลปะคืออาวุธ ใช้ขุดโค่นอำนาจร้าย ต้องพลีชีพทั้งใจ-กาย คือความหมายแห่งศิลปินฯ สำหรับคุณ งานกวีเปรียบได้กับอะไร บทกวีเหมือนกันการเจียรนัยเพชร สกัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่แก่นสาระจริงงาม วิธีการทำงานบทกวีชิ้นหนึ่งของคุณเป็นอย่างไร ผมเป็นคนทำงานเร็ว เมื่อเกิดแรงบันดาลใจ ก็ลงมือเขียนทันที ตั้งแต่ต้นจนจบคราวเดียว อาจมีขีดฆ่า ไม่ค่อยมีระบบเท่าไหร่ เรียกว่าโต้ตอบฉับพลัน อย่างที่เขียนเพื่ออ่านบนเวทีเดินขบวนนี่ เขียนวันละหลายบททีเดียว อัพเดทสถานการณ์ และชี้นำ ปลุกปลอบใจคน คุณลักษณะของนักกวีที่ดี และกวีต้นแบบของคุณ นักกวีที่ผมนับถือ คือคนอ่อนไหว มีซิกเซนต์ มองเห็นชีวิตทะลุจักรวาล อย่างท่านอังคาร, จ่าง แซ่ตั้ง, ประเสริฐ จันดำ, สุรชัย จันทิมาธร และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในประเทศนี้ คุณเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำงานต่อสู้กับความอยุติธรรมในบ้านเมืองตลอดมา จุดยืนของคุณเป็นอย่างไร ทำไมต้องออกมาต่อสู้ ในขณะที่ศิลปินคนอื่นๆ อาจนอนวาดรูป เขียนหนังสืออยู่บ้าน เพราะศิลปินคือพลเมือง เมื่อเราครุ่นคิดถึงความจริงดีงามและความยุติธรรม จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลชั่วร้ายเราก็ต้องตะโกนร้องเตือนสังคม และร่วมกันโค่นล้มมัน เพราะเราไม่ยอมรับความอยุติธรรมที่เห็นเป็นอยู่กลาดเกลื่อน หากโลกมันร้อน เราก็ต้องแสดงออกเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เพื่อสังคมใหม่เป็นธรรมร่มเย็นร่วมกัน มองวงการศิลปะในบ้านเรา ดูคึกคักขึ้น มีศิลปินชั้นแนวหน้า ได้รับการยอมรับจากวงการศิลปะนานาชาติ แล้วยังมีศิลปินรุ่นใหม่ที่สะท้อนสังคมร่วมสมัยได้ลึกซึ้งเกิดขึ้นหลายคน แม้จะมีแนวคิดว่าศิลปะต้องบริสุทธิ์ ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่แนวทางศิลปะรับผิดชอบต่อสังคมก็มีมากขึ้น ในฐานะศิลปินคนหนึ่งที่อยู่กันคนละด้านกับ ‘รัฐ’ มาแทบจะโดยตลอด คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดที่ว่า รัฐควรจะต้องเข้ามาอุ้มชูวงการศิลปะ-วรรณกรรม เพื่อยกระดับศิลปะในบ้านเราให้เจริญขึ้น เราเลือกผู้ปกครองมาเพื่ออะไร ให้มาปล้น หรือมาช่วยดูแลผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งสังคม มันเป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้วที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยพร้อมอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เป็นองค์ความรู้ให้ชุมชนได้ศึกษาเรียนรู้ และบ้านเราเองก็อ่อนแอทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว เรียกว่าอยู่กันแบบไร้ราก หลอกลวงตัวเองไปวันๆ วิถีชีวิตของคุณทุกวันนี้เป็นเช่นไร ทำงานศิลปะ เขียนบทกวีช่วงไหนเป็นหลัก ก็เขียนรูปไปตามแผนงานที่กำหนดไว้แต่ละปีว่าแสดงที่ไหนเมื่อไหร่ อ่านหนังสือ เดินทาง และเขียนบทกวีบันทึกยุคสมัยของเรา หากเขียนงานชุดใหญ่ก็ต้องไปที่สตูดิโอชุมแสง บทกวีเขียนได้ทุกสถานการณ์ ไม่เลือกเวลา ขึ้นอยู่ว่าความคิดเกิดขึ้นตอนไหน เราพกสมุดติดย่ามตลอด คำแนะนำถึงนักอยากเขียน ว่าต้องเริ่มต้นที่จุดไหน และพัฒนาตัวเองอย่างไร เริ่มที่คุณต้องเป็นนักอ่านที่ดี คือรู้จักแยกแยะวิเคราะห์ อ่านชีวิตธรรมชาติและสังคม ลงมือเขียนเรียบเรียงความคิดให้เป็นถ้อยคำ หาวิถีของตนเอง นักเขียนคนโปรด และหนังสือเล่มโปรด คาฟกา, มิลาน กุนเดอรา, อาร์โน ชมิดช์, แซงเต็ก ซูเปรี, จ่าง แซ่ตั้ง, ท่านอังคาร, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หนังสือที่อ่านชอบหลายเล่ม อย่าง คดีความ ของคาฟกา, แม่กับลูก ของจ่าง แซ่ตั้ง, กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์, ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ของกุนเดอรา, เจ้าชายน้อย ของ แซงเต็ก ซูเปรี, คนนอก และมนุษย์สองหน้า ของอัลแบรต์ กามูส์ โปรย “ศิลปะคืออาวุธ ใช้ขุดโค่นอำนาจร้าย ต้องพลีชีพทั้งใจ-กาย คือความหมายแห่งศิลปินฯ” “บทกวีเหมือนกันการเจียรนัยเพชร สกัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่แก่นสาระจริงงาม” “ถ้ารัฐบาลชั่วร้ายเราก็ต้องตะโกนร้องเตือนสังคม และร่วมกันโค่นล้มมัน” “เราเลือกผู้ปกครองมาเพื่ออะไร ให้มาปล้น หรือมาช่วยดูแลผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งสังคม...
Read moreชาคริต จตุพรวัฒนพนธ์
May 18, 2013“ตัวจริงแห่งดารา” คริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่มีใครร้อนแรงและมีเสน่ห์ดึงดูดมากไปกว่าหนุ่มคนนี้อีกแล้ว “ชาคริต จตุพรวัฒนพนธ์” พระเอกของคนไทยทั้งประเทศ ด้วยคารแร็คเตอร์ที่ถื...
Read moreบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าสัวนักรักรุ่นใหญ่หัวใจศิลป์
May 26th, 2013 | Comments Off
ถ้าจะพูดถึงหนึ่งในของรักของสะสมอันล้ำค่าของเหล่ามหาเศรษฐี ซึ่งไม่เพียงมีไว้ชื่นชม แต่ยังมีมูลค่าเติบโตไปเรื่อยๆตามกาลเวลาสิ่งนั้น็คือ ผลงานศิลปะ และถ้าพูดถึงเศรษฐีที่รักศิลปะและเป็นนักสะสมศิลปะตัวยงของบ้านเราและมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งวงการธุรกิจ วงการศิลปะ และยังข้ามห้วยไปถึงวงการบันเทิง เขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นเลย นอกจากเจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล มหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่หัวใจศิลป์เนื้อหอมที่เพิ่งจะสละโลดครั้งล่าสุดไปหมาดๆ กับนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ ‘ตั๊ก บงกช’ ซึ่งแว่วมาว่า คู่หวานของเจ้าสัวคนนี้ก็เป็นคนรักศิลปะไม่แพ้กัน … Read entire article »
Filed under: 000, 000 Feature Interview, people
อุทิศ เหมะมูล
May 20th, 2013 | Comments Off
นักเขียนรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2552 อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน สิ่งแรกเลยคงต้องเริ่มต้นจากความอึดอัดคับข้องใจต่อคำถามที่พยายามแสวงหาคำตอบให้กับตัวเองในช่วงชีวิตวัยแรกรุ่น ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่มีต่อครอบครัวและชุมชนที่ตนเองสังกัดอยู่ นำไปสู่การดิ้นทุรนออกไปจากแหล่งนั้นด้วยความเชื่อที่ว่า ชีวิตต้องมีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยแรงทะเยอทะยานที่มาจากความสามารถด้านศิลปะที่มีอยู่กับตัว ขับเคลื่อนออกไปสู่โลกกว้าง … Read entire article »
Filed under: thai writer
พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์
May 20th, 2013 | Comments Off
กรรมการบริหารและโฆษกพรรคเพื่อไทย เส้นทางการเมือง ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมอยู่ที่จังหวัดพังงา มองว่าคนที่เป็นนักการเมืองคือคนที่เป็นตัวแทนประชาชน ไปแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง แก้ปัญหาน้ำท่วม เรื่องถนนไม่มี เรื่องประชาชนถูกรังแก ก็มองว่านักการเมืองคือฮีโร่ เราก็ชอบและติดตมข่าวสารการเมืองตลอด แต่ขณะเดียวกันก็อยากเป็นนักแสดง เพราะมีคนทักว่าหน้าตาดี (หัวเราะ) น่าไปเป็นนักแสดง เล่นหนัง จนกระทั่งเรียนจบ ก็เข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ … Read entire article »
ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ
May 20th, 2013 | Comments Off
Dhamma for Life บางครั้งสิ่งที่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกผ่อนคลาย สบายกายสบายใจ อาจไม่ใช่วัตถุสิ่งของ อาจไม่ใช่กิจกรรมสันทนาการ แต่อาจเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการศึกษา ขึ้นชื่อว่าการเรียนการศึกษา แค่ฟังก็ไม่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว แต่สำหรับ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เขามีการเรียนเป็นกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ สิ่งที่เขาเรียนคือธรรมะ … Read entire article »
Filed under: people
โอปอลล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
May 20th, 2013 | Comments Off
She is the Ultimate หนึ่งในอัญมณีที่ชาวโลกนิยมมายาวนานหลายพันปีคือ OPAL ชาวโรมันถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ความบริสุทธิ์ ในขณะที่ชาวกรีกเชื่อว่าช่วยในการทำนายอนาคต ส่วนชาวอาหรับเชื่อว่ามันตกจากสวรรค์ในขณะฟ้าผ่าจึงทำให้มีสีหลากหลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฯลฯ แต่สำหรับเวลานี้คนไทยรู้จักคำว่า “โอปอลล์” มากและบ่อยกว่าคนอื่นๆ ในทุกมุมโลก เพราะเป็นชื่อเล่นของ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ … Read entire article »
Filed under: lady
วัชระ กล้าค้าขาย
May 20th, 2013 | Comments Off
“จิตรกรมีตาที่ไวกว่าชัตเตอร์ของกล้องถ่ายรูปนะครับ เรามองเห็นสิ่งที่เลนส์อาจจะไม่สามารถเห็นได้ และเราก็ถ่ายทอดออกมาด้วยความละเมียดละไม” นี่คือคำตอบของวัชระ กล้าค้าขาย เมื่อถูกถามว่าภาพเหมือนจากจิตรกรต่างจากภาพเหมือนจากช่างภาพอย่างไร … Read entire article »
Filed under: people
วิลลี่ จันดราน
May 20th, 2013 | Comments Off
Half a Life เราไม่สามารถเป็นใครอื่นได้นอกจากตัวเราเอง วิลลี่ จันดราน คือเด็กชายที่เกิดมาในยุคที่ประเทศอินเดียตกอยู่ใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ตระกูลของเขาเป็นตระกูลพระ วิลลี่มีปู่ผู้หนีจากความล่มสลายของชุมชนวัดบ้านเกิด ไปสู่การเป็นพนักงานเขียนจดหมายในวังของมหาราชา มีพ่อผู้สับสนกับตัวเอง ผู้ที่ในตอนแรกหันหลังให้บรรพบุรุษ หันหลังให้กับการรับราชการกับองค์มหาราชาและการแต่งงานกับลูกสาวอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัย … Read entire article »
Filed under: people
Mika Liias
May 20th, 2013 | Comments Off
แม้ว่าผู้คนในยุคนี้จะยกให้เรื่องของเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ประทินผิวเป็นเรื่องของสุภาพสตรีไปแล้ว ทว่าก็ยังมีสุภาพบุรุษอีกหลายคนที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับของเหล่านี้และประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิ Mika Liias หนุ่มสวีเดนผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางค์ Make up store คือหนึ่งในจำนวนนั้น … Read entire article »
Filed under: people
ดร.พิจิตต รัตตกุล
May 19th, 2013 | Comments Off
THE PANO THE NEW HORIZON หลังวางมือจากสนามการเมืองระดับชาติและพ้นวาระ ‘พ่อเมืองกรุงเทพฯ’ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ดร.พิจิตต รัตตกุล ยังคงโลดแล่นอยู่ในสังเวียนการทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด ในตำแหน่งต่างๆ อาทิ กรรมการอำนวยการมูลนิธิป้องกันควันพิษ และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม, ผู้ชำนาญการ NACA (Network of Aquaculture Centres in Asia-Pacific) … Read entire article »
Filed under: people
ดร. จิรยุทธ ชุษณะโชติ
May 19th, 2013 | Comments Off
Shelldon “Thai Toon to the World” เมื่อ 5 ปีก่อนเรารู้จัก ดร.จิรยุทธ ชุษณะโชติ ในฐานะผู้บริหารไฟแรงแห่งธุรกิจของขวัญแฮนด์เมดจากเปลือกหอย ‘เชลล์ฮัท’ ปัจจุบันหลังจากต่อยอดความฝันสร้างอาณาจักรหอย ‘เชลล์ดอน’ โดย บ.เชลล์ฮัท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ ให้เป็นที่รู้จักของคนไทยไปทั่วแล้วยังกำลังเผยแพร่ให้นานาชาติได้สัมผัสความน่ารักและคุณค่าจากเรื่องราวใต้ผืนน้ำผ่านตัวละครหลักที่มีหอยเป็นผู้ดำเนินเรื่อง … Read entire article »
Filed under: spotlight
วีระศักดิ์ ฟูตระกูล
May 19th, 2013 | Comments Off
On the Diplomatic Road สำหรับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศการเติบโตในสายงานกระทั่งได้ไปปฏิบัติงานต่างแดนในฐานะผู้แทนประเทศนับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่หลายคนฝันใฝ่ ยิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายข้าราชการ คือ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยิ่งพิสูจน์ฝีมือ ผลงาน และการยอมรับได้เป็นอย่างดี … Read entire article »
Filed under: profile
Looking Back at Success Stories
May 19th, 2013 | Comments Off
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีดำริให้ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศขึ้น ส่งผลให้เกิดการวางรากฐาน กระทั่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 ซึ่งตั้งอยู่ ณ วังบางขุนพรหมและเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน 2498 นั่นคือจุดเริ่มต้นของวงการบันเทิงไทยยุคใหม่ที่เข้าถึงประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วนต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ จนถึงวันนี้เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสำเร็จของสื่อสารมวลชนไทยมีผลต่อวิถีชีวิตคนจำนวนมากของประเทศ ขณะที่วงการบันเทิงก่อให้เกิดความสำเร็จแก่คนเบื้องหน้าผู้เป็น “คนของประชาชน” … Read entire article »
Filed under: people
H.E. Mr. DAVID LIPMAN
May 19th, 2013 | Comments Off
Ambassador Head of Delegation EUROPEAN UNION แม้จะเป็นครั้งที่สองในการไปเยือนห้องทำงานของเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป หัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักกับ ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน อย่างเป็นทางการหลังจากท่านเดินทางมาประจำการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา … Read entire article »
Filed under: people
ฟ้า พูลวรลักษณ์
May 19th, 2013 | Comments Off
ฟ้า พูลวรลักษณ์ – เป็นชื่อของชายสัญชาติไทย ผู้เป็นลูกชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 7 คนของตระกูลเศรษฐีของประเทศนี้ กระนั้น แทนที่จะเลือกดำเนินชีวิตในฐานะนักธุรกิจ ฟ้ากลับเลือกที่จะเป็นศิลปิน … Read entire article »
Filed under: thai writer
จักรกฤต เบเนเดทตี้
May 19th, 2013 | Comments Off
บทบาทกรรมการผู้จัดการแห่งอิตาเลเซียซึ่งดูแล 2 ธุรกิจสำคัญในเครือ คือ บ.อตาเลเซีย อิเล็คโทร และ บ.อิตาเลเซีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ทำให้หนุ่มแม็กซ์-จักรกฤต เบเนเดทตี้ ค่อนข้างหมกตัวอยู่กับงานมาตลอด 9 ปี อันเนื่องด้วยภารกิจที่ต้องรับช่วงต่อกะทันหันภายหลังการเสียชีวิตของคุณพ่อ อโดโฟ่ แต่ในอีกมุมหนึ่งชายวัย 32 ยังจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าความสำเร็จจากรุ่นบุกเบิกโดยคุณปู่ โอเทลโล่ ที่ตกทอดมาถึงเขาจะต้องพัฒนาและก้าวไกลสมกับการเป็นรุ่นที่ 3 ของอิตาเลเซีย … Read entire article »
Filed under: spotlight
นายแพทย์ บัญชา พงษ์พานิช
May 19th, 2013 | Comments Off
ปริศนาแห่งลูกปัด เมื่อช่างภาพไฮคลาสขอให้นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ยื่นสร้อยลูกปัดมูลค่าพอๆกับรถ BMW ออกมาข้างหน้าแล้วมองด้วยสายตาประหนึ่งจ้องมองเพชรเม็ดเขื่องนั้น เจ้าตัวหัวเราะร่วนก่อนจะบอกดังๆว่า “ให้ทำก็ทำได้ แต่จะออกมาดีหรือเปล่าไม่รู้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมองลูกปัดโบราณเหล่านี้จากแง่มุมนั้นเลย” … Read entire article »
Filed under: people
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
May 19th, 2013 | Comments Off
คงไม่ใช่คำพูดที่เกินเลยหากจะบอกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีอาชีพอะไร หรือเป็นประชากรในช่วงวัยใดของประเทศไทย ต่อให้รสนิยมการดูหนังฟังเพลงของคุณเป็นแบบไหน คุณย่อมจะต้องเคยบริโภคผลิตภัณฑ์แห่งความบันเทิงที่หลากหลาย ภายใต้แบรนด์ GMM GRAMMY มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตนี้ … Read entire article »
Filed under: people
ทยา ทีปสุวรรณ
May 19th, 2013 | Comments Off
ด้วยจังหวะและโอกาสอันเหมาะสมส่งผลให้ ทยา ทีปสุวรรณ กระโดดสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากภาคเอกชนที่คุ้นเคยกลับต้องมาพบเจอกับระบบราชการซึ่งมากด้วยขั้นตอนและข้อจำกัด แต่ผลตอบแทนที่คุ้มค่า … Read entire article »
Filed under: lady
ขภัช นิมมานเหมินท์
May 19th, 2013 | Comments Off
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เหตุผลที่เข้ามาเล่นการเมือง คงเพราะที่บ้านอยู่ในวงการเมืองมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณพ่อ คุณอาครับ ในบ้านในโต๊ะกินข้าวเขาก็คุยกันแต่เรื่องการเมือง ผมก็เห็นการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษ แล้วก็รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ ถ้าเราไม่เข้ามาแล้วใครจะเข้ามา คนในโต๊ะคุยกันว่าทำไมรัฐบาลเป็นแบบนี้ รัฐธรรมนูญเป็นอย่างนั้ ผมก็คิดว่าถ้าจะว่าใครสักคน ก็ต้องไปทำงาน … Read entire article »
Filed under: people
H.E. Mr. Eric G. John
May 19th, 2013 | Comments Off
Ambassador of The United States of America. ด้วยสายสัมพันธ์ทางการทูตอันยาวนานกว่า 176 ปีระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ไทยจึงเป็นมิตรประเทศเก่าแก่ที่สุดในทวีปเอเชีย ฯพณฯ อีริค จี. จอห์น เปิดห้องรับแขก ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตยืนยันถึงความร่วมมือในอดีตที่ยังคงสืบเนื่องและขยายผล ผ่านความร่วมมือระดับรัฐบาลเรื่อยมาจนถึงระดับประชาชน … Read entire article »
Filed under: people
AD DP
January 8, 2013dp-Studio 3D Visualization, Photography, Virtual Tour 360, Web Design, Integrated Media, Print Publications dp-studio คือ ผู้นำในด้านบริการ Visualization และงานผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ครบวงจรที่เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นน...
Read moread-books-maker
November 16, 2012ไม่ว่าโลกของการสื่อสารจะก้าวล้ำไปเพียงใด แม้ว่าผู้คนจะมีทางเลือกในการบริโภคสื่อ ที่หลากหลายกว่าในอดีต แต่ทุกคนต่างยอมรับว่า คุณภาพและสาระของสื่อ ไม่ว่าเป็นหนังสือ นิตยส...
Read moread atbangkok
January 10, 2013YOU HAVE A HOTEL YOU HAVE A SERVICE APARTMENT YOU HAVE A RESTAURANT YOU HAVE A BAR YOU WANT TO PROMOTE YOUR BUSINESS BY YOURSELF YOU WANT TO USE THE STATE-OF-THE-ART TOOLS TO SAVE YOUR MARKETING BUDGET. AND YOU THINK... You need a website. You need a facebook fanpage. You need a mobile apps. You need a virtual tour 360 to promote your place. You need a photographer. You need a copy writer. You need someone to help you with all marketing materials YOU T...
Read moreBook & Magazine Maker
December 21, 2012ไม่ว่าโลกของการสื่อสารจะก้าวล้ำไปเพียงใด แม้ว่าผู้คนจะมีทางเลือกในการบริโภคสื่อ ที่หลากหลายกว่าในอดีต แต่ทุกคนต่างยอมรับว่า คุณภาพและสาระของสื่อ ไม่ว่าเป็นหนังสือ นิตยส...
Read more














